- หน้าแรก
- หลังจากนางเอกผู้บอบบางเห็นกระสุน เธอก็หันหลังแล้วแต่งงานกับผู้บังคับบัญชา
- บทที่ 1 ผู้ชายของเธอกำลังจะถูกแย่ง
บทที่ 1 ผู้ชายของเธอกำลังจะถูกแย่ง
บทที่ 1 ผู้ชายของเธอกำลังจะถูกแย่ง
บทที่ 1 ผู้ชายของเธอกำลังจะถูกแย่ง
ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1972 ณ กองผลิตชิงอวิ๋น
ท้องฟ้าสีครามสดใส หิมะแรกเริ่มละลาย ยอดเขาไกลๆ แต้มด้วยสีเขียวอ่อน ขณะที่กิ่งไม้ใกล้ตัวก็เริ่มผลิยอดอ่อนออกมา
หลินจือยืนนิ่ง สะพายตะกร้าไว้ด้านหลัง สายตาจับจ้องไปที่ชายหญิงคู่หนึ่งไม่ไกลนักอย่างเงียบงัน
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา กำลังแบกหญิงสาวยุวปัญญาชนที่ใบหน้าแดงระเรื่อไว้บนหลัง ทั้งสองแนบชิดกัน ต่างฝ่ายต่างยิ้มแย้มพูดคุยหยอกล้ออย่างสนิทสนม บรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักใคร่
ข้างกายคือลำธารไหลเอื่อย ด้านหลังคือทิวเขางามตระการ เมื่อทั้งคู่มายืนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์เช่นนี้ ช่างดูเป็นภาพวาดชนบทที่อบอุ่นหัวใจอย่างยิ่ง
คงจะดีกว่านี้ ถ้าหนึ่งในตัวเอกของภาพนั้นไม่ใช่คู่หมั้นที่เพิ่งหมั้นหมายกับเธอ
แต่ตอนนี้ หลินจือมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา นัยน์ตาสุกใสเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเย้ยหยัน
ก่อนหน้านี้มีคนมาเตือนเธอโดยเฉพาะว่า เซียวเจี้ยนชวนดูจะสนิทสนมกับยุวปัญญาชนหญิงคนใหม่มากเกินไป ตอนนั้นเธอยังคิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่ตอนนี้ เธอได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว
ชายหญิงตรงหน้าไม่ได้ปล่อยให้เธอรอนาน เดินมาเพียงสองก้าวก็สังเกตเห็นเธอ
เซียวเจี้ยนชวนเผลอจะปล่อยมือโดยสัญชาตญาณ แต่ยุวปัญญาชนสาวร้องอุทานเบาๆ ทำให้เขาต้องชะงัก สายตาที่จับจ้องมาที่หลินจือแฝงแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด “หลินจือ อย่าเข้าใจผิดนะ ยุวปัญญาชนลู่เกิดอุบัติเหตุข้อเท้าแพลงตอนลงเขา ผมบังเอิญผ่านมาเห็นพอดี เลยช่วยแบกเธอลงมา”
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่ายุวปัญญาชนลู่ก็รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ใช่แล้วค่ะ! พี่ชวนเห็นว่าฉันเดินลงมาเองไม่ไหว ก็เลยช่วย สหายหลินอย่าเข้าใจผิดนะคะ”
หลินจือโกรธจนเกือบจะหัวเราะออกมา เธอเมินเฉยต่อยุวปัญญาชนลู่ และจ้องมองไปที่เซียวเจี้ยนชวนเพียงคนเดียว “ข้อเท้าแพลงหนักแค่ไหนกัน ถึงต้องแบกกันแนบชิดขนาดนี้?”
“คนอื่นเขามีคู่หมั้นคู่หมายแล้วยังรู้จักวางตัว แล้วคุณล่ะ? ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองมีคู่หมั้นแล้ว?”
