- หน้าแรก
- ตัวประกอบพลิกสมรภูมิ
- บทที่ 33 - สะเทือนทุกสารทิศ
บทที่ 33 - สะเทือนทุกสารทิศ
บทที่ 33 - สะเทือนทุกสารทิศ
บทที่ 33 - สะเทือนทุกสารทิศ
“พูดได้ดี น้องหยางรีบนำกองร้อยเข้าเมืองกับผมเถอะ ผมจะรีบรายงานกองบัญชาการเขตสงคราม และรายงานท่านประธานคณะกรรมการเพื่อขอความดีความชอบให้คุณ”
พูดจบ เหยาจื่อชิงและทหารกองพันที่ 3 ที่เหลือ ก็ให้การต้อนรับหยางจิ้งและกองร้อยที่ 1 ของเขาเข้าเมืองราวกับวีรบุรุษ
ได้หน้า
การต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษ ทำให้พวกขี้ขลาดจากกองตำรวจเป่าซานลืมความหวาดกลัวที่มีต่อพวกญี่ปุ่นและความน่าสะพรึงกลัวของสงครามไปจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นสายตาชื่นชมของเหล่าทหารที่มองมา พวกเขาก็รู้สึกตัวลอยขึ้นมาทันที
...
กองบัญชาการกองพลที่ 3 ของญี่ปุ่น
ฟูจิตะ สึซูมุ ผู้บัญชาการกองพลเฒ่า กำลังวางแผนขั้นต่อไปหลังจากยึดเป่าซานได้แล้วในห้องยุทธการ
ในขณะนั้นเอง นายทหารฝ่ายสื่อสารคนหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามา เขาเดินไปหาฟูจิตะ สึซูมุ โค้งคำนับแล้วรายงาน “ท่านผู้บัญชาการกองพลที่เคารพ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ
เพิ่งได้รับรายงานด่วนจากแนวหน้า กองบัญชาการกรมทหารราบที่ 68 ของเราถูกข้าศึกบุกโจมตี
นายทหารในกองบัญชาการกรมพลีชีพเพื่อชาติทั้งหมด ส่วนผู้การกรม ทากิโมริ ยศพันเอก หายสาบสูญ
ปฏิบัติการโจมตีเป่าซานจึงต้องยุติลงครับ”
“นานิ” ฟูจิตะ สึซูมุ ตกใจจนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาคำรามออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ “แกพูดว่าอะไรนะ เมื่อชั่วโมงที่แล้ว ทากิโมริเพิ่งส่งโทรเลขมารายงานไม่ใช่เหรอว่า กรมทหารราบที่ 68 บุกทะลวงประตูทั้งสี่ของเป่าซานได้แล้ว อีกไม่นานก็จะกวาดล้างทหารที่รักษาเมืองเป่าซานจนหมดสิ้น และยึดเมืองเป่าซานได้แล้วไม่ใช่หรือ”
“ท่านผู้บัญชาการครับ ในขณะที่กองทัพกำลังจะยึดเป่าซานได้ทั้งหมด จู่ๆ ก็มีกองกำลังจีนกลุ่มหนึ่งบุกโจมตีกองบัญชาการกรมที่ 68 ทำให้แผนการโจมตีของเราต้องหยุดชะงักครับ” นายทหารฝ่ายสื่อสารก้มหน้าอธิบาย
ทั้งห้องประชุมยุทธการของกองพลที่ 3 ตกอยู่ในความเงียบงันในบัดดล
นายทหารญี่ปุ่นที่เข้าร่วมประชุมทุกคน ต่างมองหน้ากันไปมา สีหน้าแต่ละคนเหมือนเพิ่งแดกขี้มาหมาดๆ
ฟูจิตะ สึซูมุ ระงับความโกรธไว้ไม่อยู่ เขาคำรามลั่น “บากะยาโร่ ใครก็ได้บอกทีว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น”
นายทหารฝ่ายสื่อสารก้มหน้าตอบเสียงแผ่ว “ตามรายงานจากหน่วยรบแนวหน้า กองกำลังจีนกลุ่มนั้นสวมเครื่องแบบทหารหลวง แถมทหารที่เป็นหัวหน้ายังพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่ว นี่จึงทำให้ทหารยามของเราลดความระมัดระวังลง ปล่อยให้พวกมันเข้าใกล้กองบัญชาการกรมที่ 68 ได้ครับ”
