- หน้าแรก
- เป็นบรรพชนนิกายเหอฮวนมันส์เจ๋งจริงๆ
- บทที่ 12: ใส่ให้ข้าดูหน่อยสิ
บทที่ 12: ใส่ให้ข้าดูหน่อยสิ
บทที่ 12: ใส่ให้ข้าดูหน่อยสิ
บทที่ 12: ใส่ให้ข้าดูหน่อยสิ
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เย่เยี่ยนจีก็ได้แต่ฝืนยิ้ม "เฮ้อ จะมีบุรุษที่ไหนไม่ชอบอิสตรีบ้างเล่า!"
พูดจบนางก็อดกล่าวต่อไม่ได้ "ตอนนี้ข้าเพียงหวังให้ท่านบรรพชนช่วยพวกเราแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านี้ได้ก็พอแล้ว อีกไม่กี่วัน นิกายเพลิงอัคคีคงจะส่งคนมาแล้ว"
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เย่เยี่ยนจีก็ถามด้วยความสงสัย "ผู้อาวุโสหนึ่ง เหตุใดท่านถึงกล่าวว่าท่านบรรพชนลามกขึ้นมากะทันหันเช่นนี้ล่ะ?"
สือเหิ่นส่วงจึงเล่าว่า "ข้าพาท่านไปจัดหาที่พักมิใช่รึ? ท่านกลับร้องขอที่จะพักอยู่ลานเดียวกับหลิ่วชิงเยว่ แม่หนูหลิ่วชิงเยว่นั่น แม้ระดับพลังบ่มเพาะจะไม่สูง แต่นางก็เป็นสาวงามคนหนึ่ง พี่สาวของนางก็ด้วย..."
ในไม่ช้า สือเหิ่นส่วงก็เล่าเรื่องของฉู่ฟานให้เย่เยี่ยนจีฟังจนหมด
หลังจากฟังจบ เย่เยี่ยนจีก็อดพึมพำในใจไม่ได้ นางและผู้อาวุโสอีกสามคนไม่เพียงแต่มีระดับพลังที่สูงส่ง แต่ละคนยังงดงามปานล่มเมือง เหตุใดท่านบรรพชนถึงไม่ยอมพักอยู่กับพวกนาง? ถ้าชอบอยู่กับสาวงามจริงๆ ทำไมถึงไม่เลือกพวกนางกัน?
"ท่านบรรพชนยอมลดตัวลงมาคลุกคลีกับศิษย์ เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดพวกเขามากขึ้น ช่างลำบากท่านแล้วจริงๆ"
หลังจากคิดอยู่นาน ในที่สุดเย่เยี่ยนจีก็กล่าวสรุปออกมา
สือเหิ่นส่วงครุ่นคิดแล้วพยักหน้าเห็นด้วย "ท่านบรรพชนอาวุโสยอมเสียสละถึงเพียงนี้ เพื่อที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ของนิกายให้ดียิ่งขึ้น ถึงกับยอมเริ่มต้นจากตำแหน่งผู้ดูแล และยังยินดีที่จะพักอยู่กับศิษย์นอกนิกาย นับเป็นแบบอย่างที่พวกเราควรเรียนรู้โดยแท้ หวังว่าที่ท่านทำไปทั้งหมดนี้ คงไม่ใช่แค่เพื่อที่จะได้รังแกหลิ่วชิงเยว่หรอกนะ"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ สือเหิ่นส่วงก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "เพราะอย่างไรเสีย... วันนี้ตอนที่เราเจอท่านบรรพชน ท่านก็กำลังรังแกเด็กสาวอยู่"
เย่เยี่ยนจีฝืนยิ้ม "เฮ้อ ตอนนี้นิกายเราอ่อนแอ ตราบใดที่ท่านบรรพชนสามารถพลิกสถานการณ์ได้ อย่าว่าแต่หลิ่วชิงเยว่คนเดียวเลย ต่อให้ต้องสลับให้ศิษย์สตรีไปปรนนิบัติท่านทุกวันก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยถ้าพวกนางไปนิกายเพลิงอัคคี... เกรงว่าคงสิ้นชีพไปแล้ว น่าเวทนานัก"
สือเหิ่นส่วงได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉู่ฟานเพิ่งจะลุกจากเตียงก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
"ท่านประมุข..."
