- หน้าแรก
- ยอดนักสืบทลายคดีอสูร
- บทที่ 20 - รางวัล
บทที่ 20 - รางวัล
บทที่ 20 - รางวัล
บทที่ 20 - รางวัล
ในบ่ายวันนั้น คำสั่งชมเชยจากกองบัญชาการเมืองรุ่งอรุณก็ลงมาถึง บัญชีรายชื่อหนาปึกเล่มหนึ่งทำให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสืบสวนคดีฆ่าล้างตระกูลฉีรู้สึกใจชื้นขึ้นมา
พลทหารธรรมดา ได้รับรางวัลเป็นเงินหนึ่งหมื่นเหลี่ยง และบันทึกคุณูปการหนึ่งขั้น
พลจอมพลัง ได้รับรางวัลเป็นเงินสองหมื่นเหลี่ยง และบันทึกคุณูปการสองขั้น
ผู้คุมบัญชา ได้รับรางวัลเป็นเงินสองหมื่นเหลี่ยงบวกกับยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดเล็กหนึ่งเม็ด และบันทึกคุณูปการสามขั้น
นายกองน้อย ได้รับรางวัลเป็นเงินห้าหมื่นเหลี่ยงบวกกับยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดเล็กสองเม็ด และบันทึกคุณูปการสามขั้น
รางวัลในครั้งนี้เรียกได้ว่ามากมายเกินความคาดหมายของเสิ่นฮ่าวไปมาก
รางวัลที่เป็นเงินนั้นเป็นเรื่องรอง คนที่คลุกคลีอยู่ในหน่วยชำระทมิฬ นอกจากพลทหารธรรมดาแล้ว ก็ไม่มีใครที่จะขาดแคลนเงินทองไว้ใช้สอย
รางวัลที่เป็นยาเม็ด แม้จะน่ายินดี แต่ก็อยู่ในความคาดหมาย
ที่น่าประหลาดใจจริงๆ คือรางวัลคุณูปการต่างหาก นี่ไม่ใช่ของที่จะได้มาง่ายๆ เลย ตามกฎของราชวงศ์จิ้งเก่า คุณูปการมีทั้งหมดเก้าขั้น สามารถสะสมไปได้เรื่อยๆ ทุกครั้งที่คุณูปการสะสมครบเก้าขั้น ก็จะสามารถเลื่อนยศขุนนางขึ้นได้หนึ่งระดับ
พูดง่ายๆ ก็คือ คนธรรมดาคนหนึ่งหากสามารถสะสมคุณูปการได้ครบเก้าขั้น ก็จะได้รับยศขุนนางลำดับที่หนึ่ง ซึ่งเป็นยศต่ำสุดของราชวงศ์จิ้งเก่าโดยอัตโนมัติ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขุนนางได้ในคราวเดียว
หากว่าเดิมทียศขุนนางอยู่แล้ว หลังจากสะสมคุณูปการครบเก้าขั้นก็จะสามารถเลื่อนขึ้นได้อีกหนึ่งขั้นโดยอัตโนมัติ เช่น ยศขุนนางลำดับที่หนึ่งเมื่อสะสมคุณูปการครบเก้าขั้น ก็จะสามารถเลื่อนเป็นยศขุนนางลำดับที่สองได้โดยอัตโนมัติ ยศขุนนางแต่ละขั้นแบ่งเป็นเก้าลำดับ ไล่เรียงกันไปเช่นนี้
และยังมีจุดสำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือในระบบขุนนางของราชวงศ์จิ้งเก่านั้น ไม่มีระบบสืบทอดบรรดาศักดิ์ พ่อของเจ้าเป็นขุนนางแต่เจ้าไม่ใช่ หากอยากจะเป็นขุนนางด้วย ก็ต้องทุ่มสุดชีวิตไปสร้างผลงานสะสมคุณูปการ การใช้ชีวิตแบบกินหรูอยู่สบายรอวันตายนั้นไม่มีที่ยืนในหมู่ลูกหลานขุนนางรุ่นที่สองของราชวงศ์จิ้งเก่า
หากว่าไม่มีความสามารถสะสมคุณูปการได้ครบเก้าขั้นก็ไม่เป็นไร สามารถไปที่ทางการเพื่อใช้คุณูปการแลกเปลี่ยนเป็นของจริงได้ เช่น เงินทอง หรือที่ดิน กระทั่งยังสามารถแลกเป็นทาสจากต่างเผ่าได้อีกด้วย
