- หน้าแรก
- ข้าจะเป็นเทพ แต่ขอเศษตังค์พ่อบุญธรรมก่อน
- บทที่ 51 - การต้อนรับเลี่ยหยางโหว
บทที่ 51 - การต้อนรับเลี่ยหยางโหว
บทที่ 51 - การต้อนรับเลี่ยหยางโหว
บทที่ 51 - การต้อนรับเลี่ยหยางโหว
ซ่งฉางชิงเงยหน้าขึ้นทันขวัน ด้วยความตกตะลึง "ท่านนายกอง ท่านจะให้ข้าสอน 'วิชามังกรตัวผู้' แก่คุณหนูอวี่งั้นรึ? ท่านรู้หรือไม่ว่าวิชานี้คืออะไร?"
เสี่ยวอวี่ไม่รู้หรอก แต่ฟังจากชื่อแล้วดูปฏิกิริยาของซ่งฉางชิง มันดูไม่เหมือนของดีเลยสักนิด
"เจ้าคิดว่าเจ้ารู้จักวิชามังกรตัวผู้ดีนักหรือ?" หู่เฉินแค่นเสียงเย็นชา "วิชามังกรตัวผู้กับวิชาหงส์ตัวเมีย เป็นหยางหนึ่งอินหนึ่ง ชายฝึกมังกร หญิงฝึกหงส์
แต่ทั้งสองวิชามีรากฐานเดียวกัน มาจากคัมภีร์โบราณฉบับเดียวกัน สามารถฝึกฝนจนเกิด 'ปราณฉางชุน' ได้!
หากดูแค่เคล็ดการหายใจ หกขั้นแรกแทบจะเหมือนกันเปี๊ยบ จะเริ่มมีพรมแดนแบ่งแยกอินหยางก็ตอนสามขั้นหลังเท่านั้น
ตอนนี้อวี่เอ๋อร์อยากศึกษาวิถีแห่งลมปราณ เจ้าก็แค่สอนเคล็ดการหายใจในหกขั้นแรกให้นางก็พอ"
ซ่งฉางชิงยังคงลังเล "แต่วิชามังกรตัวผู้มันเป็นวิชามารนะขอรับ!"
"ถ้ามันเป็นวิชามารชั่วช้าจริงๆ ข้าจะให้อวี่เอ๋อร์ฝึกหรือ?" หู่เฉินโบกมืออย่างรำคาญ "เอาเถอะ เจ้าทำตามที่ข้าสั่งก็พอ
ข้าอาจไม่เคยฝึกวิชามังกรตัวผู้ แต่ข้ารู้จักตาแก่แซ่เหลาดีกว่าเจ้าเยอะ"
จากนั้นเขาก็หันมาหาเสี่ยวอวี่ กำชับว่า "เจ้าฝึกกับซ่งฉางชิงนะ เคล็ดการหายใจของวิชามังกรตัวผู้ไม่ใช่สายต่อสู้ ไม่สามารถทำให้เจ้ากลายเป็นยอดฝีมือสายกำลังภายในได้
แต่ถ้าเรื่องทำให้ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส ชะลอวัย เรื่องพวกนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน
โดยเฉพาะเรื่องความงาม ใครที่เคยเห็นตาแก่แซ่เหลาในเมืองอิ๋งเสียงต่างรู้ดี"
เสี่ยวอวี่ย่อเข่าคารวะด้วยความซาบซึ้งใจ "อวี่เอ๋อร์เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านพ่อบุญธรรมเจ้าค่ะ!"
หู่เฉินจากไปแล้ว ซ่งฉางชิงยังยืนนิ่งเหมือนท่อนไม้ ดูเหมือนยังสับสนอยู่ ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยา
"ท่านรองซ่ง ท่านรออะไรอยู่หรือ?" เสี่ยวอวี่เตือน
"วิชามังกรตัวผู้ไม่ใช่วิชาที่ดีจริงๆ และตาแก่แซ่เหลาก็ไม่ใช่คนดี" ซ่งฉางชิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
ซ่งฉางชิงคนนี้หน้าตาอัปลักษณ์สุดๆ แต่จิตใจกลับดีงาม
เสี่ยวอวี่รู้สึกดีกับเขาขึ้นมาไม่น้อย
"ท่านคิดว่าท่านพ่อบุญธรรมกำลังทำร้ายข้าหรือ?" เธอยิ้ม
พูดลำบาก!
