- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 46 ศิษย์รองบรรลุแล้ว
บทที่ 46 ศิษย์รองบรรลุแล้ว
บทที่ 46 ศิษย์รองบรรลุแล้ว
บรรดาผู้อาวุโสแห่งสำนักเขาชิงซานกับปรมาจารย์บรรพชนแห่งเขาชิงซานในท้ายที่สุดก็รู้ผลแพ้ชนะ
แม้มิได้ใช้วรยุทธ์ระดับผสานกาย แต่เหมยไฉเซาก็มีร่างกายแกร่งทนระดับผสานกายอย่างแท้จริง ภายนอกดูเหมือนถูกทุบตีจนหน้าบวมปูดเขียวช้ำ แต่แท้จริงแล้วมิได้เป็นอะไรมาก ตรงกันข้าม บรรดาผู้อาวุโสสำนักเขาชิงซานกลับถูกสั่งสอนจนสะบักสะบอมเสียมากกว่า
หลังจากจับบรรดาผู้อาวุโสสำนักเขาชิงซานที่สภาพคล้าย ‘ศพ’ กองรวมกันแล้ว เหมยไฉเซาก็ปัดไม้ปัดมือ ทันทีที่เหลิ่งหนิงซวงและคนอื่นๆ คิดว่าเหมยไฉเซาจะไปดูเรื่องสนุก เหมยไฉเซากลับนั่งขัดสมาธิลงบนโต๊ะ สองมือกดลงบนหัวเข่าอย่างแรง
“นังหนูแซ่เหลิ่ง วาจาที่เจ้าพูดเมื่อครู่นี้ ยังนับเป็นคำมั่นอยู่หรือไม่?”
เหลิ่งหนิงซวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“ท่านเจ้าเมืองได้มอบอำนาจให้ข้าจัดการเรื่องราวหลังจากนี้ทั้งหมด ตราบใดที่ไม่ขัดต่อหลักการ ย่อมถือเป็นคำมั่น”
“เฮ้อ... มิได้เกินเลยปานนั้น ข้าเพียงอยากจะสนทนาเรื่องของพี่น้องตัวน้อยเหล่านี้สักหน่อย”
เหมยไฉเซากวักมือเรียกไปทางแรคคูน เจ้าแรคคูนก็กระโจนมายืนอยู่ข้างกายเหมยไฉเซาทันที พร้อมกับโค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม
“ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงพอดูออกแล้วกระมัง ว่าพวกมันเปิดสติปัญญาแล้ว แต่หาใช่มารไม่ หากแต่เป็นภูต”
บิดามารดาสกุลเสิ่นรีบส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นไปทางแรคคูนทันที แม้แต่เสิ่นจื้อชิงที่กำลังจมอยู่ในห้วงความคิดยังเงยหน้าขึ้นมอง
พวกเขาตระหนักรู้เรื่องการบำเพ็ญเพียร แต่ก็เป็นเพียงปุถุชน จึงมิได้เข้าใจในรายละเอียด และเรื่องของภูตนั้นจัดเป็นส่วนที่ค่อนข้างลึกลับซับซ้อน
เต้าไห่พยักหน้าและกล่าวเสริมว่า “มีคำร่ำลือว่า สัตว์ที่เปิดสติปัญญาแต่กำเนิดคือมารแต่กำเนิด เดรัจฉานเรียนรู้ความโลภ โกรธ หลง ของมนุษย์ จึงกลายเป็นมาร และเมื่อระดับบำเพ็ญสูงขึ้น มารก็จะยิ่งใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ”
“เริ่มจากเอื้อนเอ่ยวาจามนุษย์ จนถึงยืนหยัดด้วยสองขา จากนั้นงอกนิ้วมือทั้งห้า และท้ายที่สุดก็แปลงกายเป็นมนุษย์”
“ภูตกับมารนั้นมีต้นกำเนิดเดียวกัน ล้วนถือกำเนิดเพราะมนุษย์ แต่ที่แตกต่างคือ การเปิดสติปัญญาของภูตนั้นอาศัยวาสนาและการตั้งใจบำเพ็ญเพียร หลังจากเปิดสติปัญญา แม้พวกมันจะเอ่ยวาจามนุษย์และงอกนิ้วมือทั้งห้าได้ แต่พวกมันจะไม่แปลงกายเป็นมนุษย์ หากแต่จะยังคงรักษารูปลักษณ์ดั้งเดิมบางส่วนเอาไว้”
“อริยะโบราณชางชิงได้บรรลุธรรมในร่างพฤกษา จวบจนบัดนี้ก็ยังคงรูปลักษณ์เป็นต้นไม้ยักษ์เสียดฟ้า”
