- หน้าแรก
- ข้าจะเป็นเทพ แต่ขอเศษตังค์พ่อบุญธรรมก่อน
- บทที่ 53 - จักรพรรดิสวรรคต
บทที่ 53 - จักรพรรดิสวรรคต
บทที่ 53 - จักรพรรดิสวรรคต
บทที่ 53 - จักรพรรดิสวรรคต
หู่เฉินติดตามเลี่ยหยางโหวมาได้เกือบครึ่งปีแล้ว
เมื่อต้นปี ตอนที่เลี่ยหยางโหวกรีฑาทัพข้ามแม่น้ำหลิวซา มาถึงด่านเทียนเหมิน หู่เฉินก็รีบไปแสดงความจำนงขอสวามิภักดิ์ทันที หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นศึกตัดสินกับกองทัพพันธมิตรสามสิบหกแคว้น หรือการไล่ปราบปรามทีละแคว้น หู่เฉินก็รับหน้าที่เป็นหัวหน้ากองทหารม้าอยู่ใต้บังคับบัญชาเขามาตลอด
เพราะค่อนข้างสนิทสนมกับเลี่ยหยางโหว การได้พบกันอีกครั้งในวันนี้ หู่เฉินจึงไม่รู้สึกประหม่าเหมือนตอนเจอท่านโหวจากเมืองหลวงครั้งแรก และไม่ได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเหมือนชาวบ้านแคว้นสู่ที่อยู่ข้างนอก
เขามีเพียงความรู้สึกเดียว: ผ่อนคลายสบายใจ
ไม่ว่านักพรตเด็กชิงซงจะหลอกเขาหรือไม่ แต่ขอแค่ได้สมทบกับเลี่ยหยางโหว ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าลงมือสังหารเขาต่อหน้าเลี่ยหยางโหวและกองทัพกาเพลิงแน่
"ท่านโหว ทหารกองหน้าและกองหลังเข้าค่ายเรียบร้อยแล้ว โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลก็เตรียมอาหารมาส่งถึงหน้าประตู ท่านโหวจะให้ตั้งโต๊ะเลยหรือไม่ขอรับ?"
ก่อนที่เลี่ยหยางโหวจะมาถึง เขาตำแหน่งใหญ่สุด จึงเป็นคนจัดเวรยามและจุดตรวจตรา
ตอนนี้เลี่ยหยางโหวมาแล้ว เรื่องความปลอดภัยในค่ายเขาไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย รายงานได้แต่เรื่องเสบียงอาหาร
"ได้"
เลี่ยหยางโหวเอนกายพิงตั่งอ่านหนังสือ เพียงแค่พยักหน้าส่งๆ สายตายังจับจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือ โบกมือเบาๆ เป็นเชิงไล่หู่เฉินออกไป
หู่เฉินลุกขึ้นจากพื้น ยืดตัวตรง เตรียมหันหลังเดินออกไป
"แม่ทัพกวน ช้าก่อน ท่านโหวขอรับ ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญต้องกราบทูล"
ทันใดนั้นเอง "เจ้าหูตูบ" ก็เลิกม่านเดินเข้ามา จ้องมองหู่เฉินอย่างมีความหมาย แล้วเดินตรงไปที่เลี่ยหยางโหว ก้มลงกระซิบข้างหูท่านโหวไม่กี่คำ
สุดท้ายยังส่งสมุดเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือให้
หู่เฉินรู้จัก "เจ้าหูตูบ" คนนี้
หัวหน้าหน่วยสอดแนมกองทัพกาเพลิง "เกาเซียนเจวี๋ย"
ช่วงที่เขาติดตามเลี่ยหยางโหว หัวหน้าเกาคนนี้มีคุณสมบัติของหัวหน้าสายลับครบถ้วน คือทำตัวเงียบเชียบ ไม่สะดุดตา
ตัวตนในกองทัพกาเพลิงจางมาก ทั้งสองคนแทบไม่เคยเจอกัน