ซ่งฉางชิงไม่รู้เรื่อง "แผนการสนมเสี่ยวลี่" แต่เขารู้จักกวนหู่เฉินและตระกูลกวนดีมาก
ในใจของเขา หู่เฉินกับคำว่าคนดีและการทำดี ไม่มีทางเกี่ยวข้องกันได้แม้แต่ครึ่งอีแปะ
การที่หู่เฉินรับสาวน้อยชาวป่าคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม ย่อมต้องมีแผนชั่วร้าย จุดจบของนางคงไม่สวยนัก
เผลอๆ อาจจะเกี่ยวข้องกับวิชามังกรตัวผู้และตาแก่แซ่เหลานั่นด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาตัดสินใจขัดเจตนารมณ์ของหู่เฉินเล็กน้อย โดยการเปิดเผยความจริงบางอย่างให้นางรู้
ผลจะเป็นอย่างไรช่างมัน แต่อย่างน้อย "ด่านมโนธรรม" ในใจเขาก็พอจะผ่านไปได้
"คุณหนูอวี่ เรากลับไปที่โรงเตี๊ยมกันเถอะ การอธิบายเคล็ดการหายใจต้องใช้แผนภาพเส้นชีพจร"
เสี่ยวอวี่ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
นางพาเขามาที่ห้องพักของตน
ในฐานะคุณหนูตระกูลกวนในตอนนี้ นางย่อมได้พักห้องชั้นหนึ่ง ข้างห้องนอนยังมีห้องหนังสือเล็กๆ ส่วนตัว
เมื่อปิดประตูหน้าต่างเรียบร้อย ซ่งฉางชิงไม่ได้หยิบพู่กันมาวาดภาพชีพจรทันที แต่กดเสียงต่ำลงแล้วพูดว่า "คุณหนูอวี่ คนในเมืองอิ๋งเสียงต่างรู้จัก 'เซียนเฒ่าเหลา' ท่านรู้สาเหตุหรือไม่?"
"เขามีวิชาเซียนหรือ?" เสี่ยวอวี่ถาม
ซ่งฉางชิงพยักหน้าเบาๆ "อายุยืนยาวก็นับเป็นวิชาเซียนได้กระมัง! เดือนแปดปีที่แล้ว เซียนเฒ่าเหลาจัดงานวันเกิดอายุครบ 348 ปี แม้แต่ท่านอ๋องแห่งมณฑลชิงเหอยังมาร่วมอวยพรด้วยตัวเอง"
"โห อยู่มาสามร้อยกว่าปี สมฉายา 'เซียน' จริงๆ" เสี่ยวอวี่อุทาน
แม้โลกนี้จะมีเทพเซียน แต่ตอนที่หู่เฉินอธิบายความรู้พื้นฐานยุทธ์เซียนก็เคยบอกว่า เว้นแต่จะเป็นปรมาจารย์ที่ฝึกวิชาลมปราณพิเศษ ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปก็มีอายุขัยแค่ร้อยปี
อย่างตัวหู่เฉินเอง ต่อให้ฝึก "เจ็ดสังหารพยัคฆ์มาร" ถึงขั้นสูงสุดคือขั้นเจ็ด ก็ทำได้แค่ไร้โรคภัย อาจจะอยู่เกินร้อยปีได้บ้าง แต่ไม่มีผลยืดอายุขัยเป็นพิเศษ
ซ่งฉางชิงจ้องมองนาง แล้วพูดเสียงขรึม "เซียนเฒ่าเหลาอยู่มาได้นานขนาดนี้ เพราะเขาฝึกวิชาเสริมหยางบำรุงอิน ท่านเข้าใจเรื่องการเสพสังวาสเพื่อบำเพ็ญเพียรหรือไม่? นั่นคือวิชามาร ผู้ฝึกวิถีนี้ร้ายกาจยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก..."