“ทว่าเส้นทางของภูตนั้นยากลำบากกว่าการเป็นมารนับร้อยเท่า จำต้องอาศัยวาสนาอย่างยิ่ง ดังนั้นสำนักเหล่านั้นจึงเลือกที่จะเพาะเลี้ยงสัตว์อสูร” เหลิ่งหนิงซวงส่ายหน้าอย่างจนใจ “ในแต่ละปีมีผู้คนล้มตายไม่น้อยเพราะปัญหาเรื่องสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งควบคุมไม่ได้”
เต้าไห่เดิมทีคิดจะพยักหน้าเห็นด้วย แต่เมื่อนึกถึงหลี่เหยี่ยนโม่และภาพเหล่าสัตว์ที่ฝึกฝนวรยุทธ์กันเองในคืนนั้น ก็อดหัวเราะออกมามิได้ พลางแก้ไขความเข้าใจว่า
“เส้นทางของภูตมิได้ยากเย็น เพียงแต่การเป็นมารนั้นสะดวกสบายเกินไปต่างหาก”
เหลิ่งหนิงซวงรู้สึกขัดใจโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง จึงได้แต่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
เวลานั้นแรคคูนก็กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ต้องขอบคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาอบรมสั่งสอนและชี้แนะโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สมาชิกสกุลเสิ่นทั้งสามต่างพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ
หลี่เหยี่ยนโม่นั้นใจป้ำยอมทุ่มทรัพยากรอย่างแท้จริง ผลวิญญาณระดับต่ำยัดใส่ปากพวกมันราวกับขนมหวาน แต่สิ่งที่ทำให้พวกมันซาบซึ้งที่สุดคือทัศนคติของหลี่เหยี่ยนโม่ที่มีต่อการบำเพ็ญเพียรของพวกมัน นอกจากจะไม่เร่งรัดให้ฝึกฝนแล้ว ยังให้พวกมันพักผ่อนอย่างถูกสุขลักษณะ ห้ามใช้การบำเพ็ญเพียรแทนการนอนหลับ
เหมยไฉเซาเอ่ยขึ้นว่า “หลังจากนี้ทางสำนักเต๋าคงจะส่งคนมาตรวจสอบสถานการณ์ในเมืองรื่อเซิง สวนสัตว์วิญญาณใหญ่โตปานนั้นตั้งตระหง่านอยู่ ย่อมก่อให้เกิดคลื่นลมไม่มากก็น้อย พอดีกับที่สหายตัวน้อยแซ่หลี่มีนาวิญญาณอยู่แห่งหนึ่งที่ตำบลลั่วหยาง ดังนั้นข้าจึงตั้งใจจะหารือกับสหายตัวน้อยแซ่หลี่ ใช้วิชาศักดิ์สิทธิ์ย้ายสวนสัตว์วิญญาณไปไว้ที่ด้านหนึ่งของตำบลลั่วหยาง”
“ที่นั่นค่อนข้างเงียบสงบ สะดวกแก่การให้พี่น้องตัวน้อยเหล่านี้ตั้งใจบำเพ็ญเพียร วันหน้าหากเมืองรื่อเซิงประสบปัญหาอันใด ก็ยังสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้”
เหลิ่งหนิงซวงครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า และกล่าวเสริมว่า “ประเดี๋ยวข้าจะไปหาท่านเจ้าเมือง ในมือของเขาน่าจะมีแผนผังค่ายกลสำหรับปิดกั้นการตรวจสอบอยู่”
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนมือปราบเหลิ่งแล้ว”
เมื่อเห็นเหมยไฉเซาดูจริงจังและพึ่งพาได้ถึงเพียงนี้ เจ้าสำนักเขาชิงซานที่เพิ่งจะยันกายลุกขึ้นมาได้อย่างยากลำบากก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคือง
ยามที่เหมยไฉเซาเป็นปรมาจารย์บรรพชน ไม่เคยพึ่งพาได้เช่นนี้มาก่อนเลย!
