- หน้าแรก
- แพทย์วิถีมาร
- บทที่ 1 เกิดใหม่อีกครั้ง
บทที่ 1 เกิดใหม่อีกครั้ง
บทที่ 1 เกิดใหม่อีกครั้ง
บทที่ 1 เกิดใหม่อีกครั้ง
แดนบำเพ็ญเซียนต้าอวิ๋น
เมืองตงหยาง เมฆดำทะมึนปกคลุมทั่วฟ้า ลมสารทพัดหวีดหวิว
ข้างทางเดินเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยวัชพืช มีพุ่มไม้สีน้ำตาลเหลืองขึ้นหนาแน่น แต้มด้วยน้ำค้างเย็นเยียบ
ไม้ท่อนยาวหยาบๆ ถูกมัดรวมกันด้วยเชือกป่านสองสามเส้น ก่อร่างเป็นค่ายพักชั่วคราว
ในค่ายพัก กองไฟส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะ คายความร้อนออกมาเป็นระลอก ขับไล่ความชื้นและความหนาวเย็นยามค่ำคืน
แว่วเสียงคร่ำครวญและสะอื้นไห้ของเด็กหนุ่มเป็นระยะ
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในค่ายพักหน้าซีดเผือด ยังคงอยู่ในอาการตกใจ พร้อมกับคนสามสี่คนี่กำลังพันผ้าพันแผลและทายาให้กัน
“ซี๊ด~ เจ็บจังเลย
ไม่คิดเลยว่าระหว่างทางไปเขาเสวียนหยางจะมีสัตว์อสูรซุ่มโจมตี!”
“เฮ้ย จ้าวเหิง จะร้องอะไรนักหนา เจ้านี่ยังดีกว่าใครเพื่อนเลยนะ นู่น น้องซู่น่ะถูกหมาป่าเอาไปกินแล้ว ส่วนน้องหมิงเองก็ถูกคาบไป
แม้แต่ฟางอี้ที่วรยุทธ์ล้ำลึก ตอนนี้ก็ยังนอนไม่ได้สติ…”
“ดีรึ ดีอะไรของเจ้า! เซี่ยเอ้อร์เอ้อ ถ้ากรงเล็บเจ้าหมาป่าตัวนั้นเบี่ยงไปอีกสักนิ้วเดียว ความสุขทั้งชีวิตของข้าคงหายไปแล้ว…”
“ห้ามเรียกข้าว่าเซี่ยเอ้อร์เอ้อ! เรียกชื่อเต็มข้าว่าเซี่ยจีเสีย!”
“รู้แล้วเซี่ยเอ้อร์เอ้อ ขี้บ่นเหมือนยายแก่อยู่ได้ รีบแบ่งยาชาให้ข้าหน่อย…
ซี๊ด เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
“แค่ก แค่กๆ…”
เสียงไอโขลกดังสนั่นยามค่ำคืน
ชายหนุ่มรูปงามสวมชุดคลุมสีดำ คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาเป็นประกาย เขาพิงรถม้าขณะหอบหายใจถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงราวกับลูกสูบ
เปลวไฟที่เต้นระริกส่องให้เห็นใบหน้าซีดขาวราวขี้ผึ้งของชายหนุ่มรูปงาม ไม่มีสีเลือดเลยแม้แต่น้อย
“อืม…”
ฟางอี้ลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างช้าๆและ ค่อยๆ ตื่นจากความมึนงง
“อึก~” ความเจ็บปวดราวถูกมีดกรีดแล่นพล่านมาจากหน้าอกไม่หยุด
เขาเอื้อมมือไปจับโดยไม่รู้ตัว สัมผัสได้ถึงรอยเปียกชื้น
กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกพุ่งเข้าจมูก
“ข้าเป็นอะไรไป ไม่ใล่ว่าข้าอยู่ที่…อยู่ที่…”
เมื่อความคิดพลุ่งพล่าน ความทรงจำจากสองภพชาติก่อนหน้าก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของฟางอี้ราวกับกระแสน้ำเชี่ยว
“อึก”
ฟางอี้ส่งเสียงครางอู้อี้
เส้นเลือดสีเขียวปูดโปนขึ้นบนหน้าผาก หยาดเหงื่อขนาดเท่าเม็ดถั่วไหลลงมาจากขมับไม่หยุด
ภาพในสมองเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ
ป่าเหล็ก, มนุษย์เงินเดือน, ผ่าศพ…
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง ฝึกปราณ เก็บสมุนไพร ฆ่าคนชิงสมบัติ สุสานโบราณอันมืดมิด…
ฉากมากมายวนเวียนสลับกันไปมาในสมองจนกระทบกระเทือนจิตวิญญาณ
“ข้าคือฟางอี้ ไม่! ข้าคือบุตรเทพศพแห่งสำนักหมิงฉวน ไม่ ไม่ ไม่
ข้าคือผู้บำเพ็ญปราณแห่งเมืองตงหยางที่กำลังมุ่งหน้าสู่เขาเสวียนหยางเพื่อขอเป็นศิษย์บำเพ็ญเซียน”
“มันคือศิลาสามภพ!”
