เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ราชินีอารัคเน่ ตอนที่ 4 : พ่อ เรามีเรื่องต้องคุยกัน....

ราชินีอารัคเน่ ตอนที่ 4 : พ่อ เรามีเรื่องต้องคุยกัน....

ราชินีอารัคเน่ ตอนที่ 4 : พ่อ เรามีเรื่องต้องคุยกัน....


ตอนที่ 4 : พ่อ เรามีเรื่องต้องคุยกัน....

คนที่จิตใจดีหน่อยก็จะทำเพียงละสายตาออกไปเมื่อเห็นโซฟีเดินผ่าน

ปฏิกิริยาปกติที่เธอได้รับคือเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยัน และเสียงหัวเราะที่ปองร้ายจากพวกนักเรียนที่อยากจะเห็นความอัปยศอดสูของเธอ

สายตาเหล่านั้นฝังรากลึกๆลงไปในจิตใจของโซฟี และจุดประกายความโกรธแค้นในใจเธอ

ไอ้พวกโง่ที่เอาแต่ใจเอ้ย

เอาแต่คุยโม้โอ้อวดความเหนือชั้นกว่าของสายเลือดผู้สูงศักดิ์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าการชีวิตในสังคมจริงๆเป็นอย่างไร

“ฉันต้องการมีพลัง” โซฟีพึมพำกับตัวเองเบาๆ โลกที่เธออยู่ได้ปฏิบัติตามกฎง่ายๆ คือการเอาตัวรอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด เด็กสูงศักดิ์ที่หัวเราะเยาะเธอในวันนี้อาจจะสูญเสียอำนาจเกือบจะในทันทีหากไม่ใช่เพราะผู้ฝึกตนที่มีอำนาจซึ่งมันเกี่ยวข้องกับครอบครัวของพวกเขา

โซฟีดูเหมือนว่าจะไม่รู้ตัว แต่ดวงตาของเธอเริ่มเป็นประกายเมื่อความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นเริ่มครอบงำเธอ

หอพักภายในวิทยาเขตเป็นทางเลือกสำหรับนักเรียนที่จะเลือกอยู่ได้ เช่นเดียวกับการสร้างเทคโนโลยีการขนส่งระยะสั้น นักเรียนไม่จำเป็นจะต้องกังวลเกี่ยวกับการเดินทางไปและกลับจากบ้านของพวกเขา

นักเรียนในหอพักส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนท่ีมาจากดาวดวงอื่นหรือคนที่ต้องการอิสรภาพจากครอบครัว

พ่อของโซฟีปกป้องลูกสาวคนเดียวของเขามากเกินไปสุดๆ และไม่เห็นด้วยกับการใช้ชีวิตในหอพักด้วยตัวเธอเอง เจ้าของร่างเดิมเถียงและขู่ว่าจะต้องอยู่ที่มหาลัยต่อเพราะไม่อยากกลับบ้านด้วยอาการบาดเจ็บที่ทำให้พ่อต้องเป็นห่วง

“ช่างเป็นเด็กน้อยที่โง่เขลาจริงๆ” โซฟีพูดเบา ๆ ด้วยสีหน้าที่เกือบจะเศร้าสร้อย

บางทีมันอาจจะทำให้พ่อของเธอลำบากใจเมื่อพบว่าลูกสาวของเขาถูกรังแกมาตลอด แต่ก็คงจะเจ็บปวดยิ่งกว่าเมื่อรู้ว่าลูกสาวของเขาประสบปัญหาเหล่านี้เพียงลำพังโดยไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเขา

ตุบ !

โซฟีกุมหัวใจของเธอเอาไว้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดขณะที่เลือดสดๆหยดหนึ่งไหลออกมาจากปากเธอ

ผู้ที่มีพลังชี่ทางกายในระดับสองไม่เหมาะกับการโจมตีของเลโอน่า ที่ซึ่งอย่างน้อยก็คงจะอยู่ระดับแปด

เธอสามารถบอกได้ว่ามีอาการบาดเจ็บภายในอย่างแน่นอน เพราะมันทำให้เธอกระอักเลือดออกมาเป็นระยะๆและมันเจ็บเป็นบ้า

เธอต้องการการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่โชคดีที่หอพักอยู่ห่างจากห้องสมุดโดยใช้เวลาเดินเพียงแค่สิบนาที โซฟีเดินเข้าไปที่อาคารหอพักและถอนหายใจด้วยความประหลาดใจ

‘ นี่มันหอพักในมหาลัยจริงๆ เหรอ ? ’

‘ นี่มันใหญ่ยิ่งกว่าตึกระฟ้าไหนๆที่ซุย เหมิงเคยเห็นมาก่อนในชีวิตเสียอีก ! ’

มีทางเข้าหลักทางเดียวขนาดประมาณรถสองตู้จอดคู่กันและมีทางเข้ารองเป็นทางเล็กๆ อยู่ทางด้านขวา