ส่วนใหญ่หัวหน้าเกามักจะนำหน่วยสอดแนมออกไปสืบข่าวข้างนอก
แต่เพราะมีหู่เฉินผู้มีทิพยจักษุอยู่ เวลาเลี่ยหยางโหวถกเรื่องราชการทหาร แทบไม่เคยเรียกตัว "หัวหน้าหน่วยสอดแนม" มาเป็นพิเศษ
อย่างน้อยตอนหู่เฉินอยู่ในกองทัพกาเพลิง เลี่ยหยางโหวอยากรู้อะไรก็เรียกเขา
มีทิพยจักษุอยู่ เลี่ยหยางโหวแทบไม่ต้องใช้หน่วยสอดแนมของหัวหน้าเกาเลย
ตอนนี้หู่เฉินเริ่มกังวลขึ้นมาตงิดๆ
เพราะเขาเห็นว่าพอกระซิบเสร็จ สีหน้าเลี่ยหยางโหวก็เปลี่ยนไปทันที แถมยังตวัดสายตาคมกริบมามองเขาด้วย
"ท่านโหว..." หู่เฉินทั้งตกใจทั้งงุนงง
เลี่ยหยางโหวเพียงแค่ปรายตามองเขาอย่างเย็นชา แล้วก้มหน้าเปิดสมุดเล่มเล็ก
ต่อให้หู่เฉินไม่เปิดใช้ทิพยจักษุ สายตาก็ดีกว่าคนทั่วไปมาก
เขาไม่เห็นหน้าปกสมุด แต่กระดาษสมุดนั้นบาง กระโจมเหนือศีรษะเลี่ยหยางโหวเปิดช่องแสงไว้ แสงแดดตกกระทบกระดาษ ทำให้พอมองเห็นตัวอักษรเล็กๆ ยิบยับทะลุมาด้านหลังลางๆ
ยังไม่ทันที่เขาจะกะพริบตาเพ่งมอง เลี่ยหยางโหวก็ยกมือขวาขึ้น ฝ่ามือมีเปลวไฟลุกท่วม ตบเปรี้ยงลงบนโต๊ะตรงหน้า
"ตู้ม!"
โต๊ะไม้ท้อหอมที่แข็งแรงหนาแน่นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้ที่ปลิวว่อนยังติดไฟลุกพรึ่บ
"กวนหู่เฉิน เจ้าช่างบังอาจนัก!"
เปลวไฟในดวงตาเลี่ยหยางโหวแทบจะฉีกกระชากวิญญาณหู่เฉิน
เขาขวัญหนีดีฝ่อ เข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น "ท่านโหว ข้าน้อย..."
"แกว๊กๆ"
เสียงนกร้องกังวานดังมาจากเหนือศีรษะ ขัดจังหวะคำพูดของหู่เฉิน และดึงความสนใจจากสายตาเกรี้ยวกราดของเลี่ยหยางโหวไปชั่วคราว
"ทูตนกชิงหลวน?"
"เลี่ยหยางโหว นี่คือยาเปลี่ยนกระดูกสามวัฏจักรที่ปรมาจารย์เกอปรุงขึ้น ฝากมอบให้ท่านนักพรตชิงซง หรือไม่ก็รอให้นักพรตชิงซงมารับด้วยตัวเอง"
นกชิงหลวนดันพูดภาษามนุษย์ได้ เสียงใสแจ๋วเหมือนเด็กแปดเก้าขวบ
มันก้มหัวลง ใช้จงอยปากจิกที่โคนปีกซ้าย
ทันใดนั้นแสงสีเขียวก็วาบขึ้นที่โคนปีก ขวดกระเบื้องสีขาวใบเล็กตกลงมา นกชิงหลวนใช้กรงเล็บรับไว้ แล้ววางลงที่ใต้ตั่งของเลี่ยหยางโหว
"อีกอย่าง อัครมหาเสนาบดีหลี่ซือทราบว่าข้าน้อยจะเดินทางมาทางตะวันตก จึงเขียนยันต์อินฝูฉบับหนึ่ง ฝากให้ข้าน้อยนำมามอบให้ท่านโหว"
วางขวดกระเบื้องเสร็จ นกชิงหลวนก็ใช้จงอยปากจิกที่โคนปีกอีกครั้ง
ลูกเทียนไขสีขาวขนาดเท่าผลส้มจี๊ดร่วงลงมา
คราวนี้ไม่ต้องรอให้มันใช้กรงเล็บรับ เลี่ยหยางโหวก็กวักมือ ลูกเทียนไขลอยเข้าหาฝ่ามือเขาเอง
"ช่วงนี้เมืองเสียนหยางมีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นหรือไม่?"