เซียวเจี้ยนชวนรู้อยู่แก่ใจว่าตนทำผิด เขาขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปาก แต่ยุวปัญญาชนสาวบนหลังก็ชิงพูดขึ้นก่อน “สหายหลินคะ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ อย่าเข้าใจผิดจริงๆ ฉันเจ็บข้อเท้ามากและรีบจะไปอนามัย พี่ชวนเลยช่วยแบกฉันลงมา”
พูดจบ เธอก็ตบไหล่พี่ชวนเบาๆ แล้วแสร้งทำเป็นเข้มแข็งพูดว่า “พี่ชวน วางฉันลงเถอะค่ะ ฉันจะเดินกลับไปเอง”
อารมณ์ของเซียวเจี้ยนชวนพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที เขาไม่มีท่าทีจะวางเธอลงแม้แต่น้อย แต่กลับเงยหน้ามองหลินจือด้วยสายตาตำหนิติเตียน “หลินจือ คุณเลิกทำตัวไม่มีเหตุผลจะได้ไหม?”
“ท่านผู้นำเคยกล่าวไว้ว่า สหายร่วมอุดมการณ์ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดูสิยุวปัญญาชนลู่บาดเจ็บขนาดนี้ ผมก็แค่แบกเธอ ทำไมปากคุณถึงพูดจาเหมือนมาจับคนทำชู้แบบนี้?”
เอาเถอะ!
อย่าพยายามปลุกคนที่แกล้งหลับ
หลินจือคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับพวกเขา เธอพูดกับเซียวเจี้ยนชวนตรงๆ ว่า “ถอนหมั้นกันเถอะ คุณอยากจะไปช่วยใครก็เชิญ”
พวกเขาหมั้นกันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางอุดมการณ์อะไรทั้งนั้น
เซียวเจี้ยนชวนหน้าตาดี พ่อเป็นเสมียนกองผลิต พี่ชายสองคนก็ขยันขันแข็ง แม่ของหลินจือเห็นว่าเงื่อนไขของเซียวเจี้ยนชวนดีจริงๆ จึงตกลงรับข้อเสนอของแม่สื่อ
ก่อนหมั้น หลินจือเพิ่งจบมัธยมปลายมาไม่นาน แทบไม่ได้สุงสิงกับเซียวเจี้ยนชวนเลย
ถ้ารู้แต่แรกว่าเขาเป็นคนเส็งเคร็งน่ารังเกียจขนาดนี้ เธอคงไม่มีทางตกลงรับข้อเสนอของตระกูลเซียวเด็ดขาด—ไม่คุ้มที่จะต้องมาเสียใจภายหลัง
เซียวเจี้ยนชวนตกตะลึงกับคำพูดนี้จนเกือบทำคนบนหลังร่วง แต่หลินจือไม่รอให้เขาตั้งสติ เดินดุ่มๆ ตรงขึ้นเขาไปพร้อมตะกร้าสะพายหลัง
เซียวเจี้ยนชวนก้าวเท้าจะตามไปห้ามโดยไม่รู้ตัว
เมื่อก่อนหลินจือไม่เคยสนใจเขา แต่เขาเฝ้ามองหลินจือมานานแล้ว
หลินจือสวยมาตั้งแต่เด็ก สวยยิ่งกว่าดาราในโปสเตอร์โฆษณาเสียอีก เธอยังเรียนเก่ง เป็นนักเรียนมัธยมปลายเพียงคนเดียวในกองผลิตชิงอวิ๋น เขาแอบดีใจอยู่ลึกๆ มาตลอดที่ตระกูลหลินตอบตกลงการสู่ขอของครอบครัวเขา
เขาไม่มีทางยอมถอนหมั้นเพราะเรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อยแค่นี้แน่
ทว่าวินาทีถัดมา เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่น่องอย่างรุนแรง เขาเซถลาเกือบจะล้มลง จังหวะนั้นเองเสียงใสๆ ก็ดังผ่านหู “หมาดีไม่ขวางทาง” หลินจือที่เพิ่งเตะเขา เดินอ้อมผ่านตัวเขาจากไปแล้ว
ยุวปัญญาชนสาวบนหลังรีบถามด้วยความเป็นห่วง “พี่ชวน เป็นอะไรมากไหมคะ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
“วางฉันลงก่อนเถอะค่ะ”
“แผลฉันไม่เป็นไรมาก คุณรีบไปดูสหายหลินก่อนเถอะ ท่าทางเธอจะโกรธจริงๆ นะคะ”
เซียวเจี้ยนชวนก้มหน้าลงเล็กน้อย ก็เห็นข้อเท้าที่แดงก่ำของยุวปัญญาชนลู่ ใบหน้าเขาแดงซ่าน รีบหลบสายตา “ผม... ผมพาคุณไปอนามัยก่อนดีกว่า”
เขาชำเลืองมองไปทางที่หลินจือจากไป รู้สึกปวดหนึบที่น่องและแน่นหน้าอกชอบกล
เป็นความผิดของคนตระกูลหลินแท้ๆ ที่เลี้ยงหลินจือมาจนเอาแต่ใจแบบนี้ แค่ช่วยคนนิดหน่อย—จำเป็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?
