- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อหมื่นล้านปี ตื่นขึ้นมาก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 32 คำตอบ
บทที่ 32 คำตอบ
บทที่ 32 คำตอบ
ภายในวังหลัง ผู้ที่เพิ่งเข้าวังและได้รับความโปรดปรานจากกษัตริย์จึงจะได้รับตำแหน่ง ไฉเหริน
เหนือขึ้นไปคือ อีเหริน, เจียเหริน และ เหม่ยเหริน นี่คือสี่ตำแหน่งขั้นต่ำ สูงขึ้นไปอีกคือ จิ่วผิน (เก้าสนมเอก), กุ้ยเฟย (พระชายาเอก) และตำแหน่งสูงสุดคือ ฮองเฮา (พระอัครมเหสี)
ตำแหน่งจิ่วพินมีได้เก้าคน แต่ตำแหน่งกุ้ยเฟยมีได้เพียงสามคน และฮองเฮามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น การแก่งแย่งในวังหลังก็นับว่าโหดร้ายไม่แพ้กัน
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินข่าวการแต่งตั้ง อวี๋เหม่ยเหรินก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบคุกเข่าลงขอบพระทัยทันที ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน เจ้าแคว้นน้อยผู้นี้ช่างอ่อนหัดนัก ไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของนางได้เลย ในบรรดาสาวงามนับร้อยที่เข้าร่วมคัดเลือกเขากลับมองเห็นนางเพียงผู้เดียว
ฉู่เสินซิ่วกวาดสายตามองเหล่าสาวงามอีกครั้ง จากนั้นก็เลือกหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงามโดดเด่นมาอีกสองคน แต่งตั้งให้เป็นไฉเหริน การคัดเลือกครั้งนี้ก็เป็นอันจบสิ้น
อันที่จริงฉู่เสินซิ่วก็ไม่อยากจะเลือกต่อแล้ว สรุปแล้วหญิงสาวทั้งสองนางนี้ทำให้เขารู้สึกประทับใจไม่น้อย อีกทั้งรูปร่างหน้าตาก็โดดเด่นเป็นสง่าที่สุดในบรรดาสาวงามทั้งหมด
“ฝ่าบาท คืนนี้จะให้ผู้ใดถวายงานพะยะค่ะ”
ระหว่างทางกลับตำหนัก ขันทีคนสนิทรีบเอ่ยถาม
ฉู่เสินซิ่วไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อลองมานึกดู เขาใช้ชีวิตมาสองชาติภพ บวกกับดวงวิญญาณที่ลงชื่อเข้าใช้มานานนับหมื่นล้านปีก็ยังครองตัวเป็นโสดมาตลอด บัดนี้ได้เป็นถึงเจ้าแคว้น หากยังครองตัวเป็นโสดต่อไปคงดูไม่เหมาะสมนัก ดังนั้นเขาจึงพิจารณาป้ายชื่อทั้งสามอันที่วางอยู่ตรงหน้า
อันหนึ่งคือ อวี๋เหม่ยเหริน อีกอันชื่อ หวังอวี่เยียน และอันสุดท้ายชื่อ เซียวฉิง
ฉู่เสินซิ่วหวนนึกถึงภาพลักษณ์ของหญิงสาวทั้งสาม แล้วตัดสินใจเลือกป้ายชื่อของหวังอวี่เยียน ไม่นานนักบรรยากาศรอบกายก็เงียบสงบลง เฉินจ้านในชุดองครักษ์เสื้อแพรปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ฉู่เสินซิ่วชี้ไปที่ป้ายชื่อทั้งสาม “เราต้องการรู้ประวัติความเป็นมาของสตรีทั้งสามนางนี้”
“เชิญฝ่าบาททอดพระเนตรพะยะค่ะ!”
นี่คือหน้าที่หลักของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร หวังอวี่เยียนมาจากดินแดนเจียงหนาน เกิดในตระกูลขุนนางเก่าแก่ ประวัติความเป็นมาขาวสะอาดและโดดเด่น ส่วนเซียวฉิงมาจากตระกูลคหบดีผู้มั่งคั่ง อิทธิพลของตระกูลในท้องถิ่นก็นับว่าไม่ธรรมดา
ส่วนประวัติของอวี๋เหม่ยเหรินนั้นกลับทำให้ฉู่เสินซิ่วสนใจเป็นพิเศษ เพราะประวัติของนางว่างเปล่าราวกับถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในภายหลัง และที่สำคัญที่สุดคือนางถูกส่งตัวมาจากดินแดนที่เพิ่งกอบกู้คืนมา ซึ่งผู้ที่ดูแลพื้นที่นั้นอยู่คือจ้าวฝูถู มีข่าวลือว่าก่อนหน้านี้นางเคยมีความสัมพันธ์บางอย่างกับจ้าวฝูถูด้วย!
