- หน้าแรก
- สำนักนี้ไม่รับอัจฉริยะ แต่พอออกจากสำนักไปเหตุใดล้วนกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่กันหมด
- บทที่ 26 แรคคูนฝึกยุทธ
บทที่ 26 แรคคูนฝึกยุทธ
บทที่ 26 แรคคูนฝึกยุทธ
ยิ่งคิดเหลิ่งหนิงซวงก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดของหลี่เหยี่ยนโม่นั้นอัจฉริยะจนถึงขีดสุด ทว่าเรื่องนี้เกรงว่าจะไปแตะต้องเขตสีเทาทั้งหมดในเมืองรื่อเซิง
ดังนั้นเหลิ่งหนิงซวงคิดดูแล้วจึงใช้เส้นสายเล็กน้อยติดต่อกับเจ้าเมืองรื่อเซิง อธิบายแผนการนี้ให้ฟัง
เจ้าเมืองรื่อเซิงมีนามว่าเฟิงโส่วอวิ๋น
สำหรับแผนการของหลี่เหยี่ยนโม่ เฟิงโส่วอวิ๋นเพียงเงียบไปครู่หนึ่งก็พยักหน้าเห็นชอบ แต่ก็เน้นย้ำอีกเรื่องหนึ่งว่า แผนการนี้ห้ามให้คนของสำนักยุทธรู้มากเกินไป ยิ่งรู้น้อยยิ่งดี
ส่วนเหตุผลที่ห้ามให้คนของสำนักยุทธรู้มากเกินไป เฟิงโส่วอวิ๋นไม่ได้บอก แต่เหลิ่งหนิงซวงก็ไม่ใช่คนใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่นานก็นึกถึงปัญหาหนอนบ่อนไส้
ลัทธิเซียนปีศาจเคลื่อนไหวในเมืองรื่อเซิงมาครึ่งปีแล้ว พวกเขารู้ว่าลัทธิเซียนปีศาจกำลังเคลื่อนไหว แต่กลับหาเบาะแสสำคัญไม่เจอแม้แต่น้อย
ไม่คนของสำนักยุทธเป็นพวกไร้น้ำยา ก็ต้องมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในสำนักยุทธ
เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด หลี่เหยี่ยนโม่จึงบอกกล่าวกับศิษย์ทั้งสามของตนด้วย
สำหรับแผนการของหลี่เหยี่ยนโม่ เสิ่นว่านซานแสดงท่าทีอิจฉาออกมาเล็กน้อยอย่างมีนัย แต่ภายใต้สายตาพิฆาตของภรรยาและศิษย์น้องหญิง เขาจึงเก็บอาการได้อย่างแนบเนียน
เสิ่นจื้อชิงกลับแสดงความกังวลออกมาเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ ท่านทำเช่นนี้จะไม่เกิดอันตรายหรือขอรับ?”
เสิ่นจื้อชิงเคารพเลื่อมใสหลี่เหยี่ยนโม่ แต่จะไม่เทิดทูนหลี่เหยี่ยนโม่จนเกินจริงในเรื่องที่มีอันตราย
หลี่เหยี่ยนโม่มีเพียงระดับกลั่นลมปราณขั้นหก แต่ในเมืองรื่อเซิงเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน นานๆ ครั้งยังอาจมีเฒ่าประหลาดระดับสร้างแกนทองโผล่มา และผู้บำเพ็ญเพียรก็เป็นขาประจำของเขตสีเทาเหล่านั้น
“วางใจเถิด ใต้เท้าเหลิ่งจะปลอมตัวติดตามไปกับข้าด้วย”
ได้ยินว่าเหลิ่งหนิงซวงจะไปด้วย เสิ่นจื้อชิงก็เบาใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามอีกว่า “ท่านอาจารย์ สกุลเสิ่นของเราต้องให้ความร่วมมือด้วยหรือไม่ สร้างกระแสว่าสกุลเสิ่นของเรามีความคิดจะสวามิภักดิ์ต่อลัทธิเซียนปีศาจ?”
หลี่เหยี่ยนโม่ไตร่ตรองดูแล้ว รู้สึกว่าดูเหมือนจะไม่มีปัญหา จึงพยักหน้าเห็นชอบ
“ได้ แต่ทำให้แนบเนียนหน่อย อย่าให้ลัทธิเซียนปีศาจจับสังเกตได้”
“ท่านอาจารย์วางใจ ศิษย์รู้ควรไม่ควรขอรับ” เสิ่นจื้อชิงพยักหน้ายิ้มแย้ม
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย หลี่เหยี่ยนโม่ก็ติดตามเหลิ่งหนิงซวงมายังตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ในฐานะมือปราบ เหลิ่งหนิงซวงต่อรหัสลับกับคนเฝ้าประตูได้อย่างคล่องแคล่ว
“ท่านดูชำนาญมาก” หลี่เหยี่ยนโม่กดเสียงต่ำ
“แน่อยู่แล้ว...”
