- หน้าแรก
- รักวุ่นวายในโรงพยาบาลจิตเวช
- บทที่ 22 อีกครั้งและอีกครั้ง
บทที่ 22 อีกครั้งและอีกครั้ง
บทที่ 22 อีกครั้งและอีกครั้ง
บทที่ 22 อีกครั้งและอีกครั้ง
ผ่านเหตุการณ์ขนหมามาสองครั้ง กู้หรันพอจะเดาได้ว่ามันเป็นหมาสีขาว แต่พอได้เห็นตัวจริงถึงได้รู้ว่าความขาวของมันนั้นเหนือจินตนาการ บริสุทธิ์ผุดผ่องและสวยงามมาก
ลูกหมาถูกซูชิงอุ้มขึ้นรถ นอนอยู่ในอ้อมแขนเธอราวกับทารกผู้ศักดิ์สิทธิ์ ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา
"น่ารักจัง!" เฉินเคอตกหลุมรักทันที
"อยากอุ้มไหม?" ซูชิงถาม
"อยากค่ะ อยากอุ้ม!" เฉินเคออ้าแขนรับ
ซูชิงส่งหมาให้เฉินเคอ ทั้งสองประคองมันอย่างทะนุถนอม ราวกับพยาบาลกำลังส่งมอบทารกแรกเกิดคืนสู่อ้อมอกพ่อแม่
มือของซูชิงคลายออก เจ้าหมาขาวตัวน้อยก็กระโดดลงเอง แล้วกระโดดไปที่เบาะหลัง
แต่มันไม่ได้กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของสาวน้อยเฉินเคอที่มีหน้าอกหน้าใจไม่เล็กเลย กลับกระโดดใส่กู้หรันแทน
มันนั่งยองๆ บนตักกู้หรัน แหงนหน้ามองเขาพร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสา กู้หรันถึงเข้าใจท่าทีเว่อร์วังของพวกเธอเมื่อครู่ มันเหมือนทารกจริงๆ นั่นแหละ
"ดูเหมือนมันจะชอบนายมากนะ?" ซูชิงแปลกใจเล็กน้อย
"หรือว่ากฎแรงดึงดูดระหว่างเพศจะใช้ได้กับคนและหมาด้วย?" เฉินเคอทำหน้ามุ่ยอย่างขัดใจ เหมือนคนอกหัก
กู้หรันคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ผมว่าน่าจะเป็นเพราะตัวผมเปื้อนกลิ่นขนมันมาสองรอบแล้วมากกว่า"
"มีเหตุผล!" เฉินเคอหายอิจฉาทันที
ส่วนซูชิง เธอสตาร์ทรถแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม "กู้หรัน นี่ครั้งที่สามแล้วนะ"
กู้หรันก้มมอง ขนสีขาวเกือบโปร่งแสงหนึ่งหรือสองเส้นปรากฏบนกางเกงและชายเสื้อของเขาเรียบร้อยแล้ว
"บ้าเอ๊ย!" กู้หรันอดสบถไม่ได้ "ทำไมกัน! ครั้งแรกผมไม่รู้ ผมนั่งเบาะหลัง ครั้งที่สองผมติดนิสัยเดิมเลยไปนั่งเบาะหน้า ครั้งที่สามผมเช็คเบาะหน้าแล้ว ข้างหลังก็ไม่มีขนหมา แต่ผมก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี!"
เจ้าหมาขาวตัวน้อยคงคิดว่ากู้หรันมีความสุข รอยยิ้มของมันยิ่งกว้างขึ้น แถมยังยกขาหน้าสองข้างขึ้นมาวางบนอกเขาอีกต่างหาก
แล้วขนหมาก็ร่วงกราว
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" เฉินเคอขดตัวกุมท้องหัวเราะอยู่มุมรถไปแล้ว
ส่วนซูชิงก็ดุว่า "อย่าพูดคำหยาบสิ เดี๋ยวเด็กจำไปใช้!"
ไม่มีใครสนใจกู้หรันที่เป็นเหยื่อมาสามครั้งสามครา เปื้อนขนหมาทั้งสามรอบ คนหนึ่งเอาแต่หัวเราะ อีกคนห่วงแต่การศึกษาของลูกหมา
"มันชื่ออะไรครับ?" กู้หรันถาม
"ซูเสี่ยวชิง"
ผ่านไปสามวินาที
ซูชิงถาม "ทำไมเงียบไปล่ะ?"
