เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 คมมีดที่แหลมคม

บทที่ 45 คมมีดที่แหลมคม

บทที่ 45 คมมีดที่แหลมคม


บทที่ 45

คมมีดที่แหลมคม

แม่ทัพเฒ่าก็ได้พูดขึ้นมา “ถ้าแม่ทัพใหญ่อย่างข้าไม่สามารถรักษาครอบครัวเล็กๆของข้าเอาไว้ได้ จะไปปกป้องใครได้ ข้าจะดูว่าใครกันที่จะกล้ามาทำร้ายตระกูลเยี่ยของข้า”

คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยพลังนี้ แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมทหารนับพันกำลังฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งอย่างแหลมคม

ทันทีที่เยี่ยจุนเจี๋ยกลับมา เขาก็ได้ยินคำพูดที่บ่งบอกถึงการทรยศ หากองค์ฮ่องเต้ไม่ใจกว้างเช่นนี้ พวกเขาก็มีแต่จะต้องตอบโต้หากว่าพวกเขาถูกบังคับให้อยู่ในสถานการณ์ที่เข้าตาจน

“เหตุการณ์ยังไม่ถึงจุดนั้น ท่านผู้อาวุโสยังไม่ต้องรีบร้อนเช่นนี้ก็ได้” หลินซีเหยียนมองไปที่ทั้งสองคนที่เหมือนกำลังจะเตรียมเผชิญหน้ากับศัตรูที่ยิ่งใหญ่ จึงได้พูดอย่างอ่อนโยนเพื่อให้พวกเขาผ่อนคลายลง

“การวางแผนควรทำเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อสร้างมาตรการรับมือ พวกเราถึงจะมีชัย” แม่ทัพเฒ่ากล่าวอย่างหนักแน่น

เยี่ยจุนเจี๋ยก็ได้มองไปที่ปู่ของเขาแล้วกระซิบกระซาบ “ท่านปู่ขอรับ หลานคิดว่าพวกเราน่าจะย้ายไปเข้ากับองค์ชายเย่นะขอรับ”

เมื่อพูดถึงเจียงหวายเย่ขึ้นมา แม่ทัพเฒ่าก็มีท่าทางแก่ขึ้นมาทันที “องค์ชายเย่มิเพียงแต่จะเป็นอัจฉริยะไร้พ่ายแล้ว แต่ยังมีชะตากรรมที่จะได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่น่าเสียดายที่เขาต้องได้รับบาดเจ็บเพราะคนทรยศและต้องพิการไป นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็ช่างเศร้าใจยิ่งนัก”

หลินซีเหยียนกะพริบตาของนาง นางไม่คิดว่าท่านตาของนางนั้นจะประเมินค่าเจียงหวายเย่ไว้สูงเช่นนี้ แล้วนางก็สงสัยขึ้นมาว่าเขาคิดอย่างไรกับตัวนางบ้างจึงได้ถามออกไป “ถ้าข้าจำไม่ผิด หลานสาวของท่านได้เป็นว่าที่พระชายาขององค์ชายเย่”

หลังจากที่หลินซีเหยียนได้พูดเตือนเขา แม่ทัพเฒ่าก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขายังมีหลานสาวอยู่หนึ่ง เขาจึงได้ถอนหายใจแล้วกล่าว “ลูกสาวตัวน้อยของข้านั้นจู่ๆก็มาจากไป หัวใจของข้านั้นแทบจะแหลกสลาย จนข้าลืมเรื่องของซีเหยียนไปพักหนึ่ง แต่พอข้าจำได้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว ในเวลานี้ซีเหยียนถูกสั่งสอนโดยคนของมหาเสนาบดีให้กลายเป็นคนขี้ขลาดไปเสียแล้ว และปฏิเสธที่จะติดต่อกับตระกูลเยี่ยของพวกเราด้วย”