“อู๋!”
ในห้วงทะเลแห่งจิตสำนึกของฟางอี้ ศิลาโบราณสีดำขาวก้อนหนึ่งปรากฏขึ้นราวกับดวงอาทิตย์อันยิ่งใหญ่ แสงเรืองรองสาดส่องเจิดจ้า
แสงสีดำขาวไหลรินไม่หยุด ปลอบประโลมและบำรุงจิตวิญญาณ เขารีบระงับและจัดระเบียบความทรงจำที่ยุ่งเหยิง
“ข้าคือฟางอี้ผู้ข้ามภพมาจากดาวสีน้ำเงิน ข้าคือบุตรเทพศพ และข้าก็คือผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งเริ่มต้นบนเส้นทางเซียนแห่งเมืองตงหยาง!”
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ กองไฟสีส้มในค่ายพักลุกไหม้ ไม้ที่เปียกชื้นส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ฟางอี้ก็จัดระเบียบความทรงจำที่ยุ่งเหยิงได้ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปหลายครั้ง เผยให้เห็นถึงภาพของผู้รอดชีวิตจากหายนะ
“เฮ้อ~ เส้นทางเซียนนั้นยากยิ่ง นับรวมภพชาติบนดาวสีน้ำเงิน นี่ก็เป็นภพชาติที่สามแล้ว…”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดวงตาของเขาลึกล้ำราวกับบึงน้ำเย็นเยียบพันปีที่ไม่อาจหยั่งถึงก้นบึ้งได้
‘ไม่คิดเลยว่า ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ข้าจะสามารถปลุกความทรงจำจากสองภพชาติก่อนหน้าได้’
เมื่อนึกถึงการถูกอสูรหมาป่าโจมตีในตอนกลางวัน และสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่เบาบาง ฟางอี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘แม้ว่าสัตว์ร้ายตัวนั้นจะยังไม่มาโจมตี แต่เวลาก็เหลือน้อยแล้ว ตอนนี้ข้าอ่อนแอเกินไป สัตว์อสูรระดับหนึ่งตัวใดๆ ก็สามารถเอาชีวิตข้าไปได้อย่างง่ายดาย’
“พี่ฟาง ท่านฟื้นแล้ว!”