"ใช่ ท่านประมุขมาหาผู้ดูแลฉู่ฟานทำไมกัน?"
ภายในลานบ้าน หลิ่วชิงเยว่และคนอื่นๆ เห็นเย่เยี่ยนจีมาถึง ก็พากันยืนมองอยู่ห่างๆ ด้วยความฉงน
ในไม่ช้า ฉู่ฟานก็เปิดประตู เชื้อเชิญเย่เยี่ยนจีเข้าไปข้างใน แล้วปิดประตูลง
"ชิงเยว่ ผู้ดูแลฉู่ฟานคนนี้ ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย ในฐานะผู้ดูแล ระดับพลังน่าจะไม่ต่ำใช่ไหม? เมื่อวานเหมือนเจ้าจะคุยกับเขานี่ สนิทกันรึ? เจ้ารู้ไหมว่าทำไมท่านประมุขถึงมาหาเขา?"
ศิษย์สตรีคนหนึ่งอดถามด้วยความอยากรู้ไม่ได้
ก็ท่านประมุขอยู่สูงส่งเกินเอื้อม ปกติแล้วก็มีแต่พวกผู้อาวุโสเท่านั้นที่จะได้ใกล้ชิดท่านประมุข สำหรับผู้ดูแลคนหนึ่ง หากไม่มีเรื่องสำคัญอะไรก็ยากที่จะได้พบหน้าท่านประมุข
หลิ่วชิงเยว่ยิ้มบางๆ "เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน บางเรื่องพวกเราก็อย่าไปถามเลย กลับห้องไปบ่มเพาะกันดีกว่า"
พูดจบ หลิ่วชิงเยว่ก็กลับเข้าห้องไป พลางนึกถึงตอนที่ฉู่ฟานเปิดประตูเมื่อครู่ มองไกลๆ แล้ว ใบหน้าของเขาดูหนุ่มและหล่อเหลาขึ้นกว่าเมื่อวานจริงๆ
…
"ท่านบรรพชน เมื่อวานพวกเรายังเห็นท่านเป็นเหมือนชายชราอยู่เลย ไม่คิดเลยว่าท่านจะดูมีชีวิตชีวาเช่นนี้ ยังดูเหมือนคนวัยกลางคนอยู่เลยนะเจ้าคะ"
วินาทีแรกที่เห็นฉู่ฟาน เย่เยี่ยนจีถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ นึกว่าตัวเองมาผิดที่เสียแล้ว
ฉู่ฟานในยามนี้ ไม่เพียงแต่ดูสดใสมีพลัง แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายของผู้แข็งแกร่ง
ฉู่ฟานยิ้มเล็กน้อย เหลือเวลาอีกเพียงหกวันภารกิจก็จะสำเร็จแล้ว วันนี้เขาต้องหาทางทำภารกิจให้ลุล่วงให้ได้
แต่ว่า... เย่เยี่ยนจีเป็นถึงประมุขของนิกาย การจะขอให้นางกอดสักครั้ง หากนางเกิดไม่พอใจขึ้นมา... ตัวเขาจะไม่ฉิบหายวายวอดเอาหรือ?
แล้วจะหาเหตุผลอะไรดีล่ะ? เรื่องนี้มันทำให้เขาค่อนข้างจะลำบากใจที่จะเอ่ยปากจริงๆ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของฉู่ฟานก็พลันเป็นประกาย เขาเอ่ยกับเย่เยี่ยนจีว่า "เยี่ยนจีเอ๋ย... บัดนี้นิกายเหอฮวนอ่อนแอลง เจ้าในฐานะประมุข แบกรับภาระอันใหญ่หลวงยิ่งนัก"
เย่เยี่ยนจีขมวดคิ้ว ถามหยั่งเชิง "ท่านบรรพชน ท่านหมายความว่า...?"
ฉู่ฟานยิ้มบางๆ แล้วจึงกล่าวว่า "ข้าอยากจะถามเจ้า เพื่อความรุ่งเรืองของนิกายแล้ว เจ้าเต็มใจที่จะทำทุกอย่างใช่หรือไม่?"
