- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที อย่าเพิ่งให้ผมวางหมากเลย!
- ตอนที่ 48 มาเล่นกับฉันสักตาหน่อยสิ
ตอนที่ 48 มาเล่นกับฉันสักตาหน่อยสิ
ตอนที่ 48 มาเล่นกับฉันสักตาหน่อยสิ
วันถัดมา
หลังเลิกเรียน หยูเส้าสะพายกระเป๋านักเรียน เดินไปที่ห้องชมรมอีกครั้ง
เพราะอาจารย์ในคาบสุดท้ายวันนี้ไม่ได้สอนเกินเวลา หลังเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นก็มุ่งหน้าออกไปเลย ดังนั้นตอนที่หยูเส้ามาถึงห้องชมรม ซูจื่อจินกับจงอวี้เฟยยังมาไม่ถึง
หยูเส้าวางกระเป๋าลง นั่งลงที่โต๊ะหมากกระดานหนึ่ง
เมื่อมองกระดานโกะตรงหน้า หยูเส้าก็กะพริบตา ก่อนจะฉุกคิดถึงปัญหาร้ายแรงข้อหนึ่ง...
จะวิเคราะห์กระดานของใครดีนะ?!
เฉินเจียหมิงให้พวกเขาศึกษาโดยการวิเคราะห์เกม แต่เขากลับไม่รู้จักกระดานเกมใดๆของโลกใบนี้เลยสักเกม!
ถึงเขาจะจำกระดานในอดีตชาติได้หลายกระดาน แต่ก็เล่นซ้ำจนเบื่อหมดแล้ว การเล่นซ้ำอีกก็ไม่มีประโยชน์อะไรนัก
ในระดับฝีมือของเขา การวิเคราะห์กระดานมักเป็นการรื้อหมาก เพื่อหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ ทำความเข้าใจแนวทางการเล่นของอีกฝ่าย แล้ววางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม
หรือไม่ก็เพื่อทบทวนกระดานของตัวเอง หาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
การจัดกระดานตามเกมของยอดฝีมือ เป็นวิธีที่ดีในการฝึกเซนส์และพัฒนาฝีมือสำหรับผู้เล่นระดับต่ำ แต่สำหรับผู้เล่นระดับสูงแล้ว แทบไม่มีความหมาย
เพราะช่องว่างระหว่างผู้เล่นระดับสูงนั้น แทบจะน้อยจนไม่เห็นความแตกต่าง
สิ่งเดียวที่สามารถทำให้ผู้เล่นระดับสูง ต้องกลับมาวิเคราะห์ซ้ำๆเหมือนผู้เล่นระดับล่างได้ มีเพียงกระดานที่มาจากการดวลกันของสองสุดยอด AI เท่านั้น!
“รู้งี้ควรจะขอยืมหนังสือโกะของโจวเต๋อมาแต่แรกแล้ว ถึงจะเป็นหนังสือระดับเริ่มต้น แต่น่าจะมีบันทึกกระดานของนักเล่นโกะจากโลกนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย”
หยูเส้ารู้สึกเสียใจ
ถึงโลกนี้จะยังไม่ถูก AI เข้ามามีบทบาทในวงการโกะ แต่ในเมื่อวัฒนธรรมโกะยังคงรุ่งเรือง การจะเป็นยอดฝีมือในโลกนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ
ดังนั้น หยูเส้าจึงสนใจอยู่ไม่น้อยกับเกมที่เล่นกันระหว่างนักเล่นโกะมืออาชีพระดับสูงของโลกนี้
“งั้น ก็เล่นกับตัวเองแล้วกัน?”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หยูเส้าก็เปิดกล่องหมาก แยกเป็นหมากดำและหมากขาว เริ่มเล่นกับตัวเอง
แปะ
แปะ
แปะ
เสียงวางหมากใสกังวานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก้องอยู่ทั่วห้องชมรมที่เงียบสงบ
ไม่นานนัก ซูจื่อจินก็มาถึงห้องชมรมในที่สุด
เมื่อเห็นหยูเส้ากำลังเล่นกับตัวเอง ซูจื่อจินก็ตกใจเล็กน้อย
ดวงตาคู่งามเป็นประกาย แต่เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินตรงไปหาหยูเส้า แล้วหยุดอยู่ด้านหลังของเขา มองลงไปที่กระดานโกะ
เธอมองหยูเส้าวางหมากเงียบๆไปไม่กี่ตา จากนั้นก็เตรียมจะเดินออกไปหาที่นั่งวิเคราะห์กระดานของตัวเอง
แต่พอถึงตอนที่หยูเส้ายื่นมือไปในกล่องหมากดำ คีบหมากดำหนึ่งเม็ด แล้ววางลงบนกระดาน
แปะ
ฝีเท้าของซูจื่อจินชะงักทันที
“เดินตรงนี้เหรอ?”