ตอนบีบลูกเทียนไขให้แตก เลี่ยหยางโหวก็ถามไปงั้นๆ
เป็นคำถามปกติธรรมดา เลี่ยหยางโหวเองก็ไม่ได้คาดหวังข้อมูลอะไรที่มีประโยชน์
นกชิงหลวนกลับอึกอัก "มีเรื่องใหญ่ เรื่องหายนะฟ้าถล่มดินทลาย องค์จักรพรรดิ... เฮ้อ ท่านโหวอ่านเองเถอะ อัครมหาเสนาบดีหลี่ต้องเขียนไว้ในยันต์อินฝูแน่ๆ"
เสียงร้องของมันแหลมสูงขึ้น
จากนั้นก็ก้มหัวนก หดคอยาวเรียวที่ปกคลุมด้วยขนเจ็ดสีลง
"ฝ่าบาทเป็นอะไร?"
สีหน้าเลี่ยหยางโหวเปลี่ยนเล็กน้อย รีบมือไม้รัว กางผ้าไหมในลูกเทียนไขออก
บนผ้าไหมไม่มีตัวอักษร มีแต่รหัสขีดสั้นยาว
เหมือนในละครย้อนยุค ที่ไปดักปล้นจดหมายลับจากคนส่งสาร เปิดอ่านได้เลย ในความเป็นจริงไม่มีทางเกิดขึ้น
คนโบราณแค่เทคโนโลยีไม่พัฒนา แต่สมองไม่ได้ทึบ
ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซางและโจว กองทัพก็เริ่มใช้รหัสลับส่งข่าวสารทางทหารแล้ว
"ไม่ เป็นไปไม่ได้!" เลี่ยหยางโหวเป็นทหารเก่า ถอดรหัสยันต์อินฝูได้ในพริบตา
เขาเหลือบมองผ้าไหม สีหน้าก็ซีดเผือดทันที
เงยหน้าขึ้นเห็นหู่เฉินยืดคอทำตา "ลอกแลก" แอบมอง ยิ่งโกรธจัด ยกมือขวาขึ้น ซัด "มังกรคำรามเผาสวรรค์" ใส่
"โฮก~ อู้ว~~~" ลมปราณในจุดตันเถียนทะลักออกมา กลายเป็นเสามังกรเพลิงสีแดงฉาน
เสาไฟขนาดเท่าถังอาบน้ำผู้ใหญ่ บดขยี้ผลักหู่เฉินกระเด็นออกนอกกระโจม
"ฟู่ ฟู่ ฟู่"
ฆ่าคน ระบายอารมณ์แล้ว เลี่ยหยางโหวค่อยได้สติกลับมาบ้าง ดวงตาเย็นชาที่ฆ่าคนได้จ้องเขม็งไปที่นกชิงหลวน เสียงแหบพร่าว่า "ทูตนกชิงหลวน หลี่ซือโกหกข้าใช่ไหม?"
