เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 การเลือกวิชาฝึกฝน

บทที่ 6 การเลือกวิชาฝึกฝน

บทที่ 6 การเลือกวิชาฝึกฝน


บทที่ 6 การเลือกวิชาฝึกฝน

บนแท่นสอบหอหลวนอวิ๋น เซียวฉางเช่อสูดและปล่อยพลังปราณกระตุ้นระฆังชำระใจในมือ

“แคร้ง! แคร้ง! แคร้ง!”

เสียงใสกระจ่างก้องกังวาน

หมอกในอาคมสอบใจเล็กค่อย ๆ สลายไป ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวในภาพลวงตา ถูกเสียงระฆังชำระใจปลุกให้ตื่นขึ้นทีละคน

เขาก้าวเท้าขึ้นไปในอากาศ ชุดคลุมสีดำปลิวไสวตามลม เสียงใส ๆ ของเซียวฉางเช่อก้องกังวานไปทั่วภายในอาคมสอบใจ

“ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังไม่ตื่นขึ้นเองจาก อาคมสอบใจเล็ก โปรดลงจากภูเขาไป พรสวรรค์ไม่เพียงพอ จิตใจก็ต่ำต้อย ไม่มีจุดเด่นใดๆ พวกเจ้าไม่มีวาสนากับเขาเสวียนหยางของข้า โปรดลงจากภูเขาไปเองเถิด

ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรต่อไปนี้สามารถเข้าร่วมเป็นศิษย์ฝ่ายในของสำนักเสวียนหยางได้ หวังเสวียน หยางไฉ่เอ๋อร์…”

‘ดังคาด!’

ฟางอี้มีสีหน้าเรียบเฉย

เขามองเซียวฉางเช่อที่เลือกศิษย์ที่มีรากวิญญาณระดับสูงเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในทีละคน

ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรรากวิญญาณระดับกลางแม้แต่คนเดียว

เมื่อมองดูผู้บำเพ็ญเพียรทั้งห้าคนที่ถูกเลือก เซียวฉางเช่อก็รู้สึกยินดีเล็กน้อย

การเป็นประธานในการทดสอบเข้าสำนักใหญ่นั้นเหน็ดเหนื่อยและต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้นสำนักจึงให้เงินช่วยเหลือตามจำนวนผู้บ่มเพาะรากวิญญาณระดับสูง เพื่อให้ปรมาจารย์ขั้นสร้างรากฐานได้รางวัลพิเศษ

ในอดีต ผู้บ่มเพาะรากวิญญาณระดับสูงมีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น

ปีนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ดังนั้นรางวัลที่สำนักจะมอบให้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงเรื่อย ๆ

“พวกเจ้าหลายคนมีพรสวรรค์โดดเด่นและมีจิตใจที่ดี สามารถเป็นศิษย์ฝ่ายในของเขาเสวียนหยางของข้าได้ และสำนักจะช่วยบ่มเพาะให้พวกเจ้าด้วยตนเอง ศิษย์น้องทุกท่าน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าสามารถเรียกข้าว่าศิษย์อาเซียวได้เลย”

เรือบินลมสายฟ้าถูกกระตุ้นขึ้นมา

เรือบินทำตามความต้องการของเซียวฉางเช่อ ยื่นบันไดเมฆที่อ่อนนุ่มออกมา รับศิษย์ฝ่ายในทั้งห้าขึ้นเรือบินทีละคน

“ศิษย์หลานซ่ง ศิษย์ฝ่ายนอกที่เหลือก็มอบให้เจ้าดูแลแล้ว!”

“ขอรับ ศิษย์อาเซียว”

ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มชุดขาวคนหนึ่ง ร่างกายสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา คำนับเซียวฉางเช่อ

เมื่อเห็นเรือบินจากไปไกล เขาจึงหันกลับมามองฟางอี้และศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ๆ

ซ่งชิงเหอชี้ไปที่ยอดเขาหลิงหยาง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมุมหนึ่งของค่ายกลคุ้มกันภูเขาเสวียนหยาง และเตี้ยกว่ายอดเขาจิตวิญญาณรอบ ๆ หนึ่งช่วง

“ข้าแซ่ซ่ง ชื่อชิงเหอ ศิษย์น้องทุกท่านสามารถเรียกข้าว่าศิษย์พี่ซ่งได้

ในอนาคต ศิษย์น้องทุกท่านจะฝึกฝนอยู่ที่ยอดเขาหลิงหยางที่เป็นยอดเขาฝ่ายนอก

สำนักจะจัดหาเบี้ยหวัดวิญญาณให้ทุกปี เพื่อช่วยในการฝึกฝนของพวกเจ้า”

ซ่งชิงเหอพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดเล็กน้อย แล้วก็เพิ่มระดับเสียงขึ้น

“แต่มีเพียงสามปีเท่านั้น!