ทันใดนั้น เสียงหวานของยุวปัญญาชนสาวบนหลังก็ดังขึ้นอีกครั้ง “พี่ชวนไม่ต้องกังวลนะคะ สหายหลินแค่หึงแล้วก็ด่วนสรุปไปเอง เดี๋ยวคุณค่อยไปง้อแล้วอธิบายให้ชัดเจน ทุกอย่างก็น่าจะเรียบร้อยค่ะ”
ได้ยินดังนั้น เซียวเจี้ยนชวนก็ถอนหายใจในใจ นึกอยากให้หลินจือมีนิสัยอ่อนโยนเหมือนยุวปัญญาชนลู่บ้าง
หลินจือไม่สนใจว่าเขาจะคิดอย่างไร เธอแบกตะกร้าเดินขึ้นเขาไปแล้ว
ไหล่เขาแถบนี้เต็มไปด้วยต้นฮาเซลนัทและต้นโอ๊ก ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิหลังดินละลาย มักจะมีเห็ดฮาเซลงอกขึ้นตามรากไม้ ไม่ว่าจะนำไปผัดไข่ ต้มกับมันฝรั่ง หรือทำซุปเห็ด ก็เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่
เธอมาถูกจังหวะพอดี เจอเห็ดหลายกอกำลังผุดขึ้นมา เธอโยนเห็ดลงตะกร้า เก็บไปเดินไป พลางระวังตัวเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ได้เห็ดมาเต็มครึ่งตะกร้า
ข้างในอาจจะมีมากกว่านี้ แต่เธอไม่กล้าเสี่ยง ตัดสินใจพอแค่นี้ดีกว่า
ขณะกำลังจะกลับ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของหนักตกกระแทกพื้นดัง "ตุ๊บ" ทำเอาเธอสะดุ้งหยุดกึก
หลินจือค่อยๆ เหลือบมองไปทางต้นเสียง พลางคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ในใจ แต่ยังไม่ทันวางแผนเสร็จ เธอก็เห็นร่างสูงในชุดเครื่องแบบทหารนั่งพิงต้นไม้อย่างหมดสภาพ
คนสมัยนั้นมักจะชื่นชมทหารเป็นทุนเดิม และหลินจือที่มีพี่ชายคนที่สามเป็นทหารก็ย่อมไม่มีข้อยกเว้น
เธอกวาดตามองรอบๆ ไม่พบอันตรายใดๆ หลินจือแบกตะกร้าและกำเคียวในมือแน่น ค่อยๆ เดินเข้าไปหาชายคนนั้น
เขาล้มอยู่ข้างต้นไม้ หันหน้ามาทางเธอ เครื่องแบบ กระเป๋าเสื้อ และเครื่องหมายที่ปกเสื้อยืนยันว่าเป็นเครื่องแบบทหารของจริง
หลินจือลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธวางตะกร้าลงและเข้าไปช่วยประคองเขาพิงต้นไม้ก่อน
พอเข้าไปใกล้ถึงได้เห็นว่าหน้าอกของนายทหารหนุ่มชุ่มโชกไปด้วยเลือด
กลิ่นคาวเลือดลอยมาแตะจมูกช้าๆ หลินจือมองดูบาดแผลด้วยความตกใจ
นั่นมันแผลถูกยิง
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วลืมตาขึ้น สบตากับหลินจือ
“คนของกองผลิตชิงอวิ๋นเหรอ?”