เสียงใสๆของหญิงสาวดังขึ้นข้างหู
ฟางอี้เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหญิงสาววัยสิบห้าสิบหกปีหน้าตาน่ารัก ผมดำขลับถูกรวบด้วยปิ่นปักผมไม้ไผ่ สวมชุดผ้าไหมสีขาวเรียบๆดูธรรมดา เธอมองเขาด้วยความกังวล
‘หยางไฉ่เอ๋อร์ เพื่อนในภพชาตินี้’
สายตาของฟางอี้เฉียบคม เพียงกวาดตามองก็สามารถหยั่งรู้พื้นเพของหยางไฉ่เอ๋อร์ได้แปดเก้าส่วน
“ผิวขาวเนียน แขนขายาวเรียว ไม่มีรอยด้าน ไม่เคยฝึกวรยุทธ์มนุษย์…อสูรหมาป่าอันตราย การบำเพ็ญปราณระดับหนึ่งสามารถเป็นกำลังเสริมได้’
“พี่ฟาง ท่านเป็นอะไรไป” ในดวงตาของหยางไฉ่เอ๋อร์ปรากฏความสงสัยเล็กน้อย
เมื่อครึ่งปีก่อน ฟางอี้และหยางไฉ่เอ๋อร์ถูกผู้บำเพ็ญปราณอิสระคนหนึ่งพบเข้า ทั้งสองมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรที่ดี
จึงเตรียมตัวที่จะเป็นผู้นำทางสู่เส้นทางเซียนให้กับทั้งสอง
แต่เมื่อเดือนก่อน ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นถูกศัตรูไล่ล่าและหายสาบสูญไป
ทั้งสองจึงร่วมเดินทางกันไปเขาเสวียนหยาง เพื่อเข้าร่วมการประเมินเข้าสำนัก หวังที่จะเข้าสู่เส้นทางเซียนอันกว้างใหญ่
“พี่ฟาง นี่เจ้าค่ะ” หยางไฉ่เอ๋อร์ยื่นถ้วยไม้สีน้ำตาลเข้มที่เต็มไปด้วยซุปเนื้อร้อนๆให้เขา ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย
“ขอบคุณมาก เสี่ยวหยาง”
ฟางอี้รับซุปเนื้อมา สูดดมกลิ่นหอมยั่วยวนของซุป
“อึก…”
เขากลืนลงไป จากนั้นก็เคี้ยวและกลืนกินอย่างรวดเร็ว
วิกฤตกำลังใกล้เข้ามา อสูรหมาป่าในตอนกลางวันอาจกลับมาโจมตีได้ทุกเมื่อ ทุกพละกำลังล้วนสำคัญยิ่ง
หากฟื้นฟูกำลังรบได้หนึ่งส่วน โอกาสรอดชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน
ฟางอี้จัดระเบียบวิชาปีศาจจากภพชาติก่อนหน้า พลางคิดหาวิธีรับมือและวิธีแก้ไขสถานการณ์
‘ต้องฟื้นฟูพละกำลังและบาดแผลอย่างรวดเร็วก่อน เพื่อรับมือกับอสูรหมาป่า
วิชาเผาผลาญโลหิต ตอนนี้เลือดแก่นแท้น้อยไปมาก หากฝืนใช้วิชานี้จะทำลายรากฐานและพลังงานธาตุ ไม่ได้!
วิชาดูดวิญญาณ ไม่มีวิญญาณระดับต่ำอยู่ในมือ ไม่ได้!
วิชาพิษโรคระบาด… อืม…’
ฟางอี้เหลือบมองผู้บำเพ็ญเพียรวัยเยาว์ในค่ายพักเล็กน้อย แล้วส่ายหน้า
วิชาพิษโรคระบาดต้องใช้ศพปีศาจที่ทำมาจากศพสดๆที่มีเลือดลมสมบูรณ์เพื่อหมักพิษศพปีศาจ
หากจะสังหารในตอนนี้ ก็ยังต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะสำเร็จ ไม่ได้!
‘เจอแล้ว!...วิชาดูดกลืนโลหะและเหล็กของยายเฒ่าหวนซีในตอนนั้น!’