การสนับสนุนจากสำนักมีเพียงสามปี หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน

“ศิษย์น้องทุกท่าน เขาเสวียนหยางไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน เส้นทางเซียนนั้นยาวไกล ขอให้ทุกคนอย่าเกีนจคร้านและพยายามไปด้วยกัน…”

ซ่งชิงเหอตบถุงเก็บของ เหรียญทองสัมฤทธิ์หลายร้อยเหรียญก็ลอยออกมา ตกลงในมือของศิษย์ฝ่ายนอกมากมาย

“พวกเจ้าจงหยดเลือดเพื่อเป็นเจ้าของเหรียญ เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็สามารถเดินทางไปยังยอดเขาหลิงหยางได้ด้วยตนเองตามการนำทางของเหรียญได้”

เมื่อแจกจ่ายเหรียญและภารกิจการประเมินเสร็จสิ้น ซ่งชิงเหอก็ไม่รอช้าอีกต่อไป และก็กระตุ้นดาบบินจากไปเช่นกัน

ทิ้งผู้บ่มเพาะที่เพิ่งเข้าสำนักไว้ให้มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ฟ่านต้าเฉิงพูดติด ๆ ขัด ๆ

“พี่… พี่ฟาง พวกเราถูกทิ้งแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”

ฟางอี้พยักหน้า พรสวรรค์รากวิญญาณอยู่ในระดับธรรมดา ความเร็วในการฝึกฝนไม่เท่าคนอื่น ย่อมไม่ได้รับการบ่มเพาะอย่างเต็มที่จากสำนัก

เขากระตุ้นพลังปราณในมือเพื่อหลอมเหรียญ แล้วเดินไปยังยอดเขาหลิงหยางตามแผนที่บนเหรียญ

ตอนนี้การได้เริ่มต้นในสำนักเสวียนหยาง เขาพอใจเป็นอย่างมากแล้ว

สิ่งที่เขาขาดคือทรัพยากรและเวลาในการเปลี่ยนประสบการณ์จากชาติที่แล้วให้เป็นพลังบ่มเพาะ

สำนักเสวียนหยางยิ่งมั่นคง สงบเงียบเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกใจเขาเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น บนเส้นทางแห่งการฝึกฝน พรสวรรค์ย่อมมาเป็นอันดับแรก

หากสำนักไม่ทุ่มเททรัพยากรให้กับผู้มีรากวิญญาณระดับสูง แล้วจะให้ทรัพยากรกับผู้มีรากวิญญาณระดับกลางหรือระดับต่ำหรืออย่างไร

ในวิถีมาร ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์ธรรมดาต่างถูกมองว่าเป็นวัสดุวิญญาณสำหรับหลอมโอสถและสมบัติวิเศษ

เพียงแค่นี้ สำนักเสวียนหยางก็สมกับชื่อของสำนักฝ่ายธรรมะแล้ว

ครึ่งวันต่อมา ณ โรงเรือนทำความสะอาดบนยอดเขาหลิงหยาง

ศิษย์ใหม่หลายร้อยคนเข้าแถวยาวเหยียด เพื่อทำเรื่องลงทะเบียน

ฉางซุนเป้าขมวดคิ้ว สีหน้าไม่พอใจ

“คนต่อไป ชื่อ!”

“หลี่ชิงซง”

“อืม ส่งเหรียญศิษย์ฝ่ายนอกของเจ้ามา”

ฉางซุนเป้าปล่อยพลังปราณออกไป แผนที่สีขาวดำสองสีก็ปรากฏขึ้นบนเหรียญทองสัมฤทธิ์ ในแผนที่นั้นมีจุดสีแดงใหญ่และเล็กกะพริบอยู่สองจุด

“บ้านพักเรือนเลขที่ 33 อักษรปิง เดินตามแผนที่บนเหรียญไป นั่นคือที่พักของเจ้า”

“คนต่อไป”

ฟางอี้เดินไปที่โต๊ะไม้จันทน์ หยิบเหรียญออกจากแขนเสื้อ น้ำเสียงอ่อนโยน

“ข้าน้อยฟางอี้ ขอคารวะศิษย์พี่”

“หึ!”

ฉางซุนเป้าหน้าดำมืด โกรธอยู่ในใจ มีอีกคนที่ไม่รู้จักมารยาท

ดูท่างานนี้เขาคงขาดทุนจากการขอหน้าที่จัดสรรศิษย์ฝ่ายนอกที่ต้องใช้เงินแลกมาไม่น้อยแน่

‘หือ?’

จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงหินวิญญาณระดับต่ำที่ซ่อนอยู่ใต้เหรียญ ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉางซุนเป้า

ฟางอี้ขยับริมฝีปาก ส่งเสียงกระซิบเข้าหู

“รบกวนศิษย์พี่ดูแลด้วยขอรับ”

ฉางซุนเป้าทำหน้าเฉยเมย พยักหน้าเล็กน้อย

‘ไอ้หนุ่มนี่ไม่เลว! รู้จักคิด!’

เขายกมือชี้ ปล่อยพลังปราณออกไป เหรียญของฟางอี้ก็ปรากฏจุดสีแดงสองจุดเช่นกัน

น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน ใบหน้ายิ้มแย้ม

“บ้านพักเรือนเลขที่ 55 อักษรอี่เรือนฉางชิง ศิษย์น้องฟาง นี่คือถุงเก็บของที่สำนักมอบให้”

ฟางอี้แอบพยักหน้าเมื่อเห็นถุงเก็บของใบใหม่ที่ดูดีกว่าของศิษย์คนอื่น ๆอย่างเห็นได้ชัด

‘เพิ่งเข้าสู่เขาเสวียนหยาง ตัวเปล่าเล่าเปลือย ถ้ำบ่มเพาะและเส้นปราณวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ศิษย์พี่ผู้นี้ รับเงินแล้วก็ทำงานให้ด้วย…เช่นนี้แล้ว ก็จะประหยัดเวลาไปได้มาก’

ทุกคนเห็นฟางอี้ได้รับการปฏิบัติดีและที่พักที่จัดสรรให้ คือบ้านพักเลขที่อี่ ซึ่งดีกว่าบ้านพักเลขที่ปิงของคนก่อน ๆ อย่างเห็นได้ชัด

ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนที่ฉลาดปราดเปรื่อง ต่างก็คิดอะไรบางอย่าง แล้วหยิบหินวิญญาณติดไปด้วย

“รบกวนศิษย์พี่ดูแลด้วยขอรับ…”

“ศิษย์พี่เหนื่อยแล้ว…”

“เพียงเล็กน้อย นี่คือของแสดงความนับถือ ศิษย์พี่โปรดรับไว้…”

รอยยิ้มของฉางซุนเป้าสดใสขึ้นเรื่อย ๆ เขามีความประทับใจที่ดีต่อฟางอี้ ศิษย์ฝ่ายนอกผู้นำโชคลาภมาให้มาก

‘ไอ้หนุ่มแซ่ฟางไม่เลวลย!’

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฟางอี้ก็มาถึงบ้านพักเรือนเลขที่ 55 อักษรอี่ ในที่สุด

เรือนฉางชิงแห่งนี้เป็นลานบ้านเดี่ยวสองชั้น

เมื่อเดินเข้าไปในลานบ้าน เห็นบ่อบัวอยู่ท่ามกลางกระเบื้องสีเขียวอมดำ

ใบบัวตั้งตระหง่านอยู่ในบ่อบัว ข้างบ่อบัวมีโต๊ะหินที่ทำจากหินสีเขียวขัดเงา

บนโต๊ะหินวางชุดน้ำชาที่แกะสลักจากหยกไขมันแกะ

ในโลกมนุษย์ ถ้วยหยกใบเดียวก็มีราคาสำหรับค่าใช้จ่ายตลอดชีวิตของครอบครัวห้าคนแล้ว

น่าเสียดายที่นี่คือโลกของผู้บำเพ็ญเพียร สิ่งที่ไม่มีพลังวิญญาณ ไม่ว่าจะงดงามเพียงใดก็เป็นเพียงของประดับ

ฟางอี้หยิบเหรียญที่ได้จากโรงเรือนทำความสะอาดออกจากเอว ปล่อยพลังปราณออกไป เหรียญก็ลอยอยู่ในอากาศ

“เปิด!”