"กลัวรบกวนสมาธิคนขับครับ" กู้หรันตอบ
เฉินเคอ ยัยคนฉวยโอกาส พยักหน้า 'อื้ม' เห็นด้วย
"ชื่อนี้ไม่เพราะเหรอ?" สายตาซูชิงเริ่มเหลือบมองกระจกหลังบ่อยขึ้น—แม้แน่นอนว่าเธอยังคงรักษากฎการขับขี่ที่ห้ามละสายตาจากถนนเกินสองวินาที
เฉินเคอลังเล ไม่รู้จะตอบยังไง
กู้หรันเปลี่ยนเรื่องทันควัน "ซูชิง มีวิธีทำให้ซูเสี่ยวชิงไปจากตัวผมไหม?"
"เสี่ยวชิง เป็นเด็กดีนะ ไปนั่งเบาะหน้าไป" ซูชิงสั่ง
ซูเสี่ยวชิงผละจากตักกู้หรันทันที ขยับไปตรงที่ว่างระหว่างกู้หรันกับเฉินเคอ แล้วกระโดดเบาๆ ลงจอดที่เบาะหน้าอย่างแม่นยำ
"แสนรู้จัง!" เฉินเคออุทาน "ฟังรู้เรื่องด้วยเหรอ? สั่งให้มานั่งตักฉัน—เอ่อ ช่างเถอะ"
ข้างๆ เธอ กู้หรันกำลังบรรจงหยิบขนหมาออกทีละเส้นอย่างตั้งใจ
ตอนนั้นเอง ซูเสี่ยวชิงที่ไปนั่งเบาะหน้าแล้ว จู่ๆ ก็โผล่หัวออกมาจากด้านข้าง ยังคงมองกู้หรันด้วยใบหน้าที่ดูเหมือนยิ้มอยู่ตลอดเวลา
"กู้หรัน" เฉินเคอหัวเราะ "เสี่ยวชิงชอบคุณนะ และอาจไม่ใช่แค่เพราะตัวคุณมีขนหมาติดอยู่หรอก"
"ผมก็หลงรักเสี่ยวชิงเข้าแล้วเหมือนกัน" กู้หรันตอบ
"ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมนายถึงเงียบตอนได้ยินชื่อ 'ซูเสี่ยวชิง'" ซูชิงพยักหน้า
ทั้งสามคนระเบิดเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มของซูเสี่ยวชิงก็ดูเหมือนจะกว้างขึ้นไปอีก
รีสอร์ต 'ห้ามลงทะเล'—สมชื่อ—ตั้งอยู่บนภูเขา
ที่นี่มีน้ำพุร้อน สวนสนุกเล็กๆ และลำธารน้ำใสไหลผ่านโขดหินให้ตกปลา ตั้งแคมป์ และย่างบาร์บีคิวได้
ยังมีกิจกรรมยิงธนู ตีกอล์ฟ และอื่นๆ อีกมากมาย
แม้กิจกรรมบันเทิงจะมีเยอะ แต่ตอนกลางคืนกลับมีให้ทำไม่มากนัก
กลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังปิ้งย่างริมลำธาร ล้อมรอบกองไฟ ประกายไฟแตกกระจายสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
วัตถุดิบปิ้งย่างเป็นแบบบริการตัวเอง วางเรียงรายอยู่บนไม้กระดานเหมือนเขียงด้านหนึ่งของลานตั้งแคมป์ อยากกินอะไรก็หยิบไปย่างเอง
"เด็กฝึกงานคนใหม่ล่ะ?" เจียงฉีถามหาเหอชิงเหยียน
จวงจิ้งตอบ "พ่อแม่เธอเรียกตัวกลับไป น่าจะมีเรื่องต้องคุยกันน่ะ"
เนื่องจากแมลงในฤดูร้อนเยอะ สถานบำบัดทางจิตจิ่งไห่จึงเลือกไม่ปิ้งย่างกลางแจ้ง แต่เข้ามาอยู่ในเรือนกระจกแทน
พวกเขาใช้เตาแก๊สสองเตา เนื้อแกะ เนื้อวัว และเนื้อหมูส่งเสียงฉ่าๆ บนกระทะย่าง พร้อมผักอย่างมันฝรั่ง ข้าวโพด กุ้ง และหน่อไม้ฝรั่ง
อาหารทะเลอย่างกุ้งและปลาก็มีเพียบ
วัตถุดิบที่วางเต็มโต๊ะยาวสี่เมตร รองด้วยใบผักกาดหอม ดู 'อลังการ' อย่างน่าประหลาด
เรือนกระจกไม่ได้มีไว้กันแมลงอย่างเดียว แต่ยังมีไว้ร้องเพลงและเล่นไพ่นกกระจอกด้วย
"เว่ยหง" จวงจิ้งยิ้มพลางเรียกชื่อเขา "ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เธอร้องเพลงแรกสิ"
"นึกว่าอาจารย์จะให้ผมกินคำแรกซะอีก!" เว่ยหงแซว รับคำสั่งอย่างว่าง่าย
เขาลุกขึ้น หยิบไมโครโฟน แล้วเริ่มแหกปากร้อง:
"ผู้ชายแบบไหนกันนะ ผู้ชายแบบไหน ยืนมองเธอจากไป! โดย~ ไม่ถามสักคำ!"