“แต่ข้าได้ยินมาว่านางนั้นมีชีวิตลำเค็ญ อีกทั้งยังไม่มีทั้งอาหารและเสื้อผ้า” หลินซีเหยียนก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงและอารมณ์ที่ยุ่งเหยิง

แม่ทัพเฒ่าก็ได้จ้องไปที่หลินซีเหยียนด้วยสายตาที่สงสัย “เป็นไปไม่ได้ ข้าได้ส่งคนไปที่จวนมหาเสนาบดีเพื่อคอยตรวจดูอยู่ตลอด”

หลินซีเหยียนก็ได้เข้าใจขึ้นมานิดหน่อย ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าของร่างเดิมเคยมีชีวิตที่สุขสบายอยู่พักหนึ่ง แต่นางก็ยังรู้สึกไม่พอใจกับคำตอบของแม่ทัพเฒ่านัก

“ท่านแม่ทัพ แล้วตอนที่หลานสาวของท่านที่หายตัวไปกลับมา ทำไมท่านถึงไม่นึกเป็นห่วงเป็นใยบ้าง?”

หลินซีเหยียนควบคุมตัวเองไม่ได้ นางนั้นได้ต่อว่าจวนแม่ทัพเจิ้นกว๋อว่าทำไมถึงไม่สนใจใยดีหลินซีเหยียนบ้าง

“อวิ๋นเซวียน ท่านปู่ของข้าเองก็เป็นห่วงเด็กคนนั้นมากกว่าที่เจ้าคิดนัก และเขานั้นอยากที่จะเลี้ยงนางด้วยตัวเองด้วยซ้ำ แต่มหาเสนาบดีหลินกลับปฏิเสธ และบอกว่าเด็กคนนั้นใช้ชื่อแซ่หลินไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมายุ่ง” เยี่ยจุนเจี๋ยนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมคำถามของหลินอวิ๋นเซวียนนั้นเกรี้ยวกราดนักแต่ก็ต้องเข้าไปขัดอย่างช่วยไม่ได้

หลินซีเหยียนก็ได้ผงกหัวแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจากนั้นก็กล่าวขอโทษที่เสียมารยาท

แม่ทัพเฒ่าก็ได้มองไปที่หลินซีเหยียนอย่างพิจารณาแล้วถาม “ทำไมเจ้าถึงได้ใส่ใจเรื่องของซีเหยียนนัก หรือว่าเจ้า....”

“ข้าเคยพบกับหลินซีเหยียนโดยบังเอิญ แต่ข้าก็รู้สึกสงสารนางนัก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นางถูกรังแก แต่นางยังถูกกีดกันและช่วงชิงเอาสิ่งที่ควรจะเป็นของนางไปจนหมด แล้วยังต้องตั้งท้องโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน และยังถูกไล่ล่าต้องหนีตาย จนสุดท้ายนางต้องหนีออกจากบ้านเกิดตามลำพัง”

แม่ทัพเฒ่าดูเหมือนว่าจะยังไม่เชื่อว่าจะมีคนที่ทำกับเด็กคนหนึ่งได้ถึงขนาดนั้นแล้วกล่าว “เจ้าหนู หากข้าพบว่าที่เจ้าพูดมาเป็นเรื่องจริง ข้าจะไม่ปล่อยให้ซีเหยียนตกอยู่ในครอบครองของบ้านมหาเสนาบดีแน่”

หลินซีเหยียนก็ได้ผงกหัว “อวิ๋นเซวียนมีธุระอื่นต้องไปทำ ข้าขอตัวก่อน”

แล้วหลินซีเหยียนก็ได้เดินออกมาตามถนนที่พลุกพล่าน แต่พวกสิ่งที่นางเพิ่งทำไปเมื่อสักครู่ ทำให้นางอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก ระหว่างทางกลับนางจึงเลือกเดินเส้นทางที่เปลี่ยว แต่แล้วนางก็เจอโจรจนได้

“ข้าเดินไปตามถนนเส้นนี้ ข้าปลูกต้นไม้ต้นนี้....”