“สืบให้ละเอียด” ฉู่เสินซิ่วสั่งทันที
สตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับจ้าวฝูถูต้องตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วน มิฉะนั้นอาจถูกวางยาโดยไม่รู้ตัว ฉู่เสินซิ่วไม่มีรสนิยมใช้ของเหลือเดนใคร แน่นอน...โอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีน้อยมาก เพียงแต่ฉู่เสินซิ่วต้องการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองไว้ก่อน
ในขณะเดียวกัน ข่าวที่หวังอวี่เยียนได้รับเลือกให้ถวายงานก็แพร่สะพัดออกไป
อวี๋เหม่ยเหรินที่พักอยู่ในตำหนักแห่งหนึ่งรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย จากท่าทีของฉู่เสินซิ่วในตอนคัดเลือก เขาดูจะพึงพอใจในตัวนางมากที่สุด คืนแรกของการถวายงานควรจะเป็นนางสิ แต่ทำไมถึงเลือกคนอื่น นี่เท่ากับเป็นการปฏิเสธเสน่ห์ของนางทางอ้อม
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋เหม่ยเหรินก็รู้สึกโกรธเคืองยิ่งนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นางกัดฟันแน่น
“เจ้าแคว้นน้อย เจ้าคิดว่าวิธีแค่นี้จะหยุดข้าได้หรือ เจ้าช่างไร้เดียงสานัก ในใต้หล้านี้ไม่มีชายใดต้านทานเสน่ห์ของข้าได้หรอก เจ้าเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”
สำหรับสตรีที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงเช่นนาง นี่คือความคิดที่แท้จริงในใจ เพียงแต่นางหารู้ไม่ว่าในยามนี้นางกำลังถูกฉู่เสินซิ่วจับตามองอยู่ทุกฝีก้าว
ค่ำคืนนั้น ฉู่เสินซิ่วเสด็จมายังตำหนักของหวังอวี่เยียน หญิงสาวแต่งกายงดงามรอรับเสด็จอยู่ก่อนแล้ว นางสวมชุดนางในหรูหรา รอคอยการมาถึงของฉู่เสินซิ่วด้วยใจระทึก หวังอวี่เยียนมีอายุราวยี่สิบปี แก่กว่าฉู่เสินซิ่วเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา อย่างน้อยสำหรับเขาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“ถวายพระพรฝ่าบาท”
หวังอวี่เยียนเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว นี่คือความโศกเศร้าของลูกผู้หญิง ต่อให้ชายตรงหน้าไม่ใช่คนที่นางรักแต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง บุรุษผู้นี้ยังหนุ่มแน่นและรูปงาม เพียงเท่านี้นางก็โชคดีกว่าสตรีส่วนใหญ่ในวังหลังมากแล้ว
“สนมรัก ลุกขึ้นเถิด” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยเรียบๆ
“หม่อมฉันขอปรนนิบัติฝ่าบาทเข้านอนเพคะ” นางขยับเข้าไปใกล้ ช่วยฉู่เสินซิ่วปลดเปลื้องอาภรณ์
ฉู่เสินซิ่วไม่ได้ปฏิเสธ ปล่อยให้หญิงสาวปรนนิบัติ บนเตียงนอนหวังอวี่เยียนเปลื้องผ้าจนหมดสิ้น นอนตัวสั่นระริกอยู่ข้างกายฉู่เสินซิ่ว สำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป หญิงสาวยังคงรู้สึกประหม่าและหวาดกลัว ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อย
“ทำไมเจ้าถึงเลือกเข้าวัง” ฉู่เสินซิ่วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
วังหลวงลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ในฐานะกษัตริย์สตรีของเขาย่อมมีมากมายนับไม่ถ้วน หากได้รับความโปรดปรานชีวิตย่อมสุขสบาย แต่หากไม่ได้รับความโปรดปราน ชีวิตนี้คงต้องอยู่อย่างไร้ค่าและจบสิ้นลงอย่างน่าเวทนา เพราะทุกคำพูดและการกระทำในวังหลวงล้วนถูกจับตามอง
“ฝ่าบาทอยากฟังความจริงหรือเพคะ” หวังอวี่เยียนเงยหน้ามองฉู่เสินซิ่ว แล้วเอ่ยถาม
“อืม” ฉู่เสินซิ่วพยักหน้า
“หม่อมฉันไม่ได้เต็มใจเพคะ แต่เป็นความต้องการของตระกูล ในฐานะสตรีหม่อมฉันไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากนัก ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรม” หวังอวี่เยียนตอบอย่างกล้าหาญ
แม้นางจะรู้ดีว่าคำพูดนี้อาจทำให้ฉู่เสินซิ่วกริ้ว แต่ก็จนปัญญาเพราะสตรีในยุคนี้ไร้ทางเลือก นางเพียงแค่พูดความจริงออกมาเท่านั้น
“เราชื่นชมความกล้าหาญของเจ้า” ฉู่เสินซิ่วกล่าวชมเชย “เชื่อเราเถอะ สักวันหนึ่งเราจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ ในอนาคตแม้แต่สตรีก็จะมีบทบาทและสถานะทางสังคมทัดเทียมบุรุษ”
แนวคิดนี้ในยุคสมัยนี้ถือว่าบ้าบิ่นหลุดโลก แต่นั่นคือกงล้อแห่งประวัติศาสตร์ เป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของสังคม เขาจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดขึ้น
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
เพียงประโยคเดียว ดวงตาของหวังอวี่เยียนก็เป็นประกายวาววับ นางมองดูชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นางคาดไม่ถึงเลยว่าฉู่เสินซิ่วจะเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเรื่องนี้นับว่าเกินความคาดหมายของนางไปมาก ไม่ว่าจะเป็นใครก็คงคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากเจ้าแคว้น
หวังอวี่เยียนรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก ด้วยฐานะของฉู่เสินซิ่วเขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจความรู้สึกของคนอย่างนางเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับพูดคุยกับนางด้วยความจริงใจและให้เกียรติ เพียงแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้นางประทับใจอย่างสุดซึ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่หวังอวี่เยียนได้เห็นอีกด้านหนึ่งของฉู่เสินซิ่ว
“ให้หม่อมฉันได้ปรนนิบัติฝ่าบาทเถิดเพคะ” หวังอวี่เยียนกระซิบเสียงแผ่วเบา
ค่ำคืนนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน แม้แต่ฉู่เสินซิ่วเองก็คาดไม่ถึงว่าสตรีผู้นี้จะกลายเป็นสตรีคนแรกในชีวิตของเขา