หัวใจของเย่เยี่ยนจีหล่นวูบ เมื่อวานผู้อาวุโสหนึ่งเพิ่งจะบอกว่าตาเฒ่าคนนี้ค่อนข้างลามก วันนี้กลับมาถามคำถามนี้กับนาง... หรือว่า... ในที่สุดเขาก็จ้องจะเล่นงานนางเข้าแล้ว?
ตาแก่นี่... คิดจะครอบครองนางรึ?
ในใจของเย่เยี่ยนจีเกิดความโกรธขึ้นมาวูบหนึ่ง ถึงท่านบรรพชนจะเป็นบรรพชน แต่ก็ใช่ว่าจะมารังแกประมุขเช่นนางได้ตามอำเภอใจ ถ้าหากมีความต้องการทางด้านนั้นจริงๆ นางสามารถช่วยจัดหาศิษย์สตรีให้ได้
แต่การมาคิดไม่ซื่อกับนาง ทำให้เย่เยี่ยนจีรู้สึกว่าฉู่ฟานทำเกินไปหน่อย
ทว่า เมื่อคิดว่าระดับพลังบ่มเพาะของบรรพชนผู้นี้อาจจะสูงส่งกว่านางมากนัก เย่เยี่ยนจีจึงสะกดกลั้นความโกรธในใจไว้ แล้วฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน "เพื่อปกป้องนิกาย ข้ายอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตของข้า!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เย่เยี่ยนจีก็กำหมัดแน่น เอ่ยเป็นนัยด้วยความไม่พอใจ "แน่นอน บัณฑิตฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ หากใครคิดจะหยามเกียรติข้า ข้าจะสู้กับมันให้ตายไปข้างหนึ่ง!"
ฉู่ฟานไม่รู้ว่านางกำลังคิดฟุ้งซ่านไปไกล เขาอดปรบมือให้ไม่ได้ "ดี! มีความตั้งใจเช่นนี้ก็ใช้ได้แล้ว ข้ามีของวิเศษชิ้นหนึ่งจะมอบให้เจ้า หากเจ้าสวมใส่มัน จะสามารถเพิ่มพูนพลังของเจ้าได้ ถึงเวลานั้น แม้แต่ยอดฝีมือระดับจอมราชันย์ปราณขั้นหนึ่งก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า!"
"หา?"
หัวใจของเย่เยี่ยนจีเต้นผิดจังหวะ ดูท่าแล้ว... นางคงจะเข้าใจความหมายของท่านบรรพชนผิดไป
แน่นอน ท่านบรรพชนเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ได้ต้องการร่างกายของนาง
ฉู่ฟานยิ้มอย่างเก้อๆ "ประเด็นหลักคือ... ของสิ่งนี้ต้องแลกกับการกอดของเจ้าหนึ่งครั้ง! ของวิเศษของข้า จะมอบให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอกนะ!"
"เอ่อ..."
เย่เยี่ยนจีขมวดคิ้ว แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของนิกาย นางก็ยังคงก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว สวมกอดฉู่ฟานอย่างเต็มที่ แล้วถอยกลับออกมา
ฉู่ฟานยืนอึ้ง... ไม่ถึงสามวินาที?
เขารีบยิ้มแห้งๆ "เยี่ยนจีเอ๋ย... เวลาสั้นไปใช้ไม่ได้ผล เอาอย่างนี้ ให้ข้าเป็นฝ่ายกอดเจ้า เมื่อถึงเวลาแล้วข้าจะปล่อยเอง"
"หา?"
เย่เยี่ยนจีถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก แค่กอดครั้งเดียวยังมีเงื่อนไขเยอะขนาดนี้อีกรึ? ท่านบรรพชนคนนี้... ทำไมถึงได้แปลกประหลาดเช่นนี้?
ท่ามกลางสายตางุนงงของเย่เยี่ยนจี ฉู่ฟานก้าวเข้าไปสวมกอดนางอย่างแนบแน่น ราวกับกลัวว่านางจะวิ่งหนีไป!