พูดได้คำเดียวว่า คุณูปการคือบันไดขั้นที่สำคัญที่สุดสำหรับคนธรรมดาที่จะไต่เต้าขึ้นไปสู่ระดับสูงของสังคม ความล้ำค่าของมันจึงเป็นที่รู้กันดี
ยกตัวอย่างเสิ่นฮ่าว เขารับใช้ในหน่วยชำระทมิฬมาแปดปี ไต่เต้าจากพลทหารธรรมดามาจนถึงนายกองน้อย ผ่านความเป็นความตายมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็เพิ่งจะสะสมคุณูปการได้เพียงสองขั้น ใครจะไปคาดคิดว่าแค่คดีเดียวในครั้งนี้จะทำให้เขาได้รับคุณูปการถึงสามขั้น
ตอนนี้เมื่อมีคุณูปการห้าขั้นแล้ว เขเสิ่นฮ่าวก็สามารถคาดหวังได้อย่างเต็มที่แล้วว่า สักวันหนึ่งจะสามารถสะสมได้ครบเก้าขั้น ได้ยศขุนนางมาประดับสักหน่อย มันจะไม่เจ๋งหรอกรึ
ตามจำนวนรางวัลในบัญชีรายชื่อ เสิ่นฮ่าวพาหวังเจี่ยนไปยังคลังเงินของกองบัญชาการ เบิกตั๋วเงินตามจำนวนครบถ้วนพร้อมกับใบรับรองคุณูปการ ของเหล่านี้เขาต้องเป็นคนมอบให้ถึงมือลูกน้องทุกคนด้วยตนเอง
หลังจากนั้น เขากับหวังเจี่ยนก็ไปที่ห้องปรุงยาอีกครั้งเพื่อรับยาเม็ดบำรุงแก่นแท้ขนาดเล็กของตนเอง หวังเจี่ยนได้หนึ่งเม็ด เขาได้สองเม็ด
"นายกองน้อย ท่านหยิกข้าที ข้ารู้สึกเหมือนกำลังฝันไป ไม่เพียงแต่จะได้ยาเม็ด แต่ยังมีคุณูปการให้สะสมอีก"
เสิ่นฮ่าวหัวเราะพลางเตะไปที่ก้นของหวังเจี่ยนทีหนึ่ง หัวเราะด่า "ได้ดีแล้วก็หัดเจียมเนื้อเจียมตัวบ้างเถอะน่า เจ้าเด็กนี่เพิ่งจะได้แค่สามขั้น ยังห่างไกลจากยศขุนนางของพ่อเจ้าเยอะนัก"
หวังเจี่ยนไม่ใช่พวกที่ไร้รากฐานเหมือนเสิ่นฮ่าว เขาเป็นลูกหลานขุนนางของแท้ พ่อของเขาก็เป็นยศขุนนางลำดับที่สอง ได้ยินว่าปู่ของเขาเป็นยศขุนนางลำดับที่สาม
อันที่จริง ในหน่วยชำระทมิฬมีลูกหลานขุนนางอย่างหวังเจี่ยนอยู่ไม่น้อยเลย อย่างไรเสีย หากอยากจะสะสมคุณูปการ การอยู่ในหน่วยชำระทมิฬก็ถือว่าค่อนข้างมั่นคงกว่า
"เหะเหะ นี่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างเริ่มต้นมันก็ยากเสมอหรอกรึ มีท่านนำทาง อนาคตยังจะกลัวสะสมคุณูปการไม่ได้อีกหรือครับ"
"พอเลย ไม่ต้องมาประจบ ข้าเองก็เพิ่งจะมีห้าขั้นแถมยังสะสมมาแปดปี จะมีความสามารถที่ไหนไปนำทางเจ้าสะสมคุณูปการได้ รีบกลับไปแจ้งข่าวดีให้คนที่บ้านเถอะ"
"ข้าพรุ่งนี้ค่อยกลับครับ วันนี้ข้าตกลงกับพี่น้องในหมู่ไว้แล้ว จองโต๊ะไว้ที่หอสุราไหลเฟิ่ง คืนนี้อยากจะเชิญนายกองน้อยไปดื่มด้วยกันครับ"
"เหอะ ดีสิ นี่คือได้เงินมาแล้วไม่มีที่ใช้ใช่ไหม"
"ดูท่านพูดเข้าสิครับ แค่หอสุราไหลเฟิ่งเท่านั้นเอง เงินแค่นี้พี่น้องคนไหนจะไม่มีปัญญาจ่าย ท่านให้เกียรติสักหน่อยเถอะครับ"
