เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 9

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 9

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 9


ตอนที่ 9

จริง ๆ แล้วฟางม่อเป็นคนคอแข็งพอตัว นับได้ว่ายังดื่มไม่ถึงพันแก้วก็คงไม่ล้มพับ อย่างน้อยถ้าเป็นคนทั่วไปก็คงเมาหัวราน้ำไปแล้ว

พูดอีกอย่างคือด้วยตำแหน่งฐานะของเขา โดยปกติแล้วจะมีไม่กี่คนที่กล้ารินเหล้าให้เขาดื่ม มีคนแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถทำได้ ด้วยตำแหน่งและคุณสมบัติของเขานั้นก็ทำให้ไม่สามารถเอาแก้วเหล้าเคาะโต๊ะแล้วตะโกนออกมาว่า ‘ดื่มให้สุด ๆ ไปเลย!’ ได้...เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นแบบนี้ล่ะ

ตามเหตุผลที่ว่ามาทั้งสองข้อนี้แล้ว ฟางม่อไม่เคยดื่มจนเมาแบบนี้มาก่อน

แต่ว่าคืนนี้ฟางม่อกลับมาอ้วกอยู่ข้างถนน สาเหตุจริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจากการดื่มเหล้า แต่เป็นเพราะวันนี้เขาตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกมึนหัวเป็นพิเศษ แขนขาหนักอึ้งไร้เรี่ยวแรง เหมือนจะเป็นไข้

ดูเหมือนวันนี้เขามีงานด่วนที่ต้องทำให้เสร็จ บวกกับลูกค้าที่สนิทสนมกันจะมาตรวจงานที่เมืองซานหลิน ไม่ว่าจะเพื่อบริษัทหรือเพราะเรื่องส่วนตัวก็ต้องไปรับด้วยตัวเองให้ได้...เขาถือว่าตัวเองยังหนุ่มร่างกายยังแข็งแรงทนทาน จึงกินยาไปสองเม็ด แล้วรีบออกไปทำงานทันที

งานที่ยุ่งทั้งวันบวกกับตอนกลางคืนที่ต้องไปดื่มเหล้าอีกหลายแก้ว...จากที่อาการไข้ไม่ได้ร้ายแรงนัก แต่เมื่อฟางม่อเดินออกจากร้านอาหารเพื่อที่จะไปเอารถ สุดท้ายร่างกายที่ทนมาตลอดวันก็ถึงขีดสุด เมื่อเดินมาข้างๆ รถ เขาก็รู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง สักพักหนึ่งเขาก็อ้วกออกมาจนหมดไส้หมดพุง

หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย อาการเมาเริ่มหายไป กลายเป็นเหงื่อไหลเพราะความตกใจกลัวเข้ามาแทน...

...ไหนจะเจอกับเหตุการณ์แย่ๆ เมื่อกี้แล้ว อยู่ๆ ฟางม่อก็มาสลบไปอีก

สองพี่น้องที่เจอกับเหตุการณ์นี้ถึงกับตกใจ

“เป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย?!” เย่ซวงแทบบ้า “เมื่อกี้ตอนถูกพวกอันธพาลล้อมไว้ตั้งเยอะไม่เห็นเป็นอะไร ทำไมพอฉันบอกชื่อกลับตกใจสลบไปเลยเนี่ยนะ?!”

เย่เฟิงกลอกตามองบน “เจ๊ เห็นชัดๆ เลยว่าเมา!”

เอาเถอะ เมื่อมองใบหน้าซีดเผือดของฟางม่อที่นอนอยู่บนพื้น รวมทั้งคิ้วของเขาที่ขมวดเข้าหากันเพราะความเจ็บปวดแล้ว...ถ้าดูจากอาการแค่ขนาดนี้แล้ว ปกติคนทั่วไปก็คงจะแยกไม่ออกว่าที่จริงแล้วเป็นเพราะเมาเหล้าหรือว่าเป็นไข้

ไม่ต้องพูดถึงสองพี่น้องเลย เพราะทั้งคู่นั้นก็ไม่มีใครเคยเรียนแพทย์มาก่อน

หลังจากที่เย่ซวงคิดหนักก็พูดขึ้นว่า “เมาแล้วเหรอ?! บ้าเอ๊ย...รู้ว่าดื่มไม่ได้ก็อย่าดื่มเยอะสิ แล้วตอนนี้จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย หรือจะทิ้งให้นอนที่นี่ดี?!”