โซฟีเดินไปที่ประตูและยกข้อมือขึ้นเพื่อสแกนสายรัดข้อมือของเธอกับเครื่องสแกนที่อยู่บนลูกบิดประตู เสียงสั่นครืดๆ ดังเต็มหูของเธอและมีเสียงกลไกที่ชัดเจนพูดออกมา

" ตรวจพบนักเรียน 13923 ! "

" ชั้นที่สอง ห้องพักหมายเลข 45 "

" อนุมัติการเข้าถึง "

ประตูเปิดออกอย่างกวัดแกว่งและโซฟีเดินกะเผลกเข้าไปข้างใน ลมเย็นๆ พัดปะทะเข้าใบหน้าของเธอ และเธอก็หลับตาลงอย่างพึงพอใจ บริเวณล็อบบี้ของหอพักนั้นกว้างขวางและเต็มไปด้วยแมกไม้พันธุ์แปลกตาที่เรียงรายอยู่ตามพื้น ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่กลางป่า โซฟีได้ยินแม้กระทั่งเสียงร้องคล้ายๆนกจากสัตว์เล็กๆ ที่พุ่งไปรอบๆ บนยอดไม้

เธอเดินไปตามทางเดินหินผ่านต้นไม้มากมายจนมาถึงแผนกต้อนรับที่ตั้งอยู่ด้านหลังห้อง มีสาวงามชาวตะวันออกทำงานเป็นพนักงานต้อนรับที่มองมาที่เธอแล้วถามอย่างเกียจคร้านว่า

" ขอเลขห้องและชั้นด้วยค่ะ "

ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บที่อยู่ตรงหน้าเธอเลย เธอทำเพียงแค่จ้องมองไปที่แท็บเล็ตบนโต๊ะของเธอต่อ

“เอิ่ม....ชั้นที่สองกับห้องหมายเลข 45” โซฟีตอบอย่างลังเล

พนักงานต้อนรับไม่ได้แสดงท่าทีรับทราบ แต่ป้อนคำสั่งสองสามคำลงบนแท็บเล็ตของเธอและชี้ไปที่แท่นยกทางด้านซ้ายมือของโต๊ะ โซฟีรู้สึกสับสนเล็กน้อยและไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการ

ผ่านไปครู่หนึ่ง พนักงานต้อนรับก็เหลือบมองกลับมามองโซฟีด้วยสีหน้างุนงง

“ทำไมไม่ขึ้นไปยืนบนเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารสักทีล่ะ ?” เธอถาม

โซฟีสะดุ้งและมองไปที่เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารด้วยสายตาที่ระมัดระวัง เธอสแกนผ่านความทรงจำของเธอและถึงนึกขึ้นได้ว่าการจะเข้ามาในห้องของเธอ เธอจะถูกเคลื่อนย้ายโดยตรงจากล็อบบี้

ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย และเธอก็รีบก้าวขึ้นไปบนแท่นยกด้วยรอยยิ้มเขินอาย

เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารนั้นดูธรรมดามากเมื่อมองด้วยตาภายนอก มันเป็นเพียงแท่นจานครึ่งวงกลมสีขาวที่ยกขึ้นซึ่งมีเครื่องหมายแปลกๆ แกะสลักอยู่ที่ขอบด้านนอก สิ่งที่รบกวนจิตใจของโซฟีคือแสงสีแดงแวบ ๆ ที่จะวิ่งเข้าสู่เครื่องหมายพร้อมกับเสียงฮัมที่ฟังดูเป็นลางไม่ดี

พนักงานต้อนรับเห็นว่านักเรียนอยู่บนเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารเรียบร้อยแล้ว และจึงกดปุ่มใต้โต๊ะของเธอ ร่างของโซฟีกลายเป็นภาพเบลอแล้วสลายเป็นอนุภาคสีขาวและหายตัวไปจากห้อง

ครู่ต่อมาอนุภาคสีขาวก็รวมตัวกันเป็นรูปร่างของหญิงสาวที่ปรากฏตัวอยู่ในห้องนอน

โซฟีทรุดตัวลงทันทีด้วยความตกใจและเริ่มอาเจียนออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด

‘ ช่างเป็นประสบการณ์ที่โคตรแย่ ! ’

เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารจะสามารถแยกชิ้นส่วนของสสารออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายสสารไปยังตำแหน่งอื่นและสามารถประกอบกลับขึ้นใหม่ในรูปร่างเดิมได้ วิธีการขนส่งนี้ใช้ได้ผลเฉพาะกับคนที่ไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนและเป็นผู้ที่มีพลังชี่ทางกายและทางจิตวิญญาณเท่านั้น เนื่องจากยิ่งระดับการฝึกฝนที่สูงขึ้นก็จะทำให้อนุภาคของสสารในร่างกายแน่นหนาจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ด้วยเหตุผลนี้และด้วยความจริงที่ว่าเครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารนั้นมีค่าบำรุงรักษาที่แพงมาก จึงทำให้มั่นใจได้ว่าวิธีการขนส่งแบบนี้จะใช้ได้เฉพาะกับสถาบันที่ร่ำรวยเท่านั้น