ซูชิงกับเฉินเคอมองหน้ากันแล้วหลุดขำ
"หืม?" เว่ยหงหยุดร้อง ทำหน้าแปลกใจ "เป็นไร? ผมร้องไม่ดีเหรอ?"
"เปล่าๆ" ซูชิงโบกมือ ยิ้มกว้าง "ไม่ใช่คุณหรอกที่ตลก"
เขาถามชัดเจนว่า 'ร้องดีไหม' แต่เธอดันตอบว่า 'ตลก' ซึ่งนั่นแหละที่ตลกจริงๆ
'ชิ' กู้หรันประท้วงในใจ
"ขอโทษค่ะรุ่นพี่เว่ยหง" เฉินเคอก็ขำ "แต่เราไม่ได้ขำพี่จริงๆ นะ พี่ร้องเพราะมาก"
"แน่นอนสิ ต้องเพราะอยู่แล้ว" เจียงฉีเสริม "เขาเคยร้องเพลงรักจีบสาวมาตั้งกี่คนแล้ว"
"..." เว่ยหงเถียงไม่ออก ก็มันเรื่องจริง
ครึ่งชีวิตแรกอันเสเพลของเขา ไม่ได้พึ่งแค่หน้าตาที่เป็นมิตร แต่ยังพึ่งเสียงร้องเพลงด้วย
เวลาส่งข้อความเสียงหาสาวๆ บางทีเขาก็ด้นสดร้องเพลงให้ฟัง แกล้งทำเสียงนุ่มบ้าง แหบบ้าง สาวๆ บางคนถึงขั้นเซฟเสียงเขาไว้ฟังเวลาคิดถึงเลยนะ
เจียงฉีเพิ่งรู้ตัว รีบแก้ตัว "เอ้ย รุ่นพี่เว่ยหง หนูไม่ได้จะแฉพี่นะ แค่เล่าความจริงให้ถงหลิงฟังว่าพี่เป็นคนยังไง"
"ไม่เป็นไร" เว่ยหงยิ้ม "พี่อยากให้ถงหลิงรู้ทุกเรื่องของพี่ ไม่มีลับลมคมใน"
เจียงฉีทำหน้าเหมือนทนฟังไม่ไหว
เฉินเคอก็สัมผัสได้จากประโยคนี้ว่าเว่ยหงมีแววเจ้าชู้จริงๆ
"มา กู้หรัน" เว่ยหงหยิบไมค์อีกตัว "มาร้องเพลงรักคู่กันประสาพี่น้อง!"
"?"
กู้หรันกลายเป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศไปซะแล้ว
"เร็ว! เร็วเข้า!" เว่ยหงเร่ง ชูไมค์ในมือขึ้น
"เสี่ยวหรัน เอาเลย" จวงจิ้งยิ้มอ่อนโยน
"ร้องเลย ร้องเร็ว!" เจียงฉีเชียร์
ซูชิงกับเฉินเคอรอดูเรื่องสนุก ส่วนถงหลิงที่ตั้งหน้าตั้งตาย่างเนื้อเหมือนไม่สนโลก ก็พลิกเนื้อไปยิ้มไปพลางหันมามอง
กู้หรันรับไมค์ ค่อยๆ ลุกขึ้น "...ร้องเพลงอะไรดีครับ?"