“เป็นความคิดที่ดีนี่ หลังจากนั้นก็รอให้ไอ้พวกอันธพาลนั่นกลับมาปล้นเขาอีกรอบน่ะเหรอ?” เย่เฟิงเบ้ปากพูด แล้วสายตาก็มองไปที่ ‘ศพ’ ที่กองอยู่บนพื้นแล้วพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจว่า “แบบนี้ก็ง่ายดี คราวนี้ไม่ใช่แค่กระเป๋าเงินกับกุญแจรถ แม้แต่เสื้อผ้าเขาพวกนั้นก็คงจะเอาไปจนหมด”

“ใช่สิ มือถือไงล่ะ!” สมองของเย่ซวงประมวลผลอย่างรวดเร็ว “ลองดูที่รายชื่อติดต่อของเขาสิ มีเบอร์ญาติพี่น้อง หรือแฟนสาวอะไรไหม...” เธอพูดไปก็ควานหามือถือไปด้วย

จะหามือถือไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือจะปลดล็อกหน้าจอยังไง เย่ซวงคิดแล้วน้ำตาก็จะไหล

ให้ตายสิ รหัสปลดล็อกอะไรล่ะเนี่ย?!

เรื่องนี้ทำให้สองพี่น้องกลุ้มใจอย่างมาก

ผู้กล้าไปช่วยคนมาได้แล้วก็จะทิ้งเขาไว้ข้างทางแบบนี้เหรอ?!

แบบนี้ไม่ช่วยจะไม่ดีกว่าเหรอ

เย่เฟิงนั่งยองๆ อยู่ข้างฟางม่อไม่ปริปากพูดอะไร ก่อนจะเอานิ้วไปจิ้มฟางม่อพลางใช้ความคิด “ยังไงพี่ก็จะไปโรงแรมอยู่แล้ว ทำไมไม่พาเขาไปนอนด้วยสักคืนล่ะ?!”

เย่ซวงอยากจะเตะน้องชายแสนไร้เดียงสาที่คิดจะขายพี่สาวคนนี้ให้กระเด็นเสียเหลือเกิน “จะให้พี่สาวของแกไปนอนกับผู้ชายเนี่ยนะ หญิงโสดกับชายโสด...นี่แกคิดดีแล้วใช่ไหมที่พูดออกมาน่ะ!”

“จะโวยวายทำไมเนี่ย ยังไงตอนนี้พวกพี่ก็เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่!” เย่เฟิงโบกมือปัดความรับผิดชอบ

แต่ยังไงเสียร่างกายของพี่สาวเขาตอนนี้ ผู้ชายธรรมดาๆ คงไม่มีทางทำอะไรได้อยู่แล้ว จะให้พูดก็คือต่อให้มีจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นก็ตาม คนคนนั้นจะต้องมีพละกำลังมากกว่าเจ๊ใหญ่ของบ้านเสียก่อน

เย่เฟิงเร่งเร้า “รีบ ๆ ตัดสินใจสักทีสิ จะให้นอนอยู่บนพื้นก็ดูไม่เข้าท่าเท่าไร ถ้ามีคนเดินผ่านไปผ่านมาแล้วเห็นเข้า เขาจะพากันคิดว่าเราเป็นคนทำร้ายเขาเอานะ”

พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เย่ซวงก็ไม่สามารถที่จะทิ้งคนเป็นๆ ไว้โดยไม่สนใจได้ ไม่ว่าเธอจะลังเลยังไง แต่ท้ายที่สุดเธอก็ต้องพาเขากลับไปด้วยอยู่ดี แต่ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ เธอจะพาเขาไปที่ไหนน่ะสิ...

ตามที่เย่เฟิงพูดมาก่อนหน้านี้ เบอร์โทรติดต่อฉุกเฉินก็ไม่มี ในสภาพที่ตัวเองก็เหมือนคนไร้บ้านต้องระเห็จไปนอนโรงแรม ซ้ำยังจะต้องพาคนเมาอย่างฟางม่อไปด้วยอีกคน...นอกจากจะพาไปโรงแรมแล้ว ยังจะมีทางเลือกอื่นอีกเหรอ?!

สองพี่น้องตกลงกันได้แล้ว สรุปคือให้ฟางม่อไปพักกับเย่ซวงหนึ่งคืน “ดีเลย ผมกำลังอยากลองขับรถของเขาอยู่พอดี!” เย่เฟิงคันไม้คันมือด้วยความตื่นเต้น “ตั้งแต่ผมไปสอบใบขับขี่มา ยังไม่มีโอกาสได้ลองขับจริงๆ เลย ครั้งที่แล้ว พ่อก็บอกว่าเดือนหน้าจะซื้อรถใหม่เข้าบ้าน...ผมขอใช้โอกาสนี้ลองมือหน่อยละกัน กลับไปจะได้ไม่ทำรถคันใหม่เป็นรอย”

“...” เย่ซวงเงียบไป เธอไม่แน่ใจว่าควรจะบอกน้องดีหรือไม่ว่า รถใหม่ที่พ่อบอกว่าจะซื้อน่ะ คงไม่ได้ซื้อแล้วล่ะ...