หลายปีมานี้ เสิ่นฮ่าวนำพาพี่น้องหมู่ที่หนึ่งไปกอบโกยเงินมาไม่น้อย แม้แต่พลทหารธรรมดากระเป๋าก็ยังตุงกันทั้งนั้น จริงอย่างว่า ทุกคนล้วนเป็นคนที่ไม่ขาดเงิน
เสิ่นฮ่าวก็ไม่ได้ทำตัวเรื่องมากอะไร ลูกน้องเชิญเขาไปดื่มฉลอง นี่เป็นหน้าตาที่ต้องให้ แต่ว่าค่าใช้จ่ายยังไงก็ต้องเป็นเขาที่ออก มิฉะนั้นแล้วมันจะดูไม่ดี
"จะให้ข้าไปให้เกียรติก็ได้ แต่ว่าค่าใช้จ่ายมื้อนี้ข้าต้องเป็นคนจ่าย ไม่อย่างนั้นก็ล้มเลิกไป"
"หา นายกองน้อย ท่านจะทำอย่างนี้ไปทำไมกันครับ"
"หยุด เจ้ารู้จักนิสัยข้าดี เรื่องนี้ไม่มีที่ให้ต่อรอง ไม่ข้าเลี้ยงพวกเจ้า คืนนี้ทุกคนกินให้ดีดื่มให้ดีเที่ยวให้ดี ข้าจ่ายเองทั้งหมด ก็วันนี้ข้าขอกลับบ้านไปนอนแต่หัวค่ำดีกว่า"
หวังเจี่ยนยิ้มขื่น จริงอย่างว่า นายกองน้อยของเขาคนนี้พูดคำไหนคำนั้นจริงๆ ไม่เคยยอมเอาเปรียบลูกน้องแม้แต่น้อย
ดังนั้นจึงตกลงกันตามนี้ คืนนี้เสิ่นฮ่าวเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าทุกคนในหมู่ที่หอสุราไหลเฟิ่ง ถือเป็นงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ
ในคืนนั้น เมื่อโคมไฟเริ่มสว่างไสว
หอสุราไหลเฟิ่งไม่อาจเรียกว่าเป็นหอคณิกาที่ดีที่สุดในเมืองรุ่งอรุณได้ อย่างมากก็นับได้เพียงแถวหน้าเท่านั้น
แม้จะเรียกว่าหอ แต่จริงๆ แล้วก็สูงเพียงสามชั้น มีทั้งโถงใหญ่ มีทั้งห้องส่วนตัว และแน่นอนว่าย่อมมีห้องปักสะดึงด้วย
ค่าใช้จ่ายที่นี่ไม่ต่ำเลย รสชาติอาหารธรรมดาแต่กลับแพงกว่าร้านเหล้าข้างนอกมากโข เหล้าก็เช่นกัน แน่นอนว่า สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือสามารถชมการแสดงร้องรำทำเพลงได้ฟรี หากโชคดีก็ยังจะได้เห็นเหล่าดาวเด่นออกมาแสดงศิลปะอีกด้วย
แต่ว่า ลูกค้าที่มาหอสุราไหลเฟิ่งไม่ใช่ว่ามาเพื่อดื่มเหล้ากินข้าวชมการแสดงร้องรำทำเพลงจริงๆ หรอก ส่วนใหญ่ก็ยังมาเพื่อตามหาสาวๆ
ไม่ว่าจะอ้วน ผอม สูง เตี้ย อวบอิ่ม หรือผอมบาง ที่นี่ก็มีหมด และวิธีการเล่นก็มีหลากหลาย รับประกันได้ว่าจะสามารถตอบสนองรสนิยมของทุกคนได้อย่างแน่นอน
บวกกับเมืองรุ่งอรุณยังเป็นเมืองชุมทางขนาดใหญ่ทางตะวันตกของราชวงศ์จิ้งเก่า เหล่าเศรษฐีที่สัญจรไปมาที่นี่ก็มีมากดุจปลาในแม่น้ำ ดังนั้นธุรกิจของหอสุราไหลเฟิ่งจึงดีอย่างยิ่งมาโดยตลอด
ตอนที่เสิ่นฮ่าวก้าวเข้าไปในห้องส่วนตัว ข้างในก็มีคนมากันพร้อมหน้าแล้ว ในห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ตั้งโต๊ะไว้สี่ตัว