เย่เยี่ยนจีรู้สึกอับอายขึ้นมาทันที ‘บ้าที่สุด! ตาแก่นี่เป็นพวกโรคจิตจริงๆ นี่มันฉวยโอกาสกับข้าชัดๆ!’
แต่เมื่อคิดว่านิกายยังต้องการการสนับสนุนจากท่านบรรพชน ใบหน้าที่แดงก่ำของนางก็ยังคงอดทนต่อไป
[ติ๊ง! ภารกิจสำเร็จ! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์!]
ฉู่ฟานลิงโลดในใจ ภารกิจ... ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว!
ดูท่าแล้ว... ผู้หญิงตรงหน้านี่ก็ไม่ได้เย็นชาอย่างที่คิดนี่นา
ฉู่ฟานพลิกฝ่ามือ ปรากฏถุงน่องสีดำเส้นหนึ่งขึ้นมา แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ของวิเศษชิ้นนี้มอบให้เจ้า สามารถเพิ่มพลังได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เจ้ารับไปเถอะ!"
"นี่คือของวิเศษอะไร? เหตุใดถึงไม่มีคลื่นพลังใดๆ เลย? ไม่ใช่ศาสตราวิเศษ ไม่ใช่ของวิเศษ..."
เย่เยี่ยนจีรับมาพิจารณาดู ขมวดคิ้ว ก่อนจะยกขึ้นสวมบนศีรษะ "สวมแบบนี้หรือเจ้าคะ?"
ฉู่ฟานเหงื่อตก รีบอธิบายอย่างกระอักกระอ่วน "ไม่ใช่ๆ นี่เอาไว้สวมที่ขา ของวิเศษชิ้นนี้ต้องสวมที่ขา และต้องเผยให้เห็นส่วนหนึ่งด้วย วิธีนี้จะสามารถทำให้ศัตรูเสียสมาธิในระหว่างการต่อสู้ สะกดจิตใจของศัตรูได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ของเจ้า ทำให้เจ้าสามารถสังหารศัตรูข้ามระดับได้!"
"จะ... จะทรงพลังขนาดนี้เชียวรึ?"
เย่เยี่ยนจีตกใจอย่างมาก แต่ในไม่ช้าก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง "แต่ว่า ท่านบรรพชน เมื่อวานท่านไม่ได้บอกหรือว่าของในแหวนมิติของท่านหายไปหมดแล้ว? แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงสามารถนำของวิเศษที่เหนือฟ้าเช่นนี้ออกมาได้อีกเล่า?"
ฉู่ฟานหน้าเจื่อนไปทันที หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นว่า "ของวิเศษชิ้นนี้ข้าหลอมขึ้นมาเอง ข้าใช้เวลาทั้งคืนเมื่อวานนี้สร้างมันขึ้นมา เจ้าอย่าไปใส่ใจรายละเอียดพวกนั้นเลย เอาเป็นว่า ตอนนี้มันเป็นของเจ้าแล้ว!"
"นี่... ของสิ่งนี้ มันค่อนข้างบาง... ข้า... ข้าไม่ค่อยกล้าใส่เท่าไหร่!"
เย่เยี่ยนจีพิจารณาดูอีกครั้ง รู้สึกว่าสัมผัสของมันก็ไม่เลว แต่ว่า... ต้องใส่มันจริงๆ หรือ?
ฉู่ฟานพลันทำหน้าเคร่งขรึม กอดอกยืนด้วยสีหน้าบึ้งตึง "เฮ้อ ดูเจ้าเข้าสิ ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าเพื่อนิกาย แม้แต่ชีวิตก็ยอมสละได้ แต่ตอนนี้แค่ให้เจ้าสวมของวิเศษชิ้นหนึ่ง เจ้ากลับไม่เต็มใจ? หากเจ้ามีทัศนคติเช่นนี้ จะทำให้นิกายของข้ายิ่งใหญ่ขึ้นได้อย่างไร?"
เมื่อเห็นว่าท่านบรรพชนโกรธแล้ว เย่เยี่ยนจีก็ตกใจจนตัวสั่น รีบประสานมือคารวะ "ท่านบรรพชนอย่าได้โกรธเลย ข้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้ว วางใจเถอะเจ้าค่ะ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะสวมมันออกไปต่อสู้แน่นอน!"