วิชานี้เป็นเคล็ดวิชาปีศาจระดับหนึ่ง และยังเป็นวิชาหยางบริสุทธิ์ระดับต่ำอีกด้วย
วิชานี้ดีเลิศในการฟื้นฟูบาดแผลทางกายและบำรุงหยาง มีข้อจำกัดต่ำมาก ผู้บำเพ็ญปราณที่คลุกคลีอยู่ในหอนางโลมมักใช้กัน
ฟางอี้ชอบอ่านหนังสือ ออ่านตำราโบราณของสำนักจนทั่และมีการ ‘แลกเปลี่ยน’ กับศิษย์พี่หญิงหลายคน
เช่น วิชาหรรษาเก็บเกี่ยวที่ช่วยยืดเวลาความสุขบนเตียง, วิชาบำรุงชี่ในหีบทองที่ช่วยบำรุงไตที่บกพร่องไป, วิชาดูดกลืนโลหะและเหล็กที่ช่วยบำรุงร่างกาย…เขารวบรวมไว้มากมาย
พลังปราณของฟางอี้รวมตัวกันในกระเพาะอาหาร ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของเลือดลม
“โครก…โครก”
กระเพาะอาหารส่งเสียงแปลกๆและเริ่มดูดซับสารอาหารจากซุปเนื้ออย่างรวดเร็ว
ภายใต้สายตาที่ประหลาดใจของหยางไฉ่เอ๋อร์ ฟางอี้ซดซุปเนื้อร้อน ติดต่อกันหลายชาม
เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นทั่วร่าง อาการปวดแผลที่หน้าอกทุเลาลงและเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
หลังจากฟื้นฟูพละกำลังได้บ้าง ฟางอี้ก็แอบเหลือบมองเงาร่างสิบกว่าคนที่นั่งหรือนอนอยู่ข้างกองไฟ
การบำเพ็ญเพียรในวิถีมารมาหลายร้อยปี ทำให้เขารู้ดีถึงความโหดร้ายของการบำเพ็ญเพียรและความยากลำบากของเส้นทางเซียน
‘อสูรหมาป่านั้นดุร้าย ตอนกลางวันแค่บังเอิญขับไล่มันไปได้ หากต้องการรักษาชีวิตตัวเอง เหยื่อชั้นดีเหล่านี้จะทิ้งไปง่ายๆไม่ได้ แต่ก็ยังต้องหาผู้ช่วยเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัย’
เขาพูดด้วยเสียงต่ำและแหบแห้ง
“เสี่ยวหยาง ข้าวทานเจ้าเรียกต้าเฉิงมาหน่อย ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษา”
หยางไฉ่เอ๋อร์แม้จะเป็นลูกสาวคนเก็บสมุนไพร แต่ก็มีความรู้ความเข้าใจอยู่บ้าง และเป็นคนทำงานคล่องแคล่ว
เห็นฟางอี้ทำหน้าตาจริงจัง เธอก็พยักหน้าตอบรับอย่างไม่ทันสังเกต แล้วถือโอกาสนำซุปเนื้อไปให้ฟ่านต้าเฉิง
เสียงนุ่มนวลของหยางไฉ่เอ๋อร์ดังขึ้น
“ต้าเฉิง ได้เวลาดื่มซุปแล้ว”
“แค่ก!”
พลังปราณของฟางอี้ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณทั้งแปดอย่างต่อเนื่องขณะขับไล่เลือดเสียออกมาอย่างลับ ๆ
ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาแตะเบา ๆ
‘จุดเส้าฉือ จุดอวี้ถาน จุดจื่อกง เปิด! วิชาเลือดแก่นแท้ล่ออสูร’
พลังปราณสีเขียวรวมกับเลือดเสีย
“พุ่ง!”
เส้นเลือดฝอยสีดำเล็กๆพุ่งออกมา มีกลิ่นหอมจางๆลอยไปพันรอบผู้บำเพ็ญเพียรที่นั่งหรือนอนอยู่ข้างกองไฟอย่างเงียบเชียบ
“ถ้าอสูรหมาป่าไม่มาก็แล้วไป แต่ถ้ามันมา… เหยื่อเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจของพวกมันแล้ว”
ชาติภพแรก ฟางอี้เป็นนักศึกษาวิจัยทางการแพทย์บนดาวสีน้ำเงิน แต่ก็ถูกการศึกษาเล่นงานจนแทบตาย
เขากำลังเร่งทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์บทความให้ลูกชายอาจารย์ที่อยู่ชั้นประถมปีที่หกจนอดหลับอดนอนติดต่อกันหลายคืน จนหน้าอกแน่นและหมดสติไป
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
เขาก็มายังโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่กว้างใหญ่และมหัศจรรย์นี้แล้ว เริ่มต้นภพชาติที่สอง เขากลายเป็นเพียงวัสดุสิ้นเปลืองของสำนักหมิงฉวน
ฟางอี้ยังจำความรู้สึกในตอนนั้นได้อย่างชัดเจน – สับสน หวาดกลัว และสุดท้ายก็กลายเป็นความตื่นเต้นอย่างสุดซึ้ง…
ชีวิตอมตะ!