"'เพราะรัก'!" เจียงฉีเสนอทันที
"'ลักยิ้ม'!" เฉินเคอตื่นเต้นไม่แพ้กัน
"'รู้สึกดีแค่กับเธอ'!" ซูชิงเอาด้วย
"'ด้วยกัน'!" ถงหลิงเสนอ
จวงจิ้งจิบน้ำมะนาวเย็นฉ่ำ แล้วหัวเราะ "'พระจันทร์แทนใจฉัน' ก็ดีนะ"
"ตกลง...ตกลงจะให้ร้องเพลงอะไรกันแน่ครับ?" กู้หรันถึงกับพูดติดอ่าง
"ฮ่าฮ่า!" ทุกคนระเบิดหัวเราะ ตัวงอ ตบไม้ตบมือ
เว่ยหงใจกว้างมาก "เลือกมาสักเพลงจากห้าเพลงนี้แหละ พี่ได้หมด"
"...ผมร้องเป็นแค่ 'เพราะรัก'"
"งั้น 'เพราะรัก'?"
"'เพราะรัก' ครับ" กู้หรันพยักหน้า
"โอ้ว~" เจียงฉีเชียร์เหมือนคนบ้า
เว่ยหงถามกู้หรัน "หวังเฟย หรือ เฉินอี้ซวิ่น?"
"เฉินอี้ซวิ่นครับ" กู้หรันหยิบมือถือเปิดดูเนื้อเพลง
ดนตรีอินโทรแสนนุ่มนวลเริ่มขึ้น ทุกคนเงียบกริบ ยิ้มรอฟัง
พอจังหวะดนตรีขึ้น ท่อน 'มอบซีดีเก่าให้เธอ' แว่วมา กู้หรันยกไมค์ขึ้น แล้วก็วางลง สุดท้ายแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น พูดว่า:
"ไม่ร้องได้ไหม..."
"ร้อง!" เสียงประสานดังขึ้น กู้หรันแยกไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร
"โฮ่ง!" เสียงเดียวที่เขามั่นใจคือเสียงซูเสี่ยวชิง
ไม่มีทางเลือก
เหมือนยอมจำนนต่อโชคชะตา กู้หรันร้องออกมา: "บางทีฉันก็ลืมไปทัน-ที! ว่าฉันยังรัก~ เธอ~ อยู่~ ~!"
"โอ้ววว!!!"
เสียงปรบมือเกรียวกราว
เว่ยหงร้องต่อด้วยอารมณ์ซึ้งกินใจ "ฉันร้องเพลงแนวนี้ไม่ไหวแล้ว ฟังแล้วหน้าแดงต้องหลบซ่อน"
ไม่ใช่ว่ากู้หรันไม่กล้าร้องเพลงกับผู้ชาย เขาแค่ไม่กล้าร้องต่อหน้าคนเยอะๆ เป็นครั้งแรก มันเขิน
แต่ร้องไปได้ครึ่งเพลง พอเว่ยหงส่งสายตาหวานซึ้งมาให้ กู้หรันก็ทนไม่ไหว เพลงไม่ได้เพี้ยน แต่มันจืดชืดเหมือน 'เรียงความอธิบายความ 42 คะแนน'
แต่ยิ่งเขาทำแบบนี้ เว่ยหงยิ่งคึก ถึงขั้นจะโอบไหล่เขา!
ถ้าร้องเพลง "จงรักภักดีต่อชาติ" จะโอบไหล่ก็ไม่ว่า แต่นี่มันเพลง "เพราะรัก" นะเว้ย!
กู้หรันรีบเบี่ยงตัวหลบ กลายเป็นว่าทั้งสองคนร้องไปสู้กันไป—คนหนึ่งจะกอด อีกคนปฏิเสธ!
พอร้องจบ ทุกคนปรบมือ เจียงฉีถึงขั้นตบมือรัวๆ
"เยี่ยม!" เธอเชียร์
"กู้หรันมีแต่เทคนิค เว่ยหงมีแต่อารมณ์ล้วนๆ!" ซูชิงวิจารณ์เจ็บแสบ
อารมณ์อะไรของมัน?
"ศิษย์น้องร้องดี มีแววรุ่ง!" คำว่า 'แวว' ของเว่ยหงฟังดูทะแม่งๆ
เขาหันไปหาเฉินเคอ "ศิษย์น้องเฉินเคอ พี่กับกู้หรันร้องไปแล้ว เธอกับเจียงฉีก็มาร้องเพลงรักคู่กันบ้างสิ!"