"ถ้าเป็นข่าวที่ว่าฝ่าบาทสวรรคตที่ตำหนักสนมโหรวเมื่อห้าวันก่อน ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ไม่ได้โกหกท่านโหว และไม่จำเป็นต้องโกหก เพราะตอนนี้เรื่องนี้รู้กันทั่วเมืองเสียนหยางแล้ว ไทเฮาแซ่เจ้ายังว่าราชการหลังม่านเป็นการชั่วคราวด้วย" นกชิงหลวนตอบ
"ฝ่าบาทเป็นถึงจักรพรรดิแห่งมนุษยชาติ เคยเสวยยาหมื่นปี ตอนนี้พระชนมายุยังไม่เกินสามร้อยปี ยังเหลืออีกตั้งสองร้อยกว่าปีจะถึง 'เคราะห์กรรมห้าร้อยปี' จะสวรรคตเร็วขนาดนี้เพราะเสวยยาเกินขนาดตอนร่วมหลับนอนกับสนมได้ยังไง?! มันไร้สาระเกินไปแล้ว ข้าไม่เชื่อ" เลี่ยหยางโหวกำหมัดแน่น คำรามเสียงต่ำ
"ข้าน้อยไม่ทราบ ข้าน้อยเป็นแค่คนส่งสาร หากท่านโหวไม่มีจดหมายฝากกลับไปเมืองเสียนหยาง ข้าน้อยขอลา"
"อ๊าก นายท่าน!" เสียงโหยหวนของกวนจงดังแว่วมาแต่ไกล
"ท่านพ่อบุญธรรม..." ยังมีเสียงเด็กผู้หญิงที่เบากว่าแทรกมาด้วย
"เกาเซียนเจวี๋ย ดับไฟ ซ่อมกระโจมข้าให้เรียบร้อย"
"รับทราบ!"
เกาเซียนเจวี๋ยแม้จะมีความคิดอยากกำจัดกวนหู่เฉิน แต่พอเห็นท่านโหวสติแตกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แถมยังได้ยินข่าวใหญ่ถึงชีวิต ก็อกสั่นขวัญแขวน รีบหมอบกราบ ร่างหดลีบอยู่ที่มุมกระโจม กลัวจะโดนลูกหลง กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของท่านโหว
ถ้าเป็นเวลาอื่น เขาคงไม่ขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้
เพราะเลี่ยหยางโหวให้รางวัลและลงโทษชัดเจน ไม่เคยพาลใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยไร้เหตุผล
แต่การตายของหู่เฉินเกี่ยวพันกับเขา เขาจงใจเลือกเวลานี้ส่ง "บันทึกความผิดหู่เฉิน" หากท่านโหวสืบสาวราวเรื่อง...
พอได้ยินคำสั่งเลี่ยหยางโหว เขาก็เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ร่างกายอ่อนยวบยาบ คลานถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะลุกขึ้นวิ่งแจ้นออกจากกระโจมไปตะโกนให้คนมาดับไฟ
เลี่ยหยางโหวไม่สนใจความวุ่นวายและเสียงร้องไห้นอกค่าย
เขาเดินไปที่โต๊ะ หยิบพู่กันมาวาดรหัสขีดสั้นยาวลงบนผ้าไหมเปล่าอีกผืน
"ที่แท้เคราะห์กรรมของแม่ทัพกวนก็ตกอยู่ที่เลี่ยหยางโหว มิน่าเล่า มิน่าเล่า..."
มองดูซากศพบิดเบี้ยวของหู่เฉิน นักพรตชิงซงเพียงแค่แสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อย แล้วก็ตบมือหัวเราะเบาๆ พยักหน้าหงึกๆ "อย่างนี้นี่เอง ไปล่วงเกินเลี่ยหยางโหวโดยไม่รู้ตัว ตายสถานเดียวจริงๆ!"
เสี่ยวอวี่หันขวับ ดึงแขนเสื้อเขา ร้องว่า "ขอท่านปรมาจารย์แสดงอิทธิฤทธิ์ เมตตากรุณา ช่วยปัดเป่าทุกข์ภัยด้วยเถิด!"
ได้ยินเสียงนางร้อง กวนจงที่ร้องไห้จนหน้าเบี้ยว เหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้ายได้ ก็หันกลับมา โขกหัวให้นักพรตชิงซงรัวๆ "ท่านนักพรตผู้เมตตา ช่วยนายท่านด้วยเถิด"
นักพรตชิงซงค่อยๆ ดึงแขนเสื้อกลับ พูดเรียบๆ ว่า "คนตายไม่อาจฟื้นคืนชีพ พวกเจ้าทำใจเถอะ"
"ท่านปรมาจารย์..." เสี่ยวอวี่ลากเสียงยาว ร้องเรียกอย่างน่าเวทนา
นักพรตชิงซงไม่สะทกสะท้าน ก้าวเท้าเดินไปทางประตูค่าย
เสี่ยวอวี่เดินตามหลังเขา กวนจงเดินตามหลังนาง
ทหารในค่ายมีคนรู้จักชิงซง รีบเปิดประตูค่ายให้ เสี่ยวอวี่ฉวยโอกาสมุดเข้าไป วิ่งปราดไปที่ซากศพหู่เฉิน
"เฮ้ย เจ้าเป็นใคร อย่าทะเล่อทะล่า..."