เหลิ่งหนิงซวงแค่นเสียง เดินส่ายอาดๆ ลงบันไดไป ทันทีที่เข้าประตู กลิ่นควันไฟฉุนจมูกและเสียงเขย่าลูกเต๋าก็ดังกระหึ่มเข้ามาปะทะ
ชั้นใต้ดินเนืองแน่นไปด้วยผู้คน โต๊ะพนันตั้งอยู่ทุกหนแห่ง นักพนันล้อมวงอยู่รอบโต๊ะ ถือตั๋วเงินในมือตะโกนใสลูกเต๋าที่กำลังหมุนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับคิดว่าทำเช่นนี้จะสามารถงัดข้อกับโชคชะตาได้
ในฐานะมือปราบ เหลิ่งหนิงซวงย่อมไม่ชอบภาพเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ยามนี้นางสวมบทบาทคุณชายฮวา ดังนั้นเหลิ่งหนิงซวงจึงเปลี่ยนความไม่พอใจเป็นความรังเกียจต่อสภาพแวดล้อมที่เสียงดังหนวกหู
ตอนแรกหลี่เหยี่ยนโม่ยังรู้สึกสนใจอยู่บ้าง แต่เดินวนไม่กี่รอบก็เบื่อหน่าย
ที่นี่มีเพียงการเขย่าลูกเต๋าและหมุนวงล้อ สองรูปแบบการพนัน และล้วนมีแต่ปุถุชนเข้าร่วม
แต่การแสดงก็ต้องแสดงให้สมจริง หากเขาไม่ทำอะไรเลยแล้วถูกจับ ลัทธิเซียนปีศาจต้องสงสัยแน่
สังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง หลี่เหยี่ยนโม่ก็นั่งลงหน้าโต๊ะพนันตัวหนึ่งอย่างผ่าเผย วางเดิมพันด้วยเงินก้อนโต
หลี่เหยี่ยนโม่เดิมคิดจะใช้เงินทุนหมุนเวียนของสำนักไท่ซู แต่ในฐานะเจ้าสำนัก จะนำเงินทุนหมุนเวียนของสำนักมาใช้เล่นการพนันไม่ได้เด็ดขาด
ส่วนเหลิ่งหนิงซวงก็ไม่อยากให้หลี่เหยี่ยนโม่เสียเงินทำลายชื่อเสียงของนาง จึงยืนกรานจะออกเงินเอง
หลี่เหยี่ยนโม่จึงได้แต่ใช้เงินของเหลิ่งหนิงซวงผู้เป็นมือปราบมาเดิมพันอย่างบ้าคลั่ง
จุดประสงค์หลักคือการแสดงพฤติกรรมเล่นการพนัน ดังนั้นหลี่เหยี่ยนโม่จึงไม่ได้คิดจะชนะ ก็เลยวางเดิมพันส่งเดช
ผลปรากฏว่าคืนเดียวหลี่เหยี่ยนโม่กวาดเงินจากบ่อนจนเกลี้ยง ตั๋วเงินข้างมือกองสูงราวกับป้อมปราการ
แน่นอนว่า หลี่เหยี่ยนโม่กลายเป็นจุดสนใจของทั้งบ่อน
เพื่อรักษาบทบาท หลี่เหยี่ยนโม่กวาดตั๋วเงินเข้าสู่อ้อมอกด้วยสีหน้าโลภโมโทสัน หัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆ เซียนปีศาจคุ้มครอง!”
ทันทีที่หลี่เหยี่ยนโม่กล่าวคำนี้ออกมา แววตาของคนบางกลุ่มก็เปลี่ยนไป ส่วนหลี่เหยี่ยนโม่ก็เปลี่ยนสีหน้าราวกับเผลอพูดความลับออกไป รีบลุกขึ้น คว้าตั๋วเงินขึ้นมาโบก
“วันนี้ข้าอารมณ์ดี เงินพวกนี้ยกให้พวกเจ้า!”