"หนูอยากกินบาร์บีคิว" เฉินเคอหยิบตะเกียบเตรียมกินแล้ว
เจียงฉีคว้าไมค์อีกสองตัว "มาเถอะอาเคอ มาร้อง 'อยากร้องให้เธอฟัง' กัน!"
"ไม่ร้องได้ไหมคะ? หนูร้องเพี้ยนนะ" เฉินเคอพยายามขัดขืน
"ไม่ได้!"
เจียงฉีจับมือเฉินเคอตลอดเพลง "อยากร้องให้เธอฟัง" และตอนจบ เธอยังพยายามจะจุ๊บแก้มเฉินเคอ ทำเอาเฉินเคอตกใจจนตัวหด พยายามเบี่ยงหน้าหนีสุดชีวิต
สุดท้ายก็โดนหอมแก้มไปฟอดนึงจนได้
"นี่มันการกลั่นแกล้งในที่ทำงานชัดๆ!" เฉินเคอบ่นอุบอิบ
กู้หรันพยักหน้าเห็นด้วย
ถงหลิงยิ้มแล้วคีบเนื้อย่างใส่จานให้พวกเขา
ทุกคนได้ร้องเพลง แม้แต่จวงจิ้งก็ร้องเพลง "เมืองน้ำในฝัน"
ก่อนหน้านี้ กู้หรันไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน แต่พอได้ยินจวงจิ้งร้องด้วยเสียงนุ่มนวลแผ่วเบาว่า 'ในยามบ่ายที่อบอุ่น แสงสีชมพูวูบไหว' เขาก็ตกหลุมรักเพลงที่ฟังดูเชยๆ นี้เข้าให้แล้ว
จวงจิ้งช่างสง่างามและมีเสน่ห์จริงๆ
กินบาร์บีคิวไปร้องเพลงไป ทำให้เขารู้สึกว่าเจริญอาหารกว่าปกติมาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร้องเพลงแล้วใช้พลังงาน หรือเพราะสนุกที่ได้ร้องเพลงด้วยกัน อารมณ์ดีเลยกินอร่อย
หรืออาจเป็นเพราะใช้เวลานาน ได้กินไปย่อยไปเรื่อยๆ
หลังกินเสร็จ ทุกคนแยกย้ายไปแช่น้ำพุร้อน ผู้หญิงไปฝั่งหญิง ผู้ชายไปฝั่งชาย
"กู้หรัน" เจียงฉีเตือนเขายิ้มๆ ก่อนแยกกัน "ระวังเว่ยหงไว้นะ!"
คำพูดของเธอทำเอากู้หรันใจกระตุก
แต่โชคดีที่เว่ยหงเป็นชายแท้แน่นอน และพอแยกจากสาวๆ ไม่นาน เขาก็เริ่มปล่อยเนื้อปล่อยตัว
"ศิษย์น้อง ดูนั่นสิ ขาผู้หญิงคนนั้น"
กู้หรันมองตามแล้ววิจารณ์ "ผอมไป"
"ก็โอเคนะ"
"ผมชอบแบบสมส่วน มีเนื้อหน่อยกำลังดี หนังหุ้มกระดูกมันดูน่าเกลียดไปหน่อย"
เว่ยหงไม่ฟังเลย "คนนั้น! รีบดูเร็ว! นมใหญ่โคตร!"
กู้หรันเหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วก็อดมองซ้ำอีกรอบไม่ได้
สองศิษย์พี่ศิษย์น้องไม่พูดอะไรตอนเดินผ่านคนนมใหญ่ รอจนเดินเลยไปแล้วถึงกลับมาคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่อ
แช่น้ำพุร้อนเสร็จ ก็ต่อด้วยนวด
ป้าหมอนวดมือหนักกว่ากู้หรันซะอีก
ถามว่า "ตรงนี้เจ็บไหม?"
กู้หรันหน้าเหยเก "เจ็บครับ! เจ็บ! เจ็บจะตายแล้ว!"
"พ่อหนุ่ม เห็นไหม? ป้านวดถูกจุด นี่แหละประสบการณ์!" ป้าแกยิ่งคึก เพิ่มแรงกดเข้าไปอีก
"อ๊ากกก—" นั่นเสียงเว่ยหง
กู้หรัน นอกจากตอนโดนถาม เขาไม่ส่งเสียงเลย แต่เพราะไม่ส่งเสียงนี่แหละ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเขาเจ็บแค่ไหน
นวดเสร็จ เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
แต่ความผ่อนคลายนี้เกิดจากการนวด หรือเพราะหลุดพ้นจากการทรมานของป้าหมอนวดกันแน่?