เมื่อก่อนต้องหกโต๊ะถึงจะนั่งกันพอ แต่ตอนนี้กลับเหลือคนแค่สี่โต๊ะแล้ว ก่อนและหลังก็ต่างกันแค่ภารกิจเดียวเท่านั้นเอง ในใจเขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ยกกาสุราบนโต๊ะขึ้น รินลงพื้นสามครั้งไปทางทิศตะวันตก ถือเป็นการคารวะพี่น้องที่ตายในเมืองห้าแพะ นี่เป็นธรรมเนียมของโลกเดิม แต่เสิ่นฮ่าวไม่สนใจ เขาทำเพียงเพื่อความสบายใจของตนเอง
คนที่นั่งอยู่ในที่นี้ล้วนกินข้าวหม้อเดียวกันมาทั้งนั้น ย่อมเข้าใจดีว่าเสิ่นฮ่าวกำลังทำอะไร ทุกคนจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ขอบตาแดงก่ำ ยกจอกของตนเองขึ้นเลียนแบบเสิ่นฮ่าว ใช้ใจที่ระลึกถึงแทนธูปหนึ่งดอก ใช้เหล้าหนึ่งจอกคารวะผู้ล่วงลับ
หลังจากไว้อาลัยกันสั้นๆ แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องกินดื่มกันอย่างเต็มที่ บรรยากาศเริ่มคึกคักตั้งแต่แรกเริ่ม
ที่สำคัญกว่านั้นคือ เจ้าพวกนี้ยังเรียนรู้เกมทายเหล้ามาจากเสิ่นฮ่าวด้วย ไม่ว่าจะเป็น "สับฟืนมั่วซั่ว" "สิบห้ายี่สิบ" หรือ "เชิญก็เชิญ" ต่างๆ ก็เล่นกันอย่างสนุกสนาน กระทั่งมีบางคนที่แพ้จนหัวร้อนถึงกับถอดเสื้อชั้นบนออก ลากคนข้างๆ มาตะโกนแข่งกันแพ้ชนะด้วยจอกใหญ่
เสิ่นฮ่าวกลับนั่งดื่มเหล้าของตนเองอย่างสงบ ไม่มีใครเข้ามาชวนเขาเล่นทายเหล้า ไม่ใช่เพราะเกรงใจในสถานะของเขา แต่เป็นเพราะในเรื่องการทายเหล้าแล้ว เขาคือผู้ไร้เทียมทานในหมู่ไอ้กระจอกพวกนี้ คนอื่นๆ ไม่มีใครสนใจที่จะมาหาเรื่องเจ็บตัว
ไม่นาน ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกเคาะเปิด แม่เล้าพานางระบำรำฟ้อนหน้าตาสะสวยเดินเรียงแถวเข้ามา
นี่ต่างหากคือความสนุกหลักที่เลือกจัดงานที่หอสุราไหลเฟิ่ง
คนเหล่านี้คือนางคณิกา ร้องได้ เต้นได้ เล่นเป็น เอาอกเอาใจคนนั้นระดับมืออาชีพเลยทีเดียว
แน่นอนว่า นางคณิกาเองก็มีการแบ่งระดับเช่นกัน จากสูงไปต่ำแบ่งเป็น นางคณิกาจุนอี้ลำดับที่หนึ่ง ไปจนถึง นางคณิกาเมี่ยวอินลำดับที่เก้า ความแตกต่างในระหว่างนี้มันช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว ไม่เพียงแต่จะแตกต่างกันที่หน้าตา แต่ยังรวมถึงกิริยาท่าทางและความสามารถอีกด้วย นางคณิกาทั้งเมืองรุ่งอรุณที่ระดับสูงสุดก็มีเพียง นางคณิกากงมั่วลำดับที่ห้าเท่านั้น นี่ยังถูกยกย่องจนลอยฟ้าไปแล้ว
ส่วนใหญ่ที่เข้ามาในห้องส่วนตัวนี้ล้วนเป็นนางคณิกาที่ไม่มีระดับ นางคณิกาเหล่านี้พูดให้ชัดๆ ก็คือพวกที่ขายรอยยิ้มเพื่อเลี้ยงชีพ พูดให้ไม่น่าฟังก็คือพวกขายเนื้อก็ไม่ผิดอะไร
สำหรับเรื่องเหล่านี้ หลายปีมานี้เสิ่นฮ่าวก็คุ้นเคยกับการละเล่นพวกนี้แล้ว เขายังจำได้ว่าตอนแรกๆ เลย เขายังเขินอายอยู่มากทีเดียว
[จบแล้ว]