ก็ไม่ใช่เรื่องอะไร วันนี้ที่ออกไปทำบัตรประชาชนใหม่ตอนกลางวันนั่นไงล่ะ

บัตรที่ไปทำใหม่นั้นราคาไม่ใช่ถูกๆ ร้านนั้นเสนอราคามาหลายหมื่นหยวน เท่ากับว่าได้นำเงินหนึ่งในสามส่วนของเงินเก็บไปใช้หมดแล้วน่ะสิ

ทำไมเงินเก็บถึงได้น้อยแบบนี้เหรอ?! ก็ในบ้านมีแค่พ่อที่ทำงาน แถมยังต้องเลี้ยงลูกอีกตั้งสองคน เงินที่ต้องจ่ายให้กับการศึกษา ทั้งค่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าแป๊ะเจี๊ยะ ค่าอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้...ตั้งแต่เริ่มเรียนมาจนถึงตอนนี้ คิดว่าใช้ไปตั้งเท่าไรแล้วล่ะ มีเหลืออยู่แสนกว่าๆ ก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว

สำหรับอนาคตของลูกแล้ว...ไม่ต้องพูดถึงเย่เฟิง คุณเย่กับภรรยาได้ตกลงกันแล้วว่าลูกผู้ชายที่ดีต้องดูแลครอบครัว เมื่อโตขึ้นทำงานแล้วก็ต้องซื้อรถ ซื้อบ้านด้วยเงินของตัวเอง โตแล้วยังแบมือขอเงินพ่อแม่? แบบนี้น่าภูมิใจเหรอ?!

แต่เย่ซวง...ให้ตายสิ! ลูกผู้หญิงพอแต่งงานก็ต้องไปอยู่กับสามี พ่อแม่ไม่ได้ยุ่งด้วยแล้ว แต่ถ้าเกิดสามีดูแลภรรยาของตัวเองไม่ได้ขึ้นมาล่ะ ก็จะเกาะผู้หญิงกิน?!

ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเลี้ยงลูกชายหรือลูกสาว พ่อกับแม่ก็ไม่ได้รู้สึกกดดัน ถึงเวลาโตแล้วก็จะปล่อยให้พวกเขาออกไปสร้างตัวเอาเองหรือจะไปทำประโยชน์ให้กับสังคมก็แล้วแต่ เมื่อถึงเวลานั้นพ่อกับแม่ก็ไม่ยุ่งด้วยแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ!

เมื่อสิ่งที่เย่เฟิงรอคอยกลับไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง เย่ซวงก็กระแอมกระไอออกมาเพื่อเปลี่ยนประเด็นการสนทนา “รถของเขาก็อย่าไปยุ่งเลย มานี่ มาเปิดประตูรถให้หน่อย แล้วไปพยุงเขามาไว้ที่เบาะหลังด้วย”

เย่เฟิงเมื่อคิดว่าจะได้ขับรถของฟางม่อ ก็เกิดมีจิตใจเมตตารีบเข้าไปช่วยพยุงทันที

น่าเสียดายที่ร่างกายระดับมาตรฐานนี้กลับพยุงฟางม่อเอาไว้ไม่ไหว ร่างกายบอบบางของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีที่คิดจะช่วยพยุงหนุ่มเข้าฟิตเนตสร้างกล้ามเนื้ออย่างฟางม่อ...เมื่อเย่ซวงมองดูแล้วก็รู้สึกว่าอันตราย ร่างสูงใหญ่ของฟางม่อซบลงไปที่ร่างกายผอมบางของเย่เฟิง มองดูแล้วเหมือนจะล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่

สุดท้ายก็ทนดูต่อไปไม่ได้ เย่ซวงจึงถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินมาทางด้านหลังจากนั้นจึงคว้าแขนฟางม่อมาคล้องคอตนเอง แล้วใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ผลักเย่เฟิงให้ออกห่าง “มาฉันเอง หลีกไป!”

จากนั้นเย่เฟิงก็มองเย่ซวงด้วยความตกตะลึง เพราะตอนนี้เย่ซวงกำลังอุ้มร่างสูงใหญ่ของฟางม่อขึ้นไว้ในอ้อมกอดราวกับอุ้มเจ้าหญิง แถมยังไม่มีท่าทางเหนื่อยหอบเลยสักนิด พร้อมทั้งเดินไปที่รถด้วยท่าทีสบาย

“...” ในตอนนั้นทัศนคติต่อทุกอย่างบนโลกของเย่เฟิงก็ได้ถูกทำลายจนย่อยยับ

 

จบบทที่ DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 9

คัดลอกลิงก์แล้ว