เดิมทีทั้งเจ้าของร่างเดิมและซุย เหมิง เป็นบุคคลที่มีอาการเมารถได้ง่ายอยู่แล้ว และการขนส่งแบบนี้ก็เทียบเท่าได้กับการเขย่าทุกๆ เซลล์ในร่างกายของคุณอย่างรุนแรง ต้องใช้เวลาสักครู่หนึ่งโซฟีถึงจะสามารถบรรเทาอาการท้องไส้ปั่นป่วนของเธอได้

มีกลิ่นไม่น่าพิศมัยของอาเจียนคละคลุ้งอยู่เต็มห้อง โซฟีจึงเริ่มมองหาอุปกรณ์ทำความสะอาดรอบๆ ห้องนอนที่เธอเข้าไปนั้นมีขนาดเท่ากับอพาร์ตเมนต์ของซุย เหมิงที่อยู่ในเซี่ยงไฮ้

มีผ้าม่านสีชมพูห้อยลงมาจากหน้าต่างและมีโปสเตอร์ของไอดอลเสมือนจริงที่กำลังเป็นยอดนิยมสองสามแผ่นแปะกระจายอยู่ตามผนังห้องนอน มีสระว่ายน้ำในร่มขนาดเล็ก ห้องครัว และห้องน้ำสองห้อง

เตียงนอนของเธอนั้นไซส์มหึมามาก และโซฟีคาดว่าเตียงของเธอน่าจะสามารถนอนได้หกคนอย่างสบายๆ เลยทีเดียว

โซฟีกระตือรือร้นอยากที่จะสำรวจห้องของเธอ แต่ความเจ็บปวดที่แล่นผ่านร่างกายของเธอทำให้เธอนึกขึ้นได้ถึงอาการบาดเจ็บที่กำลังเป็นอยู่

“เอาล่ะ ก่อนอื่นฉันจะต้องรักษาอาการบาดเจ็บพวกนี้ก่อน” โซฟีพึมพำกับตัวเอง

เธอเดินไปที่โต๊ะข้างเตียงใหญ่และคลำเปิดหาลิ้นชักทั้งหลายจนกระทั่งเธอเปิดเจอลิ้นชักที่ถูกต้อง ในนั้นมีขวดแก้วเล็กๆ อยู่หลายขวดที่ภายในส่องแสงสีเขียวน่าเกลียดเป็นประกายเล็กน้อยเมื่อโดนแสงแดด

โซฟีทำหน้าบูดบึ้งอยู่ในใจแต่ก็ยอมดันจุกเปิดขึ้นมาขวดหนึ่งและกลั้นใจดื่มมันในอึกเดียว พ่อของเธอได้ส่งเซรั่มพันธุกรรมที่แพงที่สุดในท้องตลาดมาให้เธอ ซึ่งมันสามารถฟื้นฟูรักษาร่างกายได้อย่างเร่งด่วน

โซฟีถอนหายใจอย่างพึงพอใจเมื่อรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนของไฟที่กำลังไหลไปทั่วร่างกายของเธอ ทำให้เซลล์ของเธอรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และทำให้อาการบาดเจ็บของเธอนั้นหายดี เธอเอนตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายใจ ก่อนที่จะมีเสียงดังออกมาจากกระเป๋านักเรียนของเธอ

โซฟีลุกขึ้นและรีบเปิดกระเป๋าและเห็นแท็บเล็ตของเธอสั่น เธอเห็นการแจ้งเตือนที่อ่านว่า

" สายเรียกเข้า: ดยุค ปีเตอร์เลอร์ " เป็นพ่อของเธอและโซฟีกดปุ่มรับสายอย่างลังเล

“โอ้ ลูกรัก ลูกรับสายแล้ว !” เสียงร่าเริงของผู้ชายดังออกมาจากแท็บเล็ต

“ลูกสาวที่น่ารักของพ่อเป็นยังไงบ้าง มีใครทำร้ายอะไรหนูหรือเปล่า ไหนบอกพ่อซิ เดี๋ยวพ่อจะจัดการให้พวกนั้นล้มละลายทันทีเลย !” เขาพูดต่อเสียงดัง

โซฟีน้ำตาคลอเบ้าและเสียงสะอื้นที่ไม่ได้กลั้นเอาไว้ก็หลุดออกมาจากอกของเธอ ก่อนหน้านี้ทำไมเธอได้ทำตัวงี่เง่าอย่างนั้นนะ ?

“พ่อ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

" หนูว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน....

จบบทที่ ราชินีอารัคเน่ ตอนที่ 4 : พ่อ เรามีเรื่องต้องคุยกัน....

คัดลอกลิงก์แล้ว