ยักษ์สูงห้าวาถือหอกยาวขวางทาง ถูกชิงซงร้องห้ามว่า "กวนหู่เฉินเป็นพ่อบุญธรรมของนาง เห็นแก่ความกตัญญูของนาง ปล่อยให้นางไปเก็บศพแม่ทัพกวนเถอะ"
ทหารกองทัพกาเพลิงจึงไม่ขวางอีก
"ท่านพ่อบุญธรรม เอ๊ะ..."
เสี่ยวอวี่รวบรวมความทรงจำอันแสนเศร้าจากสองชาติภพ ในที่สุดก็บีบน้ำตาออกมาได้สองหยดเท่าเม็ดถั่ว ร้องโหยหวนออกมาได้ครึ่งเดียว ก็พลันพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
กวนหู่เฉินดูเหมือนถูกเผาเกรียม แต่จริงๆ แล้วร่างกายแค่บางส่วนเท่านั้นที่ถูกไฟไหม้
ตอนนี้เขายังคงถูกเปลวไฟลุกท่วม แต่ถ้าดูดีๆ ผ้าคลุมขนหนูไฟของเขาช่วยกันไฟส่วนใหญ่ไว้ได้
แถมยังมี "แส้อสรพิษเพลิง" เส้นนั้น
ตอนนี้มันเหมือนมีชีวิต กลับคืนร่างเป็นงูไฟ เลื้อยไปมาในเกราะของเขา กลืนกินปราณเพลิงสีแดงฉาน
อืม กวนหู่เฉินไม่ได้ถูกไฟธรรมดาเผา ที่จุดไฟเผาเขาคือ "เสามังกรเพลิง" ซึ่งเป็นปราณเพลิงที่เลี่ยหยางโหวซัดออกมาด้วยพลังกาเพลิง
ตอนนี้แส้อสรพิษเพลิงกำลังช่วยกำจัดปราณแปลกปลอมในตัวหู่เฉิน
"ลุงจง ท่านพ่อยังช่วยได้" เสี่ยวอวี่ดึงแขนกวนจง ร้องอย่างตื่นเต้น
"อะไรนะ นายท่านยังไม่ตาย ยังช่วยได้?" กวนจงก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
"อย่าเสียงดังสิ"
เสี่ยวอวี่แม้จะตะโกนอย่างตื่นเต้น แต่ก็กดเสียงต่ำ กวนจงกลับแหกปากลั่น
นั่นไง ทหารในค่ายหลายคนหันมองมาทางนี้แล้ว
เสี่ยวอวี่ลุกขึ้น มองซ้ายมองขวา เจอตำแหน่งของกองทหารม้าแคว้นสู่ ก็กวักมือเรียก "กองพันทหารม้าแคว้นสู่ ทั้งหมด ฟังคำสั่ง มาเก็บร่างแม่ทัพกวนเดี๋ยวนี้!"
ทหารม้าเกราะเหล็กกว่าสองร้อยนาย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ลังเลไม่กล้าขยับ
"เว่ยอู่ เจ้ามานี่!" กวนจงคำราม
หมอทหารเว่ยอู่หนังหัวชา ก้มหน้า พูดเสียงแห้งๆ ว่า "ไปกันเถอะ อย่างน้อยก็ไปช่วยเก็บศพแม่ทัพกวน"
มีคำกล่าวว่ากฎหมายไม่ลงโทษคนหมู่มาก แต่ตอนนี้เขาถูกกวนจงเรียกชื่อแล้ว
ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย ไม่ว่าสุดท้ายกวนหู่เฉินจะอยู่หรือตาย เขาต้องกลายเป็นกระโถนท้องพระโรงของตระกูลกวนแน่
(จบแล้ว)