เสียงของเขาทุ้มและนุ่มนวล แม้จะบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ เขาก็ไม่มีทีท่าตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นช่วยให้หลินจือคลายความกลัวจากบาดแผลถูกยิงลงได้บ้าง
ตอนที่หลินจือช่วยพยุงเขาขึ้นมา เธอสังเกตว่าเขาตัวสูงมาก แต่พอเข้ามาใกล้ ถึงรู้ว่าเขาไม่ได้แค่สูง—แต่ยังหล่อเหลาเอาการ
ต่างจากความหล่อแบบสำอางของเซียวเจี้ยนชวน เครื่องหน้าของชายคนนี้คมเข้มชัดเจน คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ตอนหลับตาดูสง่างามและสงบนิ่ง แต่พอลืมตามองมา เขากลับแผ่รังสีความสูงส่งและเย็นชาออกมา
แม้หลินจือจะชินตากับคนหน้าตาดี แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะเผลอมองหน้าเขาอย่างลืมตัวไปชั่วขณะ
อย่างไรก็ตาม พอนึกขึ้นได้ว่าเขามีบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอก เธอก็รีบดึงสติกลับมาพยักหน้าให้เขา
เมื่อเห็นคำตอบรับ ชายตรงหน้าก็คลายปมคิ้วลงเล็กน้อย “ถ้าเป็นไปได้ รบกวนช่วยไปบอกคุณยายจูอวี้หลานในกองผลิตของคุณหน่อยได้ไหมครับ? ผมเป็นหลานชายของท่าน”
ได้ยินดังนั้น ตาของหลินจือก็เบิกกว้างทันที เธอจ้องมองชายตรงหน้า “คุณคือเสิ่นชิงอู่?”
คุณยายจูเพิ่งย้ายมาอยู่ที่กองผลิตชิงอวิ๋นได้ไม่กี่ปี บ้านของท่านอยู่ติดกับบ้านเธอ และพวกเขาก็เข้ากันได้ดีมาตลอด
หลินจือเคยได้ยินเรื่องราวของหลานชายคุณยายจูที่รับราชการทหารจากปากท่านบ่อยครั้ง
เสิ่นชิงอู่ที่ถูกเรียกชื่อก็เข้าใจทันที “คุณยายเล่าเรื่องผมให้คุณฟังหรือครับ?”
หลินจือพยักหน้า มองไปที่หน้าอกชุ่มเลือดของเสิ่นชิงอู่อีกครั้ง แล้วหยิบเคียวขึ้นมา “รอฉันตรงนี้นะคะ”
ไม่นานนัก เสิ่นชิงอู่ก็เห็นหญิงสาววิ่งเหยาะๆ กลับมา พร้อมหญ้ากำมือหนึ่ง
เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง นั่งยองๆ ข้างเขา รีบคลี่ผ้าที่พันด้ามเคียวออกวางบนก้อนหิน ใช้ด้ามเคียวอีกด้านบดขยี้หญ้า แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเขา
“นี่คือหญ้าเบอร์เน็ตค่ะ ช่วยห้ามเลือดได้ เดี๋ยวฉันพันแผลให้ก่อนนะคะ?”
พูดจบ เหมือนกลัวเขาจะเข้าใจผิด เธอรีบเสริม “ฉันไม่ได้ฉวยโอกาสนะคะ แต่แผลเลือดไหลไม่หยุด กลัวว่าคุณจะทนลงเขาไปไม่ไหว”
แดดเที่ยงวันร้อนแรง แสงแดดลอดผ่านแมกไม้ลงมากระทบผมของหญิงสาว ดูเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก
มองดูภาพนี้ ความตึงเครียดบนใบหน้าของเสิ่นชิงอู่ก็คลายลงโดยไม่รู้ตัว
“งั้นรบกวนสหายตัวน้อยด้วยนะครับ”
ได้รับอนุญาตแล้ว หลินจือก็ไม่ลังเล เธอค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเขาออก พันผ้าที่เปื้อนสมุนไพรปิดบาดแผล แล้วช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้น
ทว่าในจังหวะที่ทรงตัวได้ หลินจือก็สังเกตเห็นม่านแสงปรากฏขึ้นตรงหน้า
บนม่านแสง ข้อความคอมเมนต์มากมายค่อยๆ เลื่อนผ่านไป
【กรี๊ดดด! นางเอก ทำอะไรอยู่ตรงนั้น?! เวทีหลักของเธออยู่ทางโน้นต่างหาก!】
【หลินจือ ตื่นสิ! อย่าหลงเสน่ห์คนหล่อ! ผู้ชายของเธอกำลังจะถูกขโมยไปแล้วนะ!】
หลินจือ: ???