จักรพรรดิจิ๋นซี จักรพรรดิฮั่นอู่ จักรพรรดิถังไท่จง และจักรพรรดิซ่งไท่จู่ ในอดีตมีวีรบุรุษมากมายที่คลั่งไคล้สิ่งนี้
โอกาสเช่นนี้อยู่ตรงหน้าเขา นี่ช่างเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่เพียงใด
‘น่าเสียดายที่พลาดไปก้าวเดียว จึงไม่สามารถหลอมรวมแก่นวิญญาณได้’
ฟางอี้ีมีความรู้สึกหลากหลายในใจ
เขามองไปยังศิลาสามภพที่อยู่ลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ บนศิลามีเงาร่างผอมแห้ง ผมขาวโพลน
นั่นคืออดีตชาติของเขา ‘บุตรเทพศพ’ ผู้เป็นปรมาจารย์หลอมโอสถที่บำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปี
จากผู้บำเพ็ญปราณตัวน้อยสู่ปรมาจารย์สร้างรากฐาน ปรมาจารย์หลอมโอสถ
ผ่านด่านแล้วด่านเล่า ก้าวผ่านความยากลำบากทีละขั้น
เขาเดินไปทีละก้าวอย่างโดดเดี่ยว ปีนขึ้นบันไดไปทีละขั้น หลอมศพควบคุมหุ่นเชิดจนได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์เทพศพ
สี่ร้อยปี ฟางอี้ไม่รู้ว่าต้องผ่านความยากลำบากและเล่ห์เหลี่ยมมาเท่าไหร่
สุดท้ายก็ไม่สมหวัง และพ่ายแพ้ก่อนถึงขอบเขตแก่นวิญญาณ
แต่เขาไม่ยอมแพ้!
โชคดีที่มีศิลาสามภพคุ้มครอง จนในที่สุดก็มีโอกาสรอดชีวิตอีกครั้ง
เขาสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวและร่างกายที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เมื่อเทียบกับความสิ้นหวังในยามที่อายุขัยหมดลงในภพชาติก่อน ฟางอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย รู้สึกสบายใจ
“ดีจริง ๆ
เส้นทางเซียนนั้นยากลำบาก แต่ทิวทัศน์ก็สวยงามยิ่งนัก ข้ายังสามารถก้าวขึ้นไปได้อีก
หากไม่สามารถหลอมรวมแก่นวิญญาณได้ ก็เป็นเพียงมดปลวก ในภพชาตินี้ข้าจะต้องได้เห็นทิวทัศน์ของขอบเขตแก่นวิญญาณให้ได้”
พอสัมผัสได้ถึงแสงสีดำขาวบนศิลาสามภพที่มืดมิดลงอย่างสิ้นเชิง ฟางอี้ก็ครุ่นคิด
ก่อนอายุขัยในชาติภพก่อนจะหมดลง เขาได้สังหารผู้บำเพ็ญเพียรมากมาย จัดตั้งค่ายกลหลอมศพไท่อินเพื่อหลอมตัวเอง หวังจะคว้าโอกาสหนึ่งในหมื่นที่จะกลายเป็นศพปีศาจและมีชีวิตอีกครั้ง
เมื่อค่ายกลสำเร็จ พลังปราณแห่งความตายและพลังชีวิตที่เสียหายได้รวมตัวกัน
การรวมกันของชีวิตและความตายได้กระตุ้นศิลาสามภพที่อยู่ลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ ทำให้เขากลับมาเกิดใหม่ในภพชาติที่สาม
‘หากไม่สามารถหลอมรวมแก่นวิญญาณได้ เกรงว่าภพชาตินี้จะเป็นภพชาติสุดท้ายแล้ว
ไม่รู้ว่าภพชาตินี้กับภพชาติที่แล้วอยู่ในแดนบำเพ็ญเพียรเดียวกันหรือไม่
หากอยู่ในที่เดียวกัน มรดกที่ทิ้งไว้ในภพชาติก่อนจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อตัวข้า…
หากไม่อยู่
ก็ไม่รู้ว่าศพที่ข้าทิ้งไว้ในภพชาติก่อนจะตกเป็นของใคร นั่นคือวัตถุดิบชั้นเลิศ ผลงานชิ้นเอกสูงสุดในวิถีศพของข้า’
ฟางอี้ระงับความเสียดายเล็กน้อยในใจ ‘แต่ตอนนี้ต้องผ่านพ้นวิกฤติตรงหน้าไปก่อน!’