หลังจากนั้นก็เป็นเวลาอิสระ
เว่ยหงชวนกู้หรันเล่นสนุ๊กเกอร์ แต่กู้หรันเล่นไม่เป็น เลยอยู่เป็นเพื่อนสองตาแล้วเลิก
เว่ยหงหาคนอื่นมาเล่นด้วยแล้วตั้งหน้าตั้งตาเล่นอย่างจริงจัง
กู้หรันยืนดูอยู่พักหนึ่ง แล้วเตรียมตัวออกไปเดินเล่น
ซูชิงกับซูเสี่ยวชิงกำลังเล่นร่อนจานร่อนอยู่บนสนามหญ้า พอจานร่อนถูกขว้างออกไป ซูเสี่ยวชิงที่พุ่งตัวออกไปก็ดึงดูดสายตาผู้คนตลอดทางเหมือนแม่เหล็ก
สายตาเหล่านั้นมองตามซูเสี่ยวชิงกลับมา แล้วก็ละสายตาจากซูชิงไม่ได้อีกเลย
ผมยาวของซูชิงเปียกหมาดๆ เธอใส่ชุดนอนของตัวเอง กางเกงขาสั้นและเสื้อสายเดี่ยว ไม่ได้โป๊มาก อย่างมากก็แค่ดูเย็นสบาย
แต่ความเย็นสบายนี้กลับเหมือนก้อนน้ำแข็งในฤดูร้อน ทำให้คนไม่อาจละสายตาได้
ซูเสี่ยวชิงคาบจานร่อนกลับมา วิ่งวนรอบซูชิงอย่างตื่นเต้นสองสามรอบ แล้ววิ่งเป็นระยะทางไกลมาหากู้หรัน
วิ่งวนรอบตัวเขา แล้ววิ่งกลับไปอย่างตื่นเต้น
ระยะทางไกลขนาดที่กู้หรันและซูชิงขี้เกียจเดินไปทักทายกัน แต่เจ้าหมาขาสั้นกลับไม่กลัวเหนื่อยหรือรำคาญเลย วิ่งไปกลับอย่างไม่ลังเล
กู้หรันไม่เข้าไปใกล้และไม่เดินหนี แค่ยืนดูซูชิงกับซูเสี่ยวชิงเล่นจานร่อนจากระยะไกล
ซูชิงขว้าง ซูเสี่ยวชิงวิ่งไล่ คาบกลับมา แล้วเอามาให้กู้หรันดู
กู้หรันมองซูชิง เธอโบกมือให้จากไกลๆ
กู้หรันก้มมองจานร่อน ตั้งท่าเหมือนนักขว้างจักรโอลิมปิก
เขาออกแรงขว้าง
"บูม!"
เหมือนมีเสียงอากาศคำรามช่วงสั้นๆ
ซูเสี่ยวชิงวิ่งไล่ตามอย่างตื่นเต้น แล้วหยุดกลางทาง จานร่อนตกไม่ไกลจากซูชิง ซึ่งเธอเดินไปเก็บเอง
เธอมองซูชิง แล้วหันกลับมามองกู้หรัน
"โฮ่ง โฮ่ง! โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!"
ครืด~
กู้หรันหยิบมือถือออกมา
【ซูชิง: มันด่านายอยู่น่ะ】
【กู้หรัน: ไม่ต้องแปลก็ได้ครับ】
【ซูชิง: ไม่ต้องแปลก็ฟังออกเหรอ?】
【กู้หรัน: ครับ โฮ่ง!】
ส่งเสร็จ กู้หรันเงยหน้ามองซูชิงที่อยู่ไกลออกไป ซูชิงก้มดูมือถือแล้วยิ้ม
เธอเก็บมือถือ แล้วขว้างจานร่อนมาทางกู้หรัน
กู้หรันตอนแรกอยากรู้ว่าถ้าซูชิงขว้างจานร่อนใส่มือเขา ซูเสี่ยวชิงจะด่าแม่มันไหม แต่จานร่อนตกไกลมากจนกู้หรันขี้เกียจเดินไปเก็บ
ซูเสี่ยวชิงวิ่งมาอย่างตื่นเต้น ขนสีขาวปลิวไสว เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
สมกับเป็นหมาที่ได้เดินเล่นทุกวัน สุขภาพดี มองโลกในแง่ดี ร่าเริง และมีความสุขเหมือนคนรายได้วันละหมื่น
ซูเสี่ยวชิงคาบจานร่อนมาให้กู้หรัน
แถมยัง 'โฮ่ง' ใส่ทีนึง เหมือนจะบอกว่า 'อย่าขว้างมั่วซั่วให้องค์หญิงต้องลำบากอีกนะยะ!'
