- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 31 อันที่จริงอาตมากลัวกว่าโยมอีก
บทที่ 31 อันที่จริงอาตมากลัวกว่าโยมอีก
บทที่ 31 อันที่จริงอาตมากลัวกว่าโยมอีก
หลังจากช่วยให้เสิ่นจื้อชิงหลุดพ้นจากวังวนของการบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จ หลี่เหยี่ยนโม่ก็รู้สึกถึงความภาคภูมิใจและความเป็นอาจารย์อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
ภายหลังหลี่เหยี่ยนโม่จึงได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วน พบว่าเจี้ยนเซิน ศิษย์คนโตของเขา ดูเหมือนจะไม่เคยส่งสายตาชื่นชมมาให้เขาเลยสักครั้ง แม้กระทั่งตอนที่เขาแสดงวิชาดวงตาแสงความร้อนอันแสนมหัศจรรย์พันลึก นางกลับส่งสายตาแปลกๆ มาให้เสียอย่างนั้น
คิดดูแล้ว... คงเป็นเพราะเขาในฐานะอาจารย์ไม่เคยกล่าววาจาคมคายดั่งยอดฝีมือให้นางฟังกระมัง
ยิ่งคิดหลี่เหยี่ยนโม่ก็ยิ่งมั่นใจ จึงรีบเร่งเดินทางกลับไปยังตำบลลั่วหยาง
เมื่อถึงบ้านก็เป็นเวลาบ่ายคล้อย เจี้ยนเซินกำลังถือไม้เท้าสีดำไม่ทราบที่มาเล่นอยู่ในมือ
หลี่เหยี่ยนโม่เพิ่งผลักประตูรั้ว เจี้ยนเซินก็หันดวงตาสีแดงมามอง
“ท่านอาจารย์ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
“อะแฮ่ม! เจ้าใหญ่ ช่วงนี้เจ้ามีเรื่องกลุ้มใจอันใดหรือไม่?”
หลี่เหยี่ยนโม่กระแอม เท้าเอว พยายามวางมาดให้ดูลึกลับสูงส่ง
เขาใช้ท่าทีนี้แหละที่ทำให้เสิ่นจื้อชิงตกตะลึงจนตาเบิกโพลง และเจี้ยนเซินก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสามปีเท่านั้น
“ไม่มี”
“...มะ ไม่มีรึ?” หลี่เหยี่ยนโม่ที่ยืดอกอย่างผ่าเผยพลันห่อไหล่ลง
“ท่านอาจารย์พูดเช่นนี้ ศิษย์นึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้มีเรื่องกลุ้มใจอยู่บ้าง”
เจี้ยนเซินเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย พยักหน้าให้หลี่เหยี่ยนโม่ราวกับเพิ่งนึกอะไรออก
“ช่วงนี้ผู้คนในตำบลลั่วหยางต่างร่ำลือกันว่า ท่านอาจารย์ถูกจับขังคุกเพราะเที่ยวหอคณิกาและบ่อนพนันอยู่เป็นประจำ เข้าคุกบ่อยราวกับกลับบ้าน”
“...อะแฮ่ม! เจ้าใหญ่ เรื่องนี้มีความลับที่บอกใครไม่ได้อยู่มากมาย”
หลี่เหยี่ยนโม่กระแอมแก้เก้อ หลบสายตาที่เรียบเฉยแต่แฝงแรงกดดันมหาศาลของเจี้ยนเซิน
เจี้ยนเซินถอนหายใจเบาๆ เบือนหน้าหนี “ศิษย์เชื่อว่าท่านอาจารย์มิใช่คนเหลวไหลไร้ศีลธรรมอย่างที่พวกเขากล่าวหา แต่ท่านอาจารย์ ปราณเที่ยงธรรมวัดที่การกระทำมิใช่วัดที่ใจ ท่านแปดเปื้อนสิ่งโสมมมาไม่น้อย ย่อมง่ายที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด”
“อย่างนั้นหรือ?” หลี่เหยี่ยนโม่ดึงคอเสื้อขึ้นมาดม แต่ก็ไม่ได้กลิ่นแปลกปลอมอันใด
เหลิ่งหนิงซวงเองก็เคยพูดถึงเรื่องนี้
เหลิ่งหนิงซวงเป็นมือปราบ สังกัดสำนักยุทธ มีทั้งปราณเที่ยงธรรมคุ้มกาย และพลังชะตาเมืองของสำนักยุทธปกป้อง ไม่ต้องกังวลว่าจะแปดเปื้อนสิ่งโสมมจากกิเลสสามประการ โลภ โกรธ หลง
แต่ตัวเขาไม่มีพลังชะตาเมืองคุ้มกัน แม้เจตนาเดิมคือเพื่อทำลายแผนการของลัทธิเซียนปีศาจ แต่ปราณเที่ยงธรรมที่ถูกจักรพรรดิอวี่แก้ไขกฎเกณฑ์ย่อมตัดสินที่การกระทำ มิใช่เจตนา