ว่าแล้วหลี่เหยี่ยนโม่ก็เหวี่ยงกองตั๋วเงินบนโต๊ะขึ้นไปบนฟ้าอย่างแรง
การกระทำนี้ย่อมก่อให้เกิดความโกลาหลในหมู่นักพนัน ทุกคนตะโกนแย่งชิงตั๋วเงินที่ร่วงหล่นลงมา ส่วนหลี่เหยี่ยนโม่อาศัยจังหวะชุลมุนลากเหลิ่งหนิงซวงวิ่งหนีออกจากบ่อน ยามนี้ดึกสงัด บนถนนจึงไร้ผู้คน
วิ่งมาได้ระยะหนึ่ง หลี่เหยี่ยนโม่จึงหยุดฝีเท้า เท้าเอวเชิดหน้าถามเหลิ่งหนิงซวงอย่างภาคภูมิใจ
“การแสดงของข้าเมื่อครู่เป็นอย่างไร?”
เหลิ่งหนิงซวงมีสีหน้าแปลกๆ
ตอนที่หลี่เหยี่ยนโม่กอดตั๋วเงินเหล่านั้น เหลิ่งหนิงซวงเกือบจะคิดว่าหลี่เหยี่ยนโม่เป็นคนของลัทธิเซียนปีศาจจริงๆ เสียแล้ว
สายตาโลภโมโทสันนั่น ไม่เหมือนของปลอม ส่วนวิธีการใช้ตั๋วเงินกระตุ้นความโลภของผู้อื่น ก็ดูเหมือนมืออาชีพ
“ไม่เลว ดังนั้นตอนนี้เจ้าถูกจับแล้ว!”
เหลิ่งหนิงซวงในระดับสร้างรากฐานหิ้วคอเสื้อหลี่เหยี่ยนโม่ระดับกลั่นลมปราณขั้นหกราวกับหิ้วลูกไก่ มุ่งหน้าตรงไปยังที่ว่าการ
นอกเมืองรื่อเซิง ภายในสวนสัตว์ เหมยไฉเซากำลังคาบหญ้าแห้ง นอนตะแคงอยู่บนกิ่งไม้ ฮัมเพลงเบาๆ
ใต้ต้นไม้ สัตว์ร้ายหลายตัวกำลังนอนหงายท้องหลับสนิทอย่างไร้การป้องกันตัว
ฮัมเพลงไปได้สักพัก เหมยไฉเซาก็ลืมตาขึ้น มองไปยังป้ายที่แขวนเคล็ดวิชากลั่นลมปราณขั้นเหลือง
เวลานี้แรคคูนตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าป้าย ดวงตาจ้องมองเคล็ดวิชากลั่นลมปราณขั้นเหลืองบนป้ายเขม็ง หูทรงกลมบนหัวกระดิกเป็นระยะ พิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ตุ๊กตา
“คงไม่ใช่ว่า...”
ประกายแสงสายหนึ่งวาบผ่านดวงตาของเหมยไฉเซา มือขวายันพื้นลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปยังทิศทางของแรคคูน
ภายใต้การสะสมของปราณฟ้าดิน การเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้เริ่มต้นขึ้น
สัตว์ที่เดิมนอนหลับสนิทราวกับถูกเสียงบางอย่างปลุกให้ตื่น ต่างลืมตา ลุกขึ้น ก้มศีรษะไปทางแรคคูน ราวกับศิษย์ที่กำลังรอรับฟังคำสอน
แรคคูนค่อยๆ ยื่นมือออกไปปลดเคล็ดวิชากลั่นลมปราณลงมา พลิกหน้ากระดาษทีละหน้า เชื่องช้า แต่จริงจัง
นั่นมิใช่ความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นการรู้แจ้งที่เข้าใจความหมายในนั้น
แรคคูนวางตำราลง เริ่มวาดมือไปมาอย่างช้าๆ แรกเริ่มท่าทางยังเงอะงะ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท่าทางของแรคคูนก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ ชำนาญขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใต้การฟูมฟักของปราณฟ้าดิน ยืนด้วยสองขา กางกรงเล็บออก มีห้านิ้วดุจมนุษย์
เมื่อเห็นฉากนี้ ประกายตาของเหมยไฉเซาสว่างวาบ กระโดดลงมา ทว่ากลับแตะพื้นแผ่วเบาดุจใบไม้ร่วง ยืนอยู่ตรงหน้าแรคคูน
“เจ้าหนู อยากเรียนยุทธ์ไหม?”
แรคคูนขยับนิ้วทั้งห้า ประสานมือคารวะดุจมนุษย์
“ฮ่าๆๆ น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ น่าเสียดายที่ตาเฒ่ากระเรียนทิ้งข้าไปเสียแล้ว!”
เหมยไฉเซาหัวเราะร่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้มือไปทางสัตว์ตัวอื่นๆ
“รอข้าสอนเจ้าจนเป็นแล้ว เจ้าต้องไปสอนพวกมัน ตกลงไหม?”
แรคคูนมองดูสัตว์ตัวอื่นๆ แล้วพยักหน้า