“สำนักเขาชิงซานก็จะช่วยเหลือพี่น้องตัวน้อยเหล่านี้อย่างเต็มกำลังเช่นกัน พอดีในหอคัมภีร์ยังมีเคล็ดวิชาอีกไม่น้อย ภายหลังข้าจะย้ายศิลาบรรลุธรรมก้อนหนึ่งไปไว้ในนาวิญญาณของเจ้าสำนักหลี่”
เพื่อไม่ให้น้อยหน้าเหมยไฉเซา เจ้าสำนักเขาชิงซานจึงรีบเอ่ยปากทันที
เหมยไฉเซาเบิกตากว้างทันใด “เสี่ยวหลิ่ว! แต่ก่อนข้าขอศิลาบรรลุธรรมจากเจ้าสักก้อน ให้ตายเจ้าก็ไม่ยอมให้ข้า!”
“หุบปาก! ให้เจ้าไปก็สิ้นเปลืองเปล่า!”
เมื่อเห็นสำนักเขาชิงซานเริ่มเกิดความวุ่นวายภายในอีกคำรบ เหลิ่งหนิงซวงและคนอื่นๆ ก็ระอาใจ จึงปล่อยห้องโถงนี้ให้คนของสำนักเขาชิงซานทะเลาะกันไปเอง
เหลิ่งหนิงซวงเดิมทีตั้งใจจะพาสกุลเสิ่นทั้งสามเดินชมสถานที่ แต่พ่อบ้านสวี่เข้ามาตามตัวกลางคันเสียก่อน
แม้จะมีเมืองรื่อเซิงสำรอง แต่ราษฎรจำนวนมากในเมืองรื่อเซิงต่างไม่สมัครใจจะอยู่อาศัยต่อ ตลาดการค้าทั้งเมืองรื่อเซิงเป็นอัมพาตไปแล้ว และพวกหลี่ชิวก็ตายไปแล้ว แผงร้านค้าจำนวนมากจำเป็นต้องมีคนมารับช่วงต่อ หากปล่อยทิ้งไว้ เมืองรื่อเซิงทั้งเมืองอาจหลุดจากวงโคจร กลายเป็นเมืองร้างโดยสมบูรณ์ และสกุลเสิ่นเป็นตระกูลเดียวที่สามารถรับช่วงต่อได้
แต่เรื่องนี้ใช่ว่านึกจะรับ ก็รับไหว
เสิ่นว่านซานกับหลินจื่อเดิมทีอยากจะดึงเสิ่นจื้อชิงไปด้วย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเสิ่นจื้อชิงยังต้องรับผิดชอบเรื่องการส่งมอบกับสำนักเขาชิงซาน จึงพากันไปเอง
เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เหลิ่งหนิงซวงจึงนำมือปราบจำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย ส่วนเต้าไห่พาแรคคูนกลับสวนสัตว์วิญญาณเพื่อมิให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน
ไปๆ มาๆ จึงเหลือเพียงเสิ่นจื้อชิงนั่งครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ใต้ศาลารับลมเพียงลำพัง
เสิ่นจื้อชิงรู้ดีว่าพรสวรรค์ของตนมีจำกัด ยากจะช่วยเหลือหลี่เหยี่ยนโม่ในด้านระดับบำเพ็ญได้ และประสบการณ์เมื่อคืนวานก็ทำให้เสิ่นจื้อชิงตระหนักถึงความโหดร้ายน่าสะพรึงกลัวของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร หากต้องการช่วยหลี่เหยี่ยนโม่ เขาจำต้องใช้จุดแข็งของตนเอง นั่นคือการบริหารและการค้า
แต่สิ่งที่เสิ่นจื้อชิงกำลังคิดในขณะนี้มิใช่เรื่องการรับช่วงทรัพย์สินของสำนักเขาชิงซาน หากแต่เป็นระบบจดทะเบียนสำนักที่ราชวงศ์ต้าอวี่ต้องการผลักดัน