ดวงตาของซูจื่อจินจ้องกระดานอย่างแน่นิ่ง แล้วมองเกมต่อไปอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อหมากถูกวางต่อไปเรื่อยๆ สีหน้าของซูจื่อจินก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย
จากความงุนงง สู่ความตื่นตะลึง และสุดท้าย…กลายเป็นความสับสน
ในตอนนั้นเอง จงอวี้เฟยก็เดินมาถึงห้องชมรมในที่สุด
ทันทีที่เดินเข้ามา จงอวี้เฟยก็อดบ่นไม่ได้ “เบื่อชะมัด...”
เขาเพิ่งพูดจบคำเดียว ก็สังเกตเห็นว่าซูจื่อจินยืนจ้องกระดานอยู่อย่างเหม่อลอย
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
จงอวี้เฟยงุนงง เดินเข้าไปดูบ้าง ยืนอยู่ด้านหลังหยูเส้า แล้วมองไปที่กระดานโกะ
“สถานการณ์ดุเดือดมาก!”
จงอวี้เฟยมองกระดานในตอนนี้แล้วถึงกับใจเต้นแรง
“หมากดำเป็นฝ่ายรุกอย่างรุนแรง บุกเข้าใส่กลุ่มใหญ่ของหมากขาว แต่หมากขาวก็ไม่ได้ยอมแพ้ ดูเหมือนจะใช้การแลกหมากก่อนหน้า โต้กลับอย่างรุนแรงที่ด้านขวา!”
“แต่โดยรวมแล้ว น่าจะยังเป็นหมากดำที่ได้เปรียบอยู่ใช่ไหม?”
ตอนนั้นเอง หยูเส้าคีบหมากขาวขึ้นมาวาง
เพียงหมากเดียวที่วางลง จงอวี้เฟยถึงกับเบิกตากว้าง กลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก
จากนั้น หยูเส้าก็คีบหมากดำวางตามลงไปอีก
แปะ
เสียงวางหมากเบามาก แต่ในหูของจงอวี้เฟยกลับดังเหมือนเสียงฟ้าผ่า ทำเอาแก้วหูแทบแตก
จงอวี้เฟยมองกระดานอย่างตะลึง ทั้งตัวเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่
ไม่นาน ประตูห้องชมรมก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
เฉินเจียหมิงเดินเข้ามา แล้วเห็นทั้งสองคนยืนตะลึงอยู่ข้างหลังหยูเส้า จึงชะงักเล็กน้อย
“นี่มัน…?”
เฉินเจียหมิงเดินมาทางหยูเส้าอย่างไม่เข้าใจ ยืนอยู่ด้านหลัง แล้วก้มลงมองกระดาน
“สถานการณ์ถึงกับยุ่งเหยิงขนาดนี้เชียว?”
เฉินเจียหมิงจ้องกระดานอย่างตกใจ สายตามองจากมุมบนซ้ายไปบนขวา แล้วจากบนขวาไปล่างซ้าย จากล่างซ้ายไปล่างขวา!
“ทั้งกระดานวุ่นวายไปหมด ยุ่งเหยิงเป็นกลุ่มก้อน! ทำไมสถานการณ์ถึงได้ยุ่งขนาดนี้? หมากดำกับหมากขาวรัดกันแน่นหนึบ สถานการณ์ซับซ้อนจนเกินจินตนาการ! เล่นออกมาแบบนี้ได้ยังไง?”
“แต่... ดูดีๆแล้ว น่าจะเป็นหมากขาวที่ได้เปรียบนิดหน่อย?”
แต่พอดูหยูเส้าวางหมากต่ออีกสองสามตา สีหน้าของเฉินเจียหมิงก็เปลี่ยนทันที
เขาก็ยืนตะลึงอยู่ด้านหลังหยูเส้า มองเกมบนกระดานนั้น
หมากดำ หมากขาว วางสลับกันต่อไปเรื่อยๆ
อีกสักครู่ต่อมา
เฉินเจียหมิงดันแว่นกรอบทองที่สันจมูก สายตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“ทุกครั้งที่ดูเหมือนว่าหมากขาวจะต้านไม่ไหว หมากขาวก็จะเดินหมากแบบคาดไม่ถึง พลิกสถานการณ์ได้อย่างสุดยอด ถึงขั้นบีบคอหมากดำได้!”