เสี่ยวอวี่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก เพียงแค่ทำท่าเหมือนเข้าใจ "มิน่าล่ะ มังกรตัวผู้ หงส์ตัวเมีย ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล"
คำพูดและท่าทีนิ่งเฉยของนาง ทำให้ซ่งฉางชิงงุนงงไปพักใหญ่
"ท่านอยู่ที่ดินแดนทะเลทราย เคยได้ยินเรื่องศาสตร์แห่งอินหยางด้วยรึ?"
"คนเถื่อนทะเลทรายแม้แต่คำว่า 'อินหยาง' ก็ยังสะกดไม่ถูกด้วยซ้ำ"
เสี่ยวอวี่ทำหน้าดูแคลน ราวกับว่านางเป็นชาวจงหัวผู้สูงส่ง
อืม ในสายตาซ่งฉางชิง นางดูเหมือนพวก "ลืมกำพืด" ที่ชอบเหยียบย่ำบ้านเกิดตัวเอง ดูต่ำตมพิกล
"แล้วท่าน..."
"ท่านไม่เห็นหรือ? ข้าอ่านหนังสือตลอด!"
เสี่ยวอวี่ตบโต๊ะเบาๆ ให้เขาเห็นคำว่า "คัมภีร์ซือจิง" ตัวเบ้อเริ่มบนปกหนังสือ
ซ่งฉางชิงตะลึง "เริ่มอ่านซือจิงแล้วหรือ?"
เขาเริ่มเรียนตอนหกขวบ กว่าจะอ่านซือจิงก็ปาเข้าไปสิบสาม นางเพิ่งออกจากป่ามาได้กี่วันกัน?
"อ่านผ่านๆ ไม่ได้เจาะลึกหรอก แค่ให้ตัวเองพอมีกลิ่นอายปัญญาชนบ้าง ท่านรองซ่ง สิ่งที่ท่านพูดข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่ชี้แนะ เริ่มกันเถอะ" เสี่ยวอวี่กล่าว
"เริ่มอะไร? ท่านเข้าใจแล้วไม่ใช่หรือ?" ซ่งฉางชิงขมวดคิ้ว
"ข้าเข้าใจว่าวิชามังกรตัวผู้คืออะไร แต่ท่านต่างหากที่ไม่เข้าใจความหวังดีของท่านพ่อบุญธรรมที่มีต่อข้า" เสี่ยวอวี่พูดอย่างจริงจัง
ซ่งฉางชิงขยับปากจะพูด แต่ก็อดไม่ได้ "พ่อบุญธรรมของท่านไม่ใช่คนดี"
เสี่ยวอวี่ตอบ "ข้าไม่รู้ว่าคำจำกัดความของ 'คนดี' คืออะไร แต่ข้ามั่นใจว่า ท่านพ่อบุญธรรมเป็นพ่อบุญธรรมที่ดี
อีกอย่าง วันนี้ข้าเป็นคนเสนอตัวจะฝึกวิชาลมปราณเอง ท่านพ่อแค่ช่วยเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้ข้า"
ซ่งฉางชิงมองแววตาแน่วแน่ของนาง สีหน้าเริ่มเหม่อลอย ในหัวพลันปรากฏภาพเด็กชายหน้าตาเกลี้ยงเกลาคนหนึ่ง กับ "พ่อบุญธรรม" ไว้หนวดยาวห้าเส้นอีกคน...
เวลาช่างโหดร้าย เผลอแป๊บเดียว ผ่านไปเกือบสี่สิบปีแล้ว
"หวังว่าท่านจะคิดถูก"
เขาถอนหายใจยาว แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงค่อยๆ งอลงด้วยความหนักอึ้งจากความทรงจำ
"การฝึกเคล็ดการหายใจวิชามังกรตัวผู้ มีหัวใจสำคัญสองประการ ข้อแรก ต้องอ่านคัมภีร์เต๋าให้คล่อง เพื่อสร้าง 'ปราณเต๋า' ขึ้นในกาย จุดนี้สำคัญมาก
ต้องมี 'ปราณเต๋า' เกิดขึ้นก่อน ถึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไปคือ 'การจี้จุดชีพจรวิญญาณ' ได้"
เสี่ยวอวี่สงสัย "ต้องอ่านคัมภีร์เล่มไหน? แล้วปราณเต๋าคืออะไร?"