ดังนั้นปีศาจพยัคฆ์ที่จับคนมาสวดมนต์เทศนาโปรดสัตว์จึงได้รับพลังเสริมจากปราณเที่ยงธรรม และพวกหลี่ชิวที่แจ้งจับบ่อนพนันก็ได้รับพลังเสริมจากปราณเที่ยงธรรมเช่นกัน
“ไม่เป็นไร รอให้เรื่องที่เมืองรื่อเซิงจบลง สิ่งโสมมเหล่านี้ก็จะสลายไปเอง”
เห็นหลี่เหยี่ยนโม่ทำท่าทองไม่รู้ร้อน เจี้ยนเซินก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เมื่อคิดว่าการกระทำของหลี่เหยี่ยนโม่ก็เพื่อทำลายแผนการของลัทธิเซียนปีศาจ จึงได้แต่ทำใจอย่างจนปัญญา
พักอยู่ในเรือนไม้ครึ่งค่อนวัน จนดึกสงัด เมื่อแน่ใจว่าเจี้ยนเซินหลับไปแล้ว หลี่เหยี่ยนโม่จึงค่อยๆ ปิดประตู ย่องออกจากเรือนไม้ไปเงียบๆ
เส้นทางกลับเมืองรื่อเซิงเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงร้องระงม วันนี้ฟ้าครึ้ม ถนนจึงมืดมิดเป็นพิเศษ
ความหนาวเย็นที่บอกไม่ถูกทำให้หลี่เหยี่ยนโม่เร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว หารู้ไม่ว่าเงาตะคุ่มที่ไหวเอนราวดั่งเปลวไฟนั้น คือตะขาบยักษ์ที่ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นจากเงามืดอย่างเงียบเชียบ
[สิ่งโสมมจากกิเลสสามประการ...]
ตะขาบอ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวที่น่าสะพรึงกลัว ม้วนร่างอันมหึมาเตรียมจะฉกกัดหลี่เหยี่ยนโม่
ทันใดนั้น แสงจันทร์นวลใยสายหนึ่งก็สาดส่องลงมา ตะขาบชะงัก
วันนี้ฟ้าครึ้ม จะมีแสงจันทร์ได้อย่างไร?
ตะขาบเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ ในดวงตาสะท้อนประกายกระบี่สายหนึ่ง
หลี่เหยี่ยนโม่จามออกมาหนึ่งที หันกลับไปมอง แต่ข้างหลังว่างเปล่าเงียบสงัด ดูสงบสุข
“คิดไปเองหรือ?”
หลี่เหยี่ยนโม่พึมพำกับตัวเองแล้วเร่งฝีเท้า
ผ่านอารามเต๋า หลี่เหยี่ยนโม่ไม่ได้คิดจะหยุดพัก แต่ขณะเดินผ่านกลับได้ยินเสียงเรียก
“ประสก รบกวนสนทนากันสักครู่ได้หรือไม่?”
หลี่เหยี่ยนโม่ไม่ตอบ กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ไม่นานนัก หลี่เหยี่ยนโม่ก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศไล่หลังมา
“ประสก! ประสก!”
หลี่เหยี่ยนโม่เปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง ถึงขั้นใช้วิชาวายุตามใจนึกพุ่งตัวไปข้างหน้า แต่เงาร่างนั้นก็ยังไล่ตามมาทัน ทันทีที่เข้าใกล้ แสงสะท้อนจากศีรษะโล้นเลี่ยนของอีกฝ่ายก็แยงตาหลี่เหยี่ยนโม่เข้าอย่างจัง
เป็นภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง ห่มจีวร มือซ้ายถือประคำ มือขวาถือบาตร วิ่งเหยาะๆ ขนาบข้างหลี่เหยี่ยนโม่อย่างสบายอารมณ์
ฝีมือระดับนี้ อย่างน้อยต้องอยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน
“ประสก ประสก อาตมาเห็นท่านเดินเหินคล่องแคล่ว ดูไม่เหมือนขอบเขตกลั่นลมปราณเลยนะ!”
หลี่เหยี่ยนโม่กลัวว่าภิกษุรูปนี้จะโพล่งออกมาว่าข้าดูแล้วเจ้าไม่ใช่คน แล้วซัดฝ่ามือมังกรฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา จึงรีบยืนยัน
“ข้าไม่ใช่ปีศาจ ข้าเป็นคน! ท่านตามข้ามาทำไม!”
“เอ้อ... ประสกเข้าใจผิดแล้ว อาตมาเพียงแค่อยากถามคำถามประสกสักสองสามข้อเท่านั้น”
ภิกษุหนุ่มหัวเราะร่า เก็บบาตรเข้าแขนเสื้อ
“ถามจบแล้วท่านจะไปใช่ไหม?”
“สมณะไม่กล่าวมุสาวาทา”
“ประสก ลัทธิเซียนปีศาจให้ผลประโยชน์อันใดแก่ท่านหรือ?”