“บากะยาโร่ ไอ้พวกถังข้าว ไอ้พวกไร้ประโยชน์ ทากิโมริมันทำห่าอะไรอยู่ ปล่อยให้พวกจีนมันถล่มกองบัญชาการได้ง่ายๆ แบบนี้ มันคือความอัปยศของจักรวรรดิชัดๆ” ฟูจิตะ สึซูมุ โกรธจัด เขาชกหมัดลงบนโต๊ะประชุมอย่างแรง
สิ่งที่เขากังวลจริงๆ ไม่ใช่ความเป็นความตายของทากิโมริ แต่เขากลัวว่าฝ่ายจีนจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อโฆษณาชวนเชื่อเรื่องนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อศักดิ์ศรีของกองทัพหลวงญี่ปุ่นอย่างมหาศาล
แต่มันยังจะช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับกองทัพจีนอีกด้วย
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กองทัพหลวงของจักรวรรดิที่คิดจะบดขยี้กองกำลังของจีนให้ราบคาบ ก็อาจจะต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สูงขึ้น
ทาวาระ โทชิโอะ พันเอกเสนาธิการกองพลที่ 3 มองออกถึงความกังวลของฟูจิตะ สึซูมุ จึงเอ่ยปลอบ “ท่านผู้บัญชาการครับ ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ความโกรธก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้
ผมมั่นใจว่าพวกจีนจะต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อโฆษณาเรื่องนี้ และสร้างภาพให้กองทัพนี้กลายเป็นกองทัพวีรบุรุษ
จีนมีสุภาษิตโบราณบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า 'คนผูกปมต้องเป็นคนแก้ปม' ดังนั้น ต้นตอของเรื่องทั้งหมดก็อยู่ที่กองทัพนี้
ขอเพียงแค่กองทัพหลวงสามารถบดขยี้ให้แหลกลาญ กวาดล้างกองกำลังจีนกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก ก็จะสามารถทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจีนลงได้อีกครั้ง
และยังช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ด้วย”
ฟูจิตะ สึซูมุ พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง จากนั้นเขาก็มองไปที่นายทหารฝ่ายสื่อสารแล้วถาม “กองกำลังจีนที่บุกโจมตีกองบัญชาการกรมที่ 68 เป็นหน่วยไหน”
“รายงานท่านผู้บัญชาการ ตอนนี้เรายังไม่ทราบตัวตนและหมายเลขหน่วยของกองกำลังจีนกลุ่มนั้นครับ” เมื่อเห็นสีหน้าของฟูจิตะ สึซูมุ มืดครึ้มลงทันที นายทหารฝ่ายสื่อสารก็รีบพูดต่อ “แต่ว่า กองกำลังจีนกลุ่มนี้ หลังจากบุกโจมตีกองบัญชาการกรมที่ 68 แล้ว พวกมันไม่ได้เผ่นไปไกล แต่หนีเข้าเมืองเป่าซานไปครับ”
“เมืองเป่าซาน” ฟูจิตะ สึซูมุ ทวนคำ แล้วพูดขึ้นทันที “ไปส่งคำสั่งถึงกองพลน้อยที่ 5 สั่งการให้ผู้การกองพลน้อย คาตายามะ ริอิจิโร่ ไม่ว่าจะต้องสูญเสียเท่าไหร่ ก็ต้องกวาดล้างทหารข้าศึกที่เป่าซานให้สิ้นซาก เพื่อล้างอายให้กับกองบัญชาการกรมที่ 68 ของกองทัพหลวงญี่ปุ่นที่ถูกบุกโจมตี”
“ฮะอิ”
...