กู้หรันขว้างไปในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล ซูเสี่ยวชิงดีใจมาก คาบกลับไปหาแม่
ซูชิงนั่งยองๆ ถ่ายรูป ในเลนส์กล้อง ซูเสี่ยวชิงคาบจานร่อนวิ่งมาอย่างมีความสุข แต่พอกล้องแพนขึ้นนิดหน่อยแล้วกู้หรันเข้ามาในเฟรม ธีมของวิดีโอก็เปลี่ยนไป
มันไม่เหมือนวิดีโอสัตว์เลี้ยงน่ารักอีกแล้ว แต่ควรเรียกว่าวิดีโอแม่ลูก หรือวิดีโอครอบครัวดีล่ะ?
ซูชิงรู้สึกขำ
เล่นกันแบบนี้อยู่ครึ่งชั่วโมง ซูชิงก็ใส่สายจูงซูเสี่ยวชิงแล้วส่งข้อความหากู้หรัน
【ซูชิง: เลิกเล่นแล้ว จะไปอาบน้ำ】
อาจจะเพราะผ่อนคลายจากการนวด หรือเพราะกำลังสนุก กู้หรันเลยซื่อสัตย์กับตัวเองผิดปกติ
【กู้หรัน: นี่เป็นคำเชิญชวนเหรอครับ?】
【ซูชิง: พูดให้มันดีๆ อย่ารนหาที่ตาย】
ส่งเสร็จ ซูชิงเงยหน้ามองกู้หรันที่ก้มดูมือถือ เห็นเขายิ้ม
ซูชิงก็ยิ้ม แล้วเดินจากไปพร้อมซูเสี่ยวชิง
กู้หรันเงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างจนใจ มองสาวงามและหมาสวยเดินจากไป คิดในใจว่า: นี่คือราคาของความซื่อสัตย์ คราวหน้าต้องสงวนท่าทีหน่อยแล้ว
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ทางช้างเผือกหมุนวน ดาวเต็มฟ้าจนอดสงสัยไม่ได้ว่าท้องฟ้าคือสนามบินรึเปล่า ดาวพวกนั้นทีละดวงๆ จริงๆ แล้วคือเครื่องบินที่เปิดไฟนำทาง
เขาฮัมเพลง "เมืองน้ำในฝัน" 'หนุ่มเจ้าสำราญบนฝั่ง รอคอยชั่วชีวิต ไฉนฉันไม่ได้เป็นเจ้าสาวที่เธอถวิลหา' แล้วเดินไปอาบน้ำรอบสอง
— — — —
"บันทึกส่วนตัว": วันอังคารที่ 8 สิงหาคม ฝนหยุดฟ้าใส กลางวันกลายเป็นกลางคืน
หมาก็น่าสนใจดี ถ้าขนไม่ร่วง ไม่ต้องพาเดิน และไม่ต้องขับถ่าย ผมอาจจะพิจารณาเลี้ยงสักตัว
หมาตัวเดียวที่ตรงตามเงื่อนไขนี้คือหมาของคนอื่น—แค่เล่นด้วย ไม่ต้องเลี้ยง เหมือนวันไนท์สแตนด์ที่ไม่ต้องรับผิดชอบ
ผมไม่เคยวันไนท์สแตนด์ และไม่ต้องการด้วย ผมคือนักรบแห่งความรักบริสุทธิ์ ผมรักนวลสงวนตัว... ช่างเถอะ อย่างน้อยในไดอารี่ ผมควรซื่อสัตย์กับตัวเองมากกว่านี้
ผมอยากมีประสบการณ์วาบหวามอย่างน้อยสิบเจ็ดสิบแปดครั้งกับจิตแพทย์สาวสวยที่ปลอมตัวเป็นเอเลี่ยน
ปัจฉิมลิขิต:
ไม่นวดแล้วโว้ย