“พอคิดว่าหมากดำกำลังลำบาก ก็กลับมีหมากสองสามตาอันแสนลื่นไหล หลีกเลี่ยงคมหมากของหมากขาว แล้วสวนกลับได้อีก!”
“ไม่ว่าจะเป็นหมากดำหรือหมากขาว ทุกตาล้วนยอดเยี่ยม!”
“ทั้งกระดานแค่หมากตาเดียว ก็ส่งผลไปทั้งกระดาน แยกไม่ออกว่าใครได้เปรียบกว่า ใครเสียเปรียบกว่า สถานการณ์พลิกผันได้ทุกเมื่อ!”
“นี่มัน…”
“กระดานนี้มัน…”
เฉินเจียหมิงถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะใช้คำไหนมาบรรยายความรู้สึกภายใน
จากที่หยูเส้าหยุดคิดเป็นระยะๆ เขาก็มองออกว่าหยูเส้าไม่ได้จัดกระดานตามเกมเก่า แค่เพียง... เล่นกับตัวเองเท่านั้น!
ในใจเฉินเจียหมิงก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่ามันไร้เหตุผลเกินไป
เมื่อวานตอนหยูเส้าแข่งกับหวังรุ่ย ถึงแม้หยูเส้าจะกดอีกฝ่ายจนพ่ายแพ้ตั้งแต่ต้นจนจบ ตอนนั้นเฉินเจียหมิงก็พอจะตัดสินได้ว่า หยูเส้าน่าจะมีระดับใกล้เคียงกับมืออาชีพ
แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่... ตัดสินได้เพียงเท่านั้น
เพราะในสายตาของนักเล่นโกะอาชีพ ผู้เล่นระดับสมัครเล่นสี่ดั้ง ยังถือว่าเป็นคนที่เล่นไม่เป็นอยู่ดี
ดังนั้น ผู้เล่นระดับสมัครเล่นสี่ดั้ง ไม่ว่าจะเจอกับนักเล่นโกะอาชีพระดับต้น หรือระดับสูงสุดอย่างเก้าดั้ง ก็มีแต่จะแพ้อย่างเดียว
แม้แต่ตอนการแข่งแบบหลายกระดานก่อนหน้านี้ ถึงหยูเส้าจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยม จนสามารถกดดันมืออาชีพได้ถึงขีดสุด แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่เกมที่ตั้งเงื่อนไข และเป็นการแข่งแบบหลายกระดาน
แม้แต่มืออาชีพเอง ความสามารถที่แสดงออกมาในสถานการณ์แบบนั้นก็มีจำกัดอยู่ดี
แต่ในกระดานการเล่นกับตัวเองครั้งนี้ ระดับฝีมือที่หยูเส้าแสดงออกมา....
“บางที อาจจะไม่ได้เป็นแค่มืออาชีพระดับต้นเท่านั้น!”
“แต่อาจจะ… เหนือกว่านั้นมาก?”
ความคิดนี้ทำให้เฉินเจียหมิงรู้สึกว่ามันน่าขันมาก แต่เมื่อมองกระดานเกมนี้แล้ว เขากลับ... ไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้เลย
อีกครู่ต่อมา หยูเส้ามองกระดานแล้วขมวดคิ้ว ไม่ได้วางหมากต่อ
ในการเล่นกับตัวเองครั้งนี้ หมากขาวใช้แนวทางที่เขาถนัด ส่วนหมากดำเน้นบุกทะลวงทุกอย่าง หวังใช้โอกาสนี้ขัดเกลาทักษะการบุกของตนเอง
แต่สุดท้าย หมากดำก็ยังโดนหมากขาวล้อมไว้จนได้
“ทักษะการบุก ยังขาดอยู่มากนัก…”
หยูเส้าเงยหน้าขึ้น ตอนนั้นเองเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีสามคนยืนอยู่ด้านหลังเขา จึงชะงักเล็กน้อย แล้วเผลอถามขึ้น “พวกเธอมายืนอยู่ข้างหลังฉันทำไมเนี่ย?”
ซูจื่อจินเม้มริมฝีปาก มองหยูเส้าอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็เดินตรงไปนั่งฝั่งตรงข้ามของหยูเส้า ดึงเก้าอี้ออก แล้วนั่งลง
เธอสูดหายใจลึกหนึ่งครั้ง เงยหน้าขึ้นมองหยูเส้า “มาเล่นกับฉันสักตาหน่อยสิ”