ภิกษุหนุ่มยังคงยิ้มแย้ม แต่ประกายตาทำให้หลี่เหยี่ยนโม่ขนลุกซู่ หากพลาดพลั้ง อีกฝ่ายอาจซัดฝ่ามือมังกรฟ้าฟาดลงมาจริงๆ
หลี่เหยี่ยนโม่นึกถึงคำเตือนของเจี้ยนเซิน ตัวเขาแปดเปื้อนสิ่งโสมม ง่ายที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด
“เรื่องนี้พูดยาว”
“ไม่เป็นไร เราคุยไปกินไปก็ได้” ภิกษุหนุ่มหยิบข้าวปั้นออกมาจากแขนเสื้อด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นว่าสลัดภิกษุรูปนี้ไม่หลุดแน่ หลี่เหยี่ยนโม่จึงชะลอฝีเท้า รับข้าวปั้นมาแต่ยังไม่กินทันที รักษาระยะห่างอย่างระแวดระวัง
“ตอนไปเมืองรื่อเซิง ข้าเจอปีศาจพยัคฆ์ที่สวดมนต์เทศนาได้ มันจับคนไป หวังใช้วิชาพุทธเปลี่ยนคนให้เป็นผีสมิง มันยังมีอาจารย์เป็นอรหันต์พยัคฆ์อีกด้วย”
ภิกษุหนุ่มชะงัก ลูบศีรษะแก้เก้อ
“อั้ยหยา! ประสกคงไม่ได้คิดว่าอาตมาเป็นคนของลัทธิเซียนปีศาจส่งมาลองเชิงกระมัง”
“กันไว้ดีกว่าแก้ หากท่านไม่ใช่ พวกเราไปที่สำนักยุทธกัน” หลี่เหยี่ยนโม่จ้องมองดวงตาของภิกษุหนุ่มเขม็ง
ในแผนการของเขากับเหลิ่งหนิงซวง มีขั้นตอนที่ลัทธิเซียนปีศาจจะเข้ามาติดต่อเขาด้วยตัวเอง
แต่ลัทธิเซียนปีศาจทำงานรอบคอบ ไม่มีทางเข้ามาติดต่อโง่ๆ ย่อมต้องมีการลองเชิงก่อน
“ตกลง ประสก อาตมาฉายาเต้าไห่ ไม่ทราบนามของประสกคือ...”
เต้าไห่หัวเราะร่า พยักหน้ารับ หยิบข้าวปั้นอีกก้อนออกมาจากแขนเสื้อ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างสบายอารมณ์
“ก่อนจะถึงสำนักยุทธ ข้าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น”
“นั่น... ก็ได้”
ภิกษุหนุ่มเกาศีรษะอย่างจนปัญญา ดวงตาที่เหลือบขึ้นมองเห็นประกายกระบี่ซ่อนอยู่ในเงาไม้บนยอดไม้
“ประสก อันที่จริงอาตมากลัวกว่าโยมอีก”
“ฮ่าๆๆ”
หลี่เหยี่ยนโม่หัวเราะแสดงความไม่เชื่อ
ทั้งสองเดินตามกันมาจนฟ้าสางก็ถึงเมืองรื่อเซิง
ขณะกำลังจะเข้าเมือง หลี่เหยี่ยนโม่ก็นึกขึ้นได้ว่า หากเขาเดินกับพระสงฆ์ จะถูกคนของลัทธิเซียนปีศาจพบเห็น จนทำให้แผนการของเขากับเหลิ่งหนิงซวงพังทลายหรือไม่
ความจริงมาถึงขั้นนี้ หลี่เหยี่ยนโม่ก็เชื่อแล้วว่าเต้าไห่ไม่ใช่คนของลัทธิเซียนปีศาจ
ขณะที่หลี่เหยี่ยนโม่กำลังคิดว่าจะบอกเต้าไห่อย่างไร ก็เห็นเต้าไห่สะบัดจีวร กลับด้านในออก จีวรเรียบง่ายกลายเป็นเสื้อคลุมหรูหรา เต้าไห่ลูบศีรษะอีกที ศีรษะโล้นเลี่ยนก็ถูกแทนที่ด้วยผมยาวสลวยดำขลับ
ชั่วพริบตา เต้าไห่ก็เปลี่ยนจากพระสงฆ์เป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ ส่วนหลี่เหยี่ยนโม่กลับดูเหมือนบ่าวรับใช้ที่ติดตามคุณชายท่านนี้มา
เห็นหลี่เหยี่ยนโม่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง เต้าไห่ก็ยิ้มกล่าวว่า
“ออกเดินทางท่องเที่ยวย่อมเจอปัญหาบ้าง อาจารย์อาทั้งหลายจึงคิดค้นวิชา 'คืนสู่ธุลีแดง [1] ในพริบตา' นี้ขึ้น เพื่อให้สะดวกแก่การกล่าวมุสาวาทได้ทุกเมื่อ”
...
[1] ธุลีแดง: โลกโลกียวิสัย, ทางโลก