“ครืน…”

เสียงทึบดังขึ้น ค่ายกลปิดผนึกวิญญาณในบ้านพักก็ถูกปลดออก พลังวิญญาณที่สะสมมานานก็กระจายออกไป

เส้นลมปราณวิญญาณระดับต่ำระดับหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงเส้นสาขา แต่คุณภาพดีเยี่ยม เพียงพอต่อการฝึกฝน

นี่ก็เป็นหนึ่งในข้อดีของการเข้าร่วมสำนักเสวียนหยาง

ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นใด เพียงเส้นลมปราณวิญญาณระดับหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า ก็คือสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระยากจนหลายคนต้องต่อสู้มานานหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายสิบปีถึงจะได้มา

ทั้งเงินทอง เพื่อนร่วมทาง วิชา และสถานที่ สำนักเสวียนหยางสามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างมาก นี่คือเหตุผลที่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระไม่แข็งแกร่งเท่าผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนัก

ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรอิสระก็มีผู้ที่แข็งแกร่ง แต่โอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นน้อยกว่าในสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาก

เมื่อมีเส้นทางที่ถูกต้องในการฝึกฝน ย่อมไม่เลือกเส้นทางที่คดเคี้ยว

‘พลังบำเพ็ญเพียรยังต่ำเกินไป ต้องสร้างรากฐานแห่งเต๋าให้เร็วที่สุดเช่นนี้แล้ว ในแดนบำเพ็ญเพียรนี้จึงจะมีพลังป้องกันตนเอง…’

ฟางอี้มีความเข้าใจในตนเองอย่างชัดเจน ไม่ว่าพลังบำเพ็ญเพียรในชีวิตก่อนจะสูงส่งเพียงใด ก็ผ่านพ้นไปแล้วเหมือนลมฝนพัดพา

ตัวเขาเองไม่ได้เป็นปรมาจารย์หลอมโอสถที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่นและทำทุกอย่างตามอำเภอใจได้อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาเป็นเพียงผู้บำเพ็ญปราณระดับหนึ่งธรรมดา ๆ เท่านั้น

ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝึกฝนอย่างมั่นคงและปลอดภัย เพื่อให้มีพลังป้องกันตนเอง

เขาหยิบแผ่นหยกออกมาจากถุงเก็บของที่เอว

บนแผ่นหยกขนาดหนึ่งฉื่อมีแสงวิญญาณห้าสีไหลเวียน สลักอักษรวิญญาณสี่ตัวว่าเคล็ดวิชาเบญจธาตุเล็ก

ฟางอี้แนบแผ่นหยกเข้ากับหน้าผาก อ่านเนื้อหาภายในอย่างละเอียด

หนึ่งเค่อต่อมา ฟางอี้วางแผ่นหยกในมือลง คิ้วขมวดเล็กน้อย พึมพำในใจ

‘เคล็ดวิชาธาตุทั้งห้า แต่ระดับชั้นยังห่างไกล… ดูว่ามีทางเลือกอื่นหรือไม่…’

ในแผ่นหยกนั้นสลักเคล็ดวิชาไม้เขียวซึ่งเป็นเคล็ดวิชาธาตุไม้ระดับสูงระดับหนึ่ง

เคล็ดวิชาเบญจธาตุเล็กมีห้าเล่ม ได้แก่ ไม้เขียว, วารีดำ, เพลิงแดง, โลหะขาว, ปฐพีเหลืองซึ่งเป็นของธาตุทั้งห้า

เคล็ดวิชาเหล่านี้แพร่หลายในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ แต่ไม่สมบูรณ์เท่าในแผ่นหยกที่สำนักเสวียนหยางมอบให้

เคล็ดวิชาทั้งห้าเล่มนี้ไม่มีพลังยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าดินอะไร แต่มีความสมดุลและมั่นคง เป็นพื้นฐานในการสะสมรากฐานอันมั่นคง

เคล็ดวิชาประเภทนี้มีพลังทั่วไป ความเร็วในการฝึกฝนก็ทั่วไป

แต่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ไม่ต้องใช้วัตถุวิญญาณช่วยและการเปลี่ยนไปใช้เคล็ดวิชาธาตุเดียวกันในภายหลังก็ใช้พลังงานน้อยมาก

เคล็ดวิชาทั้งห้าเล่มนี้จะต้องเป็นสิ่งที่สำนักเสวียนหยางคัดเลือกมาเป็นพิเศษและมีกฎห้ามเผยแพร่สู่ภายนอก

เคล็ดวิชาเข้าใจง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งเริ่มเส้นทางการฝึกฝน หากฝึกฝนต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะสร้างรากฐานได้เล็กน้อย

ตามตำนานเล่าว่า มีผู้แข็งแกร่งในสมัยโบราณที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ได้คิดค้น แสงเทพห้าสีแห่งสวรรค์และปฐพีจากเคล็ดวิชาเบญจธาตุเล็ก

ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่นี้ เขาท่องไปในแดนบำเพ็ญเพียรมาหลายพันปี และในที่สุดก็ขึ้นสู่สวรรค์

แต่ฟางอี้ไม่สนใจเคล็ดวิชาเบญจธาตุเล็ก

จบบทที่ บทที่ 6 การเลือกวิชาฝึกฝน

คัดลอกลิงก์แล้ว