ซ่งฉางชิงตอบ "คัมภีร์เต๋าเล่มไหนก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดตายตัว
เช่น เต้าเต๋อจิง, หวงถิงจิง, อินฝูจิง, หวงตี้เน่ยจิง, หนานหัวจิง, ไท่ผิงจิง...
อย่างน้อยๆ เต้าเต๋อจิงกับหวงถิงจิง น่าจะหาได้ตามร้านหนังสือและวัดวาอารามทั่วไป
ต่อให้ท่องอยู่เล่มเดียวก็ได้
การท่องคัมภีร์เต๋าเพื่อบ่มเพาะปราณเต๋า ไม่จำเป็นต้องบรรลุหลักธรรมลึกซึ้งอะไร
ปราณเต๋าก็ไม่ได้ลึกลับ
เมื่อครู่ท่านบอกว่าอ่านซือจิงเพื่อซึมซับกลิ่นอายปัญญาชน
ปราณเต๋าก็เปรียบเสมือน 'กลิ่นอายปัญญาชน' ที่เกิดจากการอ่านคัมภีร์เต๋านั่นแหละ
หรือจะเรียกว่า บุคลิกภาพที่แตกต่างจากหนอนหนังสือทั่วไป ซึ่งเกิดจากการท่องคัมภีร์เต๋าเป็นแรมปี นั่นแหละคือ 'ปราณเต๋า'"
"ฟังดูนามธรรมจัง" เสี่ยวอวี่ขมวดคิ้ว
ซ่งฉางชิงกล่าว "ท่านจะฝึกกำลังภายใน ยังจะมาถามหาความเป็นรูปธรรมอะไรอีก?"
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ? จี้จุดชีพจรวิญญาณยังไง?" เสี่ยวอวี่ถามต่อ
"เมื่อมีปราณเต๋าแล้ว ให้หาห้องเงียบๆ อุณหภูมิพอดี ไม่ร้อนไม่หนาว ไม่หิวไม่กระหาย พยายามตัดการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า แล้วท่องเคล็ดวิชาลมปราณมังกรตัวผู้ในใจ
ค่อยๆ 'ปราณเต๋า' จะรวมตัวกันที่จุดจุดหนึ่ง แล้ววิ่งไปตามเส้นชีพจร
ให้ท่องเคล็ดวิชาต่อไปไม่หยุด พร้อมกับจินตนาการภาพการไหลเวียนของชีพจรตามวิชามังกรตัวผู้ในหัว
ในภาพจินตนาการนั้น ให้ 'จี้' ไปยังจุดที่ 'ปราณเต๋า' กระโดดไปถึง
จุดเหล่านั้นจะเกิดกระแสความร้อนอุ่นๆ ขึ้น กระแสความร้อนนั้นคือลมปราณแรกเริ่ม
เมื่อกระแสความร้อนไหลเวียนครบหนึ่งรอบ แล้วกลับสู่จุดตานเถียนจนนิ่งสงบ ถือว่าเข้าสู่ประตูแห่งลมปราณแล้ว หลังจากนั้นก็ง่าย เพียงแค่นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรไปเรื่อยๆ"
เห็นสีหน้าว่างเปล่าของเสี่ยวอวี่ ซ่งฉางชิงจึงถาม "ข้าพูดไม่ชัดเจนตรงไหน? ท่านยังไม่เข้าใจตรงไหนอีก?"
เสี่ยวอวี่คิดครู่หนึ่ง "แค่ท่องเคล็ดวิชา ข้าก็จะสัมผัสถึง 'ปราณเต๋า' ได้เลยหรือ?"