‘น่าเสียดายที่รากวิญญาณในภพชาตินี้แตกต่างจากภพชาติก่อน ไม่ใช่รากวิญญาณโลหิต ทำให้พลังของวิชาต่างๆลดลงอย่างมาก…
มิฉะนั้น ก็คงไม่ยากที่จะจัดการกับสัตว์อสูรระดับกลางระดับหนึ่งเพียงตัวเดียว’
ครึ่งเค่อต่อมา
หยางไฉ่เอ๋อร์และฟ่านต้าเฉิงก็ทยอยกันมาที่ข้างรถม้า
ฟ่านต้าเฉิงสวมชุดคลุมสีเหลืองดิน ขมับปูดโปน ร่างกายกำยำ แต่ใบหน้ากลับมีร่องรอยความซื่อสัตย์ของชาวนา
เขายกมือหยาบๆเกาศีรษะ แล้วถามอย่างซื่อๆว่า “พี่ฟาง มีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยหรือขอรับ”
ฟางอี้รู้จักฟ่านต้าเฉิงมาตั้งแต่ก่อนที่จะปลุกความทรงจำจากสองภพชาติก่อนหน้า ทั้งสองมีมิตรภาพที่ผ่านความเป็นความตาย เขารู้จักฟ่านต้าเฉิงเป็นอย่างดี
ฟ่านต้าเฉิงก็เหมือนกับตัวเอกในนิยายกำลังภายในสมัยก่อน
เกิดในครอบครัวชาวนา แต่ในวัยหนุ่มกลับช่วยชีวิตชายชราวัยเจ็ดสิบปีไว้ได้ และได้รับการถ่ายทอดวิชาฝีมือการป้องกันตัวระดับฆ้องทองคำ
หากไม่ใช่เพราะเพิ่งออกท่องยุทธภพไม่นาน ก็ถูกพบว่ามีพรสวรรค์ในการฝึกวิชาเซียน
ตอนนี้เขาก็คงสร้างชื่อเสียงในยุทธภพในฐานะจอมพลังเหล็กหรืออรหันต์เหล็กและพัวพันกับเหล่านางเอกในยุทธภพมากมาย
ฟางอี้รู้ดีอยู่ในใจ
แม้ว่าวิชาการป้องกันตัวของฟ่านต้าเฉิงจะเป็นเพียงระดับหลังฟ้า ไม่สามารถเทียบกับนักรบระดับก่อนฟ้าที่สามารถต่อสู้กับผู้บำเพ็ญปราณได้อย่างใกล้เคียง
แต่ศิลปะการต่อสู้หลังฟ้าที่ผสมผสานกับการบำเพ็ญปราณระดับหนึ่ง ทำให้พลังต่อสู้ของเขาที่อยู่ในกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรเริ่มต้นถือว่าอยู่ในระดับสูงสุด
และเป็นหนึ่งในกำลังรบที่เขาให้ความสำคัญ
ในโลกมนุษย์ มีเพียงผู้ที่บรรลุวรยุทธ์ระดับก่อนฟ้าเท่านั้นจึงจะเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญปราณได้
ส่วนนักรบหลังฟ้า แม้จะไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียร แต่ตอนนี้ก็ถือเป็นกำลังรบส่วนหนึ่ง
“สัตว์อสูรระดับกลางระดับหนึ่ง ‘หมาป่าหินปฐพี’ คืนนี้คงจะมาโจมตีอีกครั้ง”
คำพูดเรียบ ๆ ของฟางอี้เหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตกลงใส่หยางไฉ่เอ๋อร์และฟ่านต้าเฉิง
ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ในใจของทั้งสองอย่างง่ายดาย
“เป็นไปไม่ได้… อ้วก…”
ฟ่านต้าเฉิงนึกถึงความดุร้ายของหมาป่าหินปฐพีในตอนกลางวัน ใบหน้าซีดเผือดเกือบจนเกือบจะส่งเสียงร้องออกมา