อีกด้านหนึ่ง เหยาจื่อชิงไม่เพียงแต่รายงานเรื่องที่หยางจิ้งนำทัพบุกโจมตีกองบัญชาการกรมที่ 68 ของญี่ปุ่นให้กองพลทราบเท่านั้น แต่เขายังรายงานไปยังกองบัญชาการกลุ่มทัพ กองบัญชาการเขตสงคราม และหนานจิงด้วย
หนานจิง กองบัญชาการสูงสุด
นับตั้งแต่การรบที่ซงฮู่ปะทุขึ้น รัฐบาลได้ทุ่มกำลังทหารหัวกะทิของกองทัพกลางไปแล้วกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์
ความสำเร็จหรือล้มเหลวของสงครามครั้งนี้ มีผลต่อชะตากรรมของประเทศจีนทั้งหมด ดังนั้นประธานคณะกรรมการจึงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในสนามรบที่ซงฮู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ ประธานคณะกรรมการจึงได้สั่งการเป็นพิเศษให้ หวังซื่อเหอ หัวหน้าองครักษ์ เฝ้าอยู่ที่ห้องสื่อสาร หากมีข่าวกรองสำคัญใดๆ ให้รีบมารายงานเขาทันที
เมื่อหวังซื่อเหอได้รับโทรเลขที่เหยาจื่อชิงส่งมาจากแนวหน้า เขาก็ตกตะลึงจนตัวแข็ง เขามั่นใจว่าเหยาจื่อชิงไม่กล้าโกหกเรื่องสถานการณ์รบ ประกอบกับเมื่อวานนี้หน่วยของเหยาจื่อชิงเพิ่งจะกวาดล้างกองพันทหารราบของญี่ปุ่นไปทั้งกองพัน วันนี้ก็อาจจะสร้างปาฏิหาริย์อีกครั้งก็เป็นได้
แต่หวังซื่อเหอก็ยังไม่กล้าประมาท เขาสอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายความลับซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้แปลข้อความในโทรเลขผิดพลาด จากนั้นจึงรีบรุดไปยังห้องทำงานของประธานคณะกรรมการด้วยความตื่นเต้น
“ท่านประธาน ท่านประธาน”
หวังซื่อเหอเคาะประตูสองครั้ง เมื่อได้รับอนุญาตจากประธานคณะกรรมการ เขาก็ผลักประตูเข้าไปทันที
ประธานคณะกรรมการเห็นว่าเป็นหวังซื่อเหอ จึงถามว่า “ซื่อเหอ มีเรื่องอะไรงั้นหรือ”
หวังซื่อเหอพยายามระงับความตื่นเต้นของตัวเอง ทำความเคารพ แล้วเดินไปวางโทรเลขลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าประธานคณะกรรมการ “ท่านประธาน นี่คือโทรเลขด่วนที่ผู้พันเหยาจื่อชิง กองพันที่ 3 กองพลที่ 98 จากเป่าซานส่งมาครับ...”
เมื่อวานนี้หน่วยของเหยาจื่อชิงเพิ่งจะสร้างผลงานชิ้นใหญ่ ประธานคณะกรรมการจึงจำเหยาจื่อชิงได้แม่น แต่เขาก็รู้ว่าหน่วยของเหยาจื่อชิงกำลังถูกล้อมอยู่ที่เป่าซาน ดังนั้นไม่รอให้หวังซื่อเหอพูดจบ ประธานคณะกรรมการก็รีบคว้าโทรเลขตรงหน้าขึ้นมาทันที ถามด้วยความตกใจ “เป็นอะไรไป หน่วยของเหยาจื่อชิงเกิดเรื่องอะไรรึ”
หวังซื่อเหอรู้ว่าประธานคณะกรรมการเข้าใจผิด จึงรีบอธิบาย “ไม่ใช่ครับ เป็นข่าวดีครับ เหยาจื่อชิงรายงานมาว่า ผู้กองหยางจิ้ง ผู้กองกองร้อยที่ 1 ในสังกัดของเขา นำกำลังบุกโจมตีกองบัญชาการกรมทหารราบที่ 68 ของญี่ปุ่น และจับเป็นทากิโมริ ผู้การกรมยศพันเอกของญี่ปุ่นได้ครับ”
ประธานคณะกรรมการได้ยินก็ดีใจอย่างยิ่ง รีบเปิดโทรเลขอ่านทันที พร้อมกับส่งสัญญาณให้หวังซื่อเหอหยุดพูด เขาต้องการอ่านข่าวดีนี้ด้วยตัวเอง
เมื่อประธานคณะกรรมการอ่านโทรเลขจนจบ หวังซื่อเหอก็สังเกตเห็นได้ชัดว่า มือของประธานคณะกรรมการที่ถือโทรเลขอยู่นั้นกำลังสั่นเทาเล็กน้อย
พอประธานคณะกรรมการเงยหน้าขึ้น หวังซื่อเหอก็ต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อพบว่าในดวงตาของประธานคณะกรรมการ มีน้ำตาคลอหน่วยด้วยความตื่นเต้น
...
[จบแล้ว]