บทกลอนด้นสดนี้ทำให้หลินซีเหยียนรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนางก็ได้โปรยผงยาเต็มมือไปข้างหน้า ทำให้พวกโจรต้องลงไปนอนกองกับพื้นเย็นๆ

แต่น่าเสียดายที่สวรรค์นั้นไม่สวยงามเสมอไป ต้นไม้ที่เงียบกริบแต่กลับมีลมพาดผ่านเข้ามา ในสถานที่ที่เปลี่ยวไร้ผู้คนก่อนหน้านี้ กลับเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ที่แต่ละกองกำลังก็ได้เปิดเผยลูกสมุนของตัวเองออกมา

เจ้าคือหมอผีอย่างนั้นเหรอ?” คนที่น่าจะเป็นหัวหน้าก็ได้กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงต่ำ

หลินซีเหยียนนั้นไม่อยากที่จะเสวนาด้วยและเดินไปตามทางของนางต่อ

ดูท่าทางที่เหมือนอารมณ์ไม่ดีและเย่อหยิ่งเช่นนี้ ข้าว่าใช่แน่ๆ” ผู้นำที่ดูแปลกๆคนหนึ่งก็ได้ยืนยันตัวตนของหลินซีเหยียนโดยอาศัยจุดเด่นเพียงสองจุดเท่านั้น

หลินซีเหยียนก็นิ่งเงียบไปสักพักหนึ่ง

“พี่น้อง ทั้งตัวของเขาเต็มไปด้วยพิษ พวกเราจะต้องระวังให้มาก” อีกคนหนึ่งก็ได้พูดเตือนขึ้นมา

หลินซีเหยียนมองดูผู้คนจำนวนมากอีกทั้งยังมีผู้นำอีกหลายคน นางจึงได้คิดหาวิธีต่อต้านและพูดออกมาเสียงดัง “ข้าเอาชนะพวกเจ้าทั้งหมดไม่ได้ พวกเจ้าตัดสินใจกันเองก็แล้วกันว่าจะให้ข้าไปกับใคร”

“แน่นอนว่าจะต้องไปกับพวกเรากลุ่มหลานอวี่” ชายหนุ่มคนหนึ่งถือพัดในมือของเขา เป็นชายหนุ่มผู้สง่างามใส่ชุดสีฟ้าพูดขึ้น

กลุ่มหลานอวี่นั่นมันอะไรกัน ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย” ชายคนที่ดูเหยาะแหยะและไม่เข้าที่เข้าทาง ซึ่งเมื่อมองตั้งแต่หัวจรดเท้าก็บ่งบอกได้ว่าเป็นอันธพาลพูดขึ้นมา

แล้วชายในชุดดำและผอมบางก็ได้กล่าวโดยไม่แสดงความอ่อนแอของตัวเองให้เห็น “ใครที่มาแย่งเขาไปจากข้า ตาย!”

หลินซีเหยียนรู้สึกสนใจคนคนนี้ขึ้นมา ไม่เพียงแต่การแต่งกายรัดกุมแล้วยังพูดจารัดกุมอีกด้วย

หลินซีเหยียนจึงได้นั่งลงและมองดูทั้งสามกลุ่มทะเลาะกัน จนสุดท้ายไม่มีใครยอมใครพวกเขาก็ได้ทะเลาะกันเอง ในตอนแรกกลุ่มสีฟ้าเหมือนจะเหนือกว่าแต่ก็ถูกกลุ่มอันธพาลจัดการอย่างรวดเร็ว แต่ในท้ายที่สุดกลุ่มชายชุดดำเป็นฝ่ายชนะ

กลุ่มชายชุดดำนั้นเอาชนะอีกสองกลุ่มมาได้อย่างท่วมท้น แต่ก็มีสีสันจากรอยช้ำหลากหลายบนใบหน้าของเขา แล้วเขาก็ได้เดินมาหาหลินซีเหยียนแล้วกล่าว “หมอผีตามข้ามา”