โชคดีที่ฟางอี้เตรียมพร้อมไว้แล้ว นิ้วสองนิ้วที่เปล่งประกายพลังปราณเล็กน้อยสอดเข้าไปในปากของฟ่านต้าเฉิงโดยตรง กลืนคำพูดที่เหลือลงไปอย่างลึกซึ้ง
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่รู้สึกผิดหวังของฟ่านต้าเฉิง ฟางอี้ยังคงสีหน้าเรียบเฉย การบ้อนคอเพื่อเอาชีวิตเป็นนิสัยจากภพชาติก่อนที่ยากจะเปลี่ยนแปลง
“ต้าเฉิง เบาเสียงหน่อย! ลองคิดถึงท่าทีของคนเหล่านั้นในตอนกลางวันดู อย่าให้พวกเขารู้เรื่องนี้”
“พี่ฟาง วันนั้นหมาป่าตัวนั้นโดนฝ่ามือสลายกระดูกของท่านไปสามครั้งแล้ว แล้วยังถูกหลี่ชิงซงกับหลี่หานไป่สองพี่น้องแทงตาบอดไปข้างหนึ่ง ตอนนี้คงจะต้องกำลังรักษาตัวอยู่สีขอรับ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะกลับมาโจมตีพวกเราอีก”
ฟ่านต้าเฉิงชี้ไปที่หน้ารถม้าอีกคันหนึ่งข้างกองไฟอย่างเงียบ ๆ
ตรงนั้นมีชายหนุ่มร่างอ้วนและร่างผอมคนหนึ่งที่สวมมงกุฎหยก คาดเข็มขัดทองคำ และสวมเสื้อคลุมผ้าไหม
ในดวงตาของเขามีความอิจฉาของลูกชาวนาที่มีต่อคุณชายตระกูลขุนนาง
“ต้าเฉิง เจ้ายังจำเรื่องเมื่อครึ่งปีก่อนที่เมืองตงหยางได้ไหม สัตว์อสูรตระกูลหมาป่าเป็นสัตว์ที่ผูกใจเจ็บที่สุด หลังจากที่เราทำร้ายหมาป่าตัวนั้นแล้ว มันคงไม่ปล่อยเราไว้แน่
ยิ่งกว่านั้น ในตอนกลางวัน มีผู้บำเพ็ญเพียรเริ่มต้นหลายคนถูกหมาป่าหินปฐพีสังหาร
เลือดเนื้อของผู้บำเพ็ญเพียรเป็นยาบำรุงชั้นยอดสำหรับสัตว์อสูร เมื่อได้ลิ้มรสของอร่อยไปแล้ว อสูรหมาป่าตัวนั้นจะปล่อยพวกเราไปได้อย่างไร”
ฟางอี้หยุดพูดไปครู่หนึ่ง
“ต้าเฉิง ไฉ่เอ๋อร์ การเตรียมพร้อมไว้ดีกว่าการถูกสัตว์อสูรโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้วต้องเสียชีวิตไปเปล่า ๆ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของฟางอี้ ทั้งสองก็ครุ่นคิด
ดวงตาของหยางไฉ่เอ๋อร์เปล่งประกายขณะคิดอะไรบางอย่าง
“ข้าเชื่อพี่ฟาง ท่านพ่อเคยบอกข้าที่บ้านว่าในป่ามีสัตว์อยู่สามชนิดที่ต้องระวังคือ หมูป่า เสือและหมาป่า และในบรรดาสัตว์ทั้งสามชนิดนี้ ฝูงหมาป่าเป็นพวกที่เจ้าเล่ห์ที่สุด แม้แต่หมาป่าธรรมดาก็ยังเป็นเช่นนั้น ไม่ต้องพูดถึงอสูรหมาป่าเลย
ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ว่าอสูรหมาป่าจะไม่มา แต่การเตรียมพร้อมไว้ก็ยังดีกว่าการที่เราไม่มีการเตรียมพร้อมแล้วต้องตายไป”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฟ่านต้าเฉิงก็มองฟางอี้ด้วยความคาดหวัง
“งั้นข้าจะเชื่อพี่ฟางขอรับ แล้วพี่มีวิธีอะไรบ้างหรือขอรับ”