ไอ้เรื่องไล่จี้จุดตาม "ปราณเต๋า" ในแผนภาพน่ะเข้าใจง่าย แต่ปัญหาคือต้องสัมผัส "ปราณเต๋า" ให้ได้ก่อนนี่สิ!
"การท่องเคล็ดวิชาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้ 'ปราณเต๋า' รวมตัว ในความเป็นจริง มีปัจจัยมากมายที่กำหนดความสำเร็จ
แต่ท่านไม่ต้องรีบร้อน ล้มเหลวก็ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
แค่หมั่นอ่านคัมภีร์เต๋า ทำจิตใจให้สงบ ลองทำบ่อยๆ เดี๋ยวก็สำเร็จสักวัน
ล้มเหลวไม่มีผลเสีย แต่ถ้าสำเร็จแค่ครั้งเดียว ก็คือสำเร็จตลอดไป" ซ่งฉางชิงกล่าว
"ท่านรองซ่ง ท่านเคยฝึก 'ลมปราณศาสตราเทพ' หรือไม่? วิชามังกรตัวผู้มี 'ศาสตราเทพ' ที่ช่วยในการเข้าถึงลมปราณคล้ายๆ กันไหม?"
ก่อนหน้านี้นางคิดว่าวิชาที่ต้องใช้อาวุธวิเศษช่วยฝึกนั้นยากและมีเกณฑ์สูง
แต่พอรู้วิธีฝึกของวิชามังกรตัวผู้ นางถึงเข้าใจว่า การใช้อาวุธวิเศษช่วยมันเป็นแค่เงื่อนไขทางวัตถุที่ยุ่งยาก แต่ความต้องการในตัวผู้ฝึกกลับต่ำมาก
ส่วนวิชามังกรตัวผู้ที่ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุภายนอก กลับต้องการคุณสมบัติของผู้ฝึกที่สูงและเข้มงวดกว่า
ซ่งฉางชิงส่ายหน้า "ข้าไม่ได้ฝึกลมปราณศาสตราเทพ จริงๆ แล้วข้าฝึกวิชามังกรตัวผู้ไม่สำเร็จ
ตอนนี้ข้าฝึก 'เจ็ดสังหารพยัคฆ์มาร' เหมือนท่านแม่ทัพกวน
แต่วิชามังกรตัวผู้แม้ไม่มี 'ศาสตราเทพ' ก็น่าจะใช้ยาวิเศษช่วยเพิ่มโอกาสในการ 'จี้จุดชีพจรวิญญาณ' ได้
ไม่ว่าจะยังไง การหมั่นอ่านคัมภีร์เต๋าเพื่อบ่มเพาะ 'ปราณเต๋า' ก็เป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ ยาเป็นแค่ตัวช่วย
ท่านแม่ทัพกวนพูดถูกอยู่อย่างหนึ่ง วิชามังกรตัวผู้ถอดแบบมาจากคัมภีร์ลับสายเต๋าโบราณของอาณาจักรจงหัว
จะฝึกวิชาสายเต๋า ก็ต้องอ่านคัมภีร์เต๋า
เหมือนกับการสอบจอหงวนของแคว้นสู่ ผู้สอบได้ที่หนึ่งย่อมต้องแตกฉานในตำรา
ส่วนพวก 'เจ็ดสังหารพยัคฆ์มาร' หรือ 'ลมปราณศาสตราเทพ' อะไรพวกนั้น ไม่ได้ต้องการความรู้หนังสืออะไร ต่อให้เป็นคนไม่รู้หนังสือ ก็ฝึกจนบรรลุขั้นสูงได้"
เสี่ยวอวี่ประหลาดใจ "ท่านเองก็ฝึกเจ็ดสังหารพยัคฆ์มารหรือ? อ้อ จริงสิ เมื่อครู่เหมือนท่านจะเรียก 'ท่านกวน' ว่าพ่อบุญธรรม หมายถึง 'ท่านกวน' คนไหน?"
ซ่งฉางชิงตอบเสียงเรียบ "คุณหนูอวี่ ข้ามีหน้าที่แค่สอนวิชามังกรตัวผู้ให้ท่านเท่านั้น!"