หลินซีเหยียนก็ได้ผงกหัวแล้วปัดฝุ่นตามตัวของนางด้วยความสงบ

ภายในมุมมืดมีคนสองคนที่รู้เห็นเรื่องทั้งหมดนี้อยู่ด้วย พวกเขาคือหน่วยอันที่ถูกส่งมาโดยเจียงหวายเย่ให้มาคุ้มกัน    หลินซีเหยียน

“จี๋เฟิง เจ้าไปรายงานองค์ชาย ส่วนข้าจะคอยตามพระชายาต่อไป” ชิงอวี่กล่าวด้วยเสียงเบาๆ

จี๋เฟิงผงกหัวอย่างเงียบๆ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นกังวล แต่เขาก็ยังไม่ลืมหน้าที่ของตัวเอง

หลินซีเหยียนก็ได้ตามชายชุดดำไปยังกระท่อมเก่าๆหลังหนึ่ง ซึ่งมีเสียงไอดังขึ้นมาจากในนั้น

“รักษาคนที่อยู่ข้างใน” ชายชุดทำพูดอย่างห้วนๆแต่ก็พอเข้าใจได้

หลินซีเหยียนก็ผงกหัวแล้วเข้าไปข้างในกระท่อม พบว่าคนที่ไออย่างอ่อนแรงนั้นคือป้าเฉินผู้ที่เคยช่วยเหลือนางตอนเด็กนั่นเอง นางจำได้ว่าป้าเฉินนั้นเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ถูกส่งมาโดยมหาเสนาบดีหลินให้คอยดูแลลูกนอกสมรสของเขา

หรือว่าชายชุดดำคนนั้นจะคือเด็กน้อยที่ถูกทิ้งและโดนรังแกเช่นเดียวกับนาง

ถึงแม้ว่าคำถามนี้จะสำคัญมากสำหรับนาง แต่ชีวิตของผู้ที่อยู่ตรงหน้านางนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน นางจึงได้หยิบเอาเข็มเงินที่นางพกติดตัวออกมาแล้วพยายามอย่างมากเพื่อทำการคลายเส้นลมปราณที่ติดขัดอยู่ของป้าเฉิน

อาการป่วยของป้าเฉินนั้นน่าจะสะสมมาอย่างยาวนานแล้ว ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายได้ในชั่วข้ามคืนแน่ หลังจากที่หลินซีเหยียนทำให้อาการของนางทรงตัว นางก็ได้มองหาพู่กันกับกระดาษเพื่อเขียนใบสั่งยา แต่น่าเสียดายที่นางหาไม่พบเลย

“ข้าต้องสั่งยามาให้ป้าเฉินกิน แต่ที่นี่ไม่มีทั้งพู่กัน กระดาษ แล้วข้าจะเขียนใบสั่งยาได้อย่างไร?”

ชายชุดดำก็มองหลินซีเหยียนด้วยสีหน้าแปลกๆ แล้วจากนั้นก็กล่าว “บอกมา ข้าจำได้”

หลินซีเหยียนก็ไม่ลังเลและบอกชื่อตัวยาที่จำนวนมากเหมือนกับเม็ดถั่ว รวมถึงสมุนไพรล้ำค่าอีกจำนวนหนึ่ง

หลังจากที่บอกจนครบแล้ว ชายชุดดำก็ยังไม่ขยับไปไหน หลินซีเหยียนจึงได้มองไปที่เขาอย่างสงสัย “ทำไมถึงยังไม่ไปอีก?”

ชายชุดดำก็ทำสีหน้าแปลกๆ แต่มองออกได้อย่างชัดเจนว่าเขานั้นกำลังสับสนและไม่สู้ดีนัก “ข้าไม่มีเงิน”

จบบทที่ บทที่ 45 คมมีดที่แหลมคม

คัดลอกลิงก์แล้ว