หากระบบจดทะเบียนสำนักถูกนำมาใช้ ย่อมเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของมหาโลกธาตุไปทั้งใบ
ดังนั้นเสิ่นจื้อชิงจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับโครงการนี้
หากราชวงศ์ต้าอวี่มีความสามารถในการกดข่มพันธมิตรล้านสำนักของสำนักเต๋า ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องเตรียมการเรื่องระบบจดทะเบียนสำนัก การที่ราชวงศ์ต้าอวี่ไม่ได้จัดเตรียมสวัสดิการที่เหมาะสมไว้ ย่อมพิสูจน์ในทางอ้อมแล้วว่าราชวงศ์ต้าอวี่เองก็ไม่มีความมั่นใจ
แม้ท่านอาจารย์หลี่เหยี่ยนโม่ของเขาจะได้ครอบครองสำนักเขาชิงซาน และเบื้องหลังยังมีเซียนกระบี่ผู้คลั่งรักที่ลึกลับผู้นั้นหนุนหลัง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับพันธมิตรล้านสำนัก ก็ยังถือว่าบางเบาเกินไป
การที่เฟิงโส่วอวิ๋นเสนอเรื่องการจดทะเบียนสำนักนั้นอยู่ในความคาดหมาย พวกเขาเองย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นในมุมมองของเสิ่นจื้อชิง การรักษาความสัมพันธ์แบบคลุมเครือ ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ตอบรับ จึงจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
ทว่าหลี่เหยี่ยนโม่กลับเลือกที่จะจดทะเบียนสำนักอย่างไม่ลังเล ทั้งยังกล่าวอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาได้กำไรและชิงลงมือก่อน
“ท่านอาจารย์... ต้องพูดกับข้าเป็นแน่”
เสิ่นจื้อชิงลุกขึ้นยืน สองมือไพล่หลัง เดินวนเวียนไปมาใต้ศาลารับลม พึมพำคำว่า ‘กำไร’ และ ‘ชิงลงมือก่อน’ ซ้ำไปซ้ำมา
หยาดน้ำหยดหนึ่งตกลงบนใบไม้ แล้วกระดอนขึ้น
ดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อยของเสิ่นจื้อชิงเบิกกว้างขึ้นฉับพลัน นึกถึงวาจาที่เฟิงโส่วอวิ๋นเคยกล่าวไว้
[สำนักยุทธจะมอบหลักประกันในทรัพย์สินของสำนักท่าน และมอบช่องทางอำนวยความสะดวก ข่าวกรอง สมบัติวิญญาณ โอสถ แก่สำนักท่าน แน่นอนว่าส่วนเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการสร้างเนื่องจากระบบจดทะเบียนยังไม่เสร็จสิ้น...]
“กำไร... ชิงลงมือก่อน! ที่ท่านอาจารย์ต้องการจะสื่อ แท้จริงแล้วคือสิ่งนี้หรือ!”
เสิ่นจื้อชิงรู้สึกเพียงเลือดลมเดือดพล่าน ความเลื่อมใสที่มีต่อหลี่เหยี่ยนโม่ยิ่งพรั่งพรูออกมาดุจสายน้ำหลาก