เสี่ยวอวี่มองเขาอย่างลึกซึ้ง "ก็ได้ ท่านว่าต่อ"
คัมภีร์เต้าเต๋อจิงกับหวงถิงจิง เป็นของหาง่ายจริงๆ ในโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลมีวางอยู่หลายชุด
เสี่ยวอวี่นั่งกอดคัมภีร์เต้าเต๋อจิงอ่านตลอดช่วงบ่าย
ถ้าไม่อ่านเอาความหมาย แค่ท่องจำตัวอักษรกว่าหมื่นคำให้ได้ ก็พอไหวอยู่
อืม นางพบว่าความจำและไหวพริบในชาตินี้เหนือกว่าชาติที่แล้วมาก และดูเหมือนจะเก่งขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย
ถ้าชาติที่แล้วมีพรสวรรค์ขนาดนี้ ชิงหัวหรือปักกิ่งก็ไม่ใช่แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป
เต้าเต๋อจิงในชาติก่อนนางไม่เคยอ่านจริงจัง แต่จำได้ว่ามีแค่ห้าหกพันคำ ฉบับที่ถืออยู่นี้สั้นกว่าอีก มีแค่สามพันห้าร้อยกว่าคำ ส่วนที่เหลือเป็นคำอธิบายของพวก "ปรมาจารย์เต๋า" ทั้งนั้น
คืนนั้น นางลอง "จี้จุดชีพจรวิญญาณ" ตามแผนภาพวิชามังกรตัวผู้
งมโข่งจนถึงเที่ยงคืน จนหัวฟูไปหมด ก็ไม่ได้อะไรเลย
แต่เสี่ยวอวี่ไม่ท้อ กลับยิ่งมุ่งมั่นกว่าเดิม: ต้องอ่านคัมภีร์เต๋าให้เยอะเข้าไว้! ต่อให้ฝึกวิชามังกรตัวผู้สำเร็จ ก็ต้องอ่านต่อ
ถ้านางอยากแค่ท่องยุทธภพ ก็คงเลือกฝึกวิชาที่คนไม่รู้หนังสือก็ฝึกได้ไปแล้ว
แต่ยุทธภพเป็นแค่หมู่บ้านเริ่มต้นในใจนาง เป้าหมายในอนาคตคือการบำเพ็ญเพียนเป็นเซียน
คัมภีร์เซียนสายเต๋า ย่อมต้องยากและลึกซึ้งกว่าวิชามังกรตัวผู้หลายเท่า
วันนี้แค่วิชามังกรตัวผู้ยังเอาไม่อยู่ การเป็นเซียนคงเป็นแค่ฝันกลางวัน
ขนาดอัจฉริยะอย่างหงอคง ยังต้องนั่งฟังธรรม คัดอักษร จุดธูปอยู่ที่ถ้ำสามดาวตั้งเจ็ดปี!
เช้าวันรุ่งขึ้น ยังไม่ทันตีกระดิ่งบอกเวลา โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลก็สว่างไสว ผู้คนพลุกพล่าน
หู่เฉินกับทหารม้าแคว้นสู่ห้าร้อยนาย สวมเกราะเต็มยศ จัดขบวนเรียบร้อย จูงม้าไปรอที่ปากทางทิศตะวันตกห่างออกไปห้าลี้
เลี่ยหยางโหวจะมาถึงช่วงบ่าย พวกเขาจึงมารอรับแต่เช้าตรู่
เสี่ยวอวี่กับกวนจงที่เป็น "คนนอก" ไม่ได้ตามไป
"ท่านโหวจะมาแล้ว แค่ได้สมทบกับท่านโหว 'เคราะห์กรรม' ของนายท่านก็จะละลายหายไปเหมือนเกล็ดน้ำแข็งในน้ำเดือดทันที" บนใบหน้ากวนจงมีความดีใจปนความตึงเครียด "ขอแค่ทนอีกครึ่งวัน อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้น อย่ามีเรื่องเลย..."
(จบแล้ว)