เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 8

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 8

DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 8


ตอนที่ 8

แม้ว่าเย่ซวงจะไม่เคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาก่อน แต่ด้วยคุณสมบัติของร่างกายเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะขู่คนได้แล้ว

เมื่อเห็นพละกำลังของเธอสามารถทำให้เสาไฟแตกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว ก็เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครคิดจะลองดีกับเธอแน่ๆ ถึงท่วงท่าจะไม่ได้สวยงามอะไรแต่ก็มีพละกำลังมหาศาล...ถ้าให้พูดคือ ถึงแม้เธอจะมีฝีมือที่เงอะงะ แต่ด้วยกรงเล็บอินทรีเพียงอย่างเดียวที่แกว่งไปมั่วๆ ก็ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร

“จะทิ้งกระเป๋าไว้ดีๆ หรือจะจะทิ้งคนไว้ ก็เลือกเอาเองละกัน”

สายตาของฟางม่อก็ตื่นตะลึงไปด้วยความสับสน หนุ่มหล่อท่าทางสง่าผ่าเผยคนนั้นค่อยๆ ปัดเศษฝุ่นในมือออกเบาๆ หัวตาก็เหลือบไปเห็นพวกอันธพาลที่ถูกคำพูดแค่ไม่กี่คำทำให้ตัวสั่นไปหมด เหมือนคำประกาศิตจากสวรรค์จนทำให้ไม่กล้าที่จะต่อปากต่อคำออกไป ฟางม่อขมวดคิ้ว จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับตัวผ่อนคลาย และสังเกตรอบๆ อย่างละเอียด ก่อนที่จะมองไปยังผู้ผดุงความยุติธรรมที่ดูเปล่งประกาย

ใช่แล้ว เปล่งประกายจริงๆ!

ตั้งแต่เล็กจนโตไม่ว่าจะเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน คำว่าเปล่งประกายมักเป็นคำที่มีไว้ใช้กับฟางม่อเท่านั้น จริงๆ แล้วเขาไม่นับว่าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด แต่ถ้าหากจะหยิบเอาด้านใดด้านหนึ่งออกมาพูด ก็พูดได้ว่าเป็นมนุษย์ระดับกลางถึงสูง แน่นอนว่าฟางม่อมีคุณสมบัติที่คู่ควร

รู้จักที่จะสู้และถอย มีความสามารถ จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และเป็นคนนิสัยดี...ในสายตาของรุ่นพี่และคนที่อยู่ใกล้ๆ บางทีการมีด้านที่พิเศษโดดเด่นออกมาก็ทำให้เป็นที่ดึงดูดของคนรอบข้าง หลังจากเป็นที่ตกตะลึงของผู้คนแล้ว ฟางม่อก็ยังคงเป็นที่รักของทุกคนอีกด้วย

ก็เหมือนกับนักเรียนบางคนได้คะแนนเต็มในวิชาที่ถนัด ซ้ำยังได้คะแนนบวกเพิ่ม แต่ฟางม่อกลับทำคะแนนสอบทุกวิชาให้อยู่ที่เก้าสิบคะแนน

นี่แสดงให้เห็นถึงนิสัยถ่อมตัวของเขา แต่ภายในจิตใจของฟางม่อก็ยังมีความหยิ่งอยู่บ้าง พูดได้ว่าเขายังไม่เคยเจอคนที่ตัวเองให้การยอมรับว่าเป็นเพื่อน หรือเพื่อนที่อยู่ในระดับเดียวกันเลย

วันนี้กลับเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้น อยู่ๆ ก็ได้เจอกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจได้

แต่ที่ฟางม่อไม่เข้าใจคือ หนุ่มหล่อตรงหน้าที่ถูกเขาชื่นชมอยู่ในใจคนนี้ กลับไม่ได้แสดงท่าทีสงบอย่างที่ควรจะเป็น

ถึงแม้เย่ซวงจะใช้สายตามองพวกอันธพาลแบบ 'พวกแกทั้งหมดมันพวกกากเดน คนมีปัญญาเขาไม่ใช้มือมาทำเรื่องสกปรกแบบนี้กันหรอก' อย่างโอหัง แต่ความจริงแล้วในใจเย่ซวงอยากจะกรีดร้องออกมา...ต่อให้กล้าหาญยังไงก็...

เอาเถอะ ไหนๆ ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงแล้วนี่นะ

ตั้งแต่เล็กจนโตจะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ถืออาวุธพร้อมสู้กันล่ะ ยกตัวอย่างเช่น จิกหัว ตบหน้า คงไม่ต้องพูดถึง น้องชายก็คงแค่ยืนดูอยู่อย่างเดียว เย่ซวงต้องลงมือเองหรือนี่?!

ปัญหาตอนนี้คือคนเยอะเกินไป อีกทั้งเย่เฟิงกับบอสของเราที่ดื่มจนร่างกายไร้เรี่ยวแรง ก็ดูไม่น่าจะสู้ไหว

ดูยังไงตอนนี้ก็มีแค่เธอเท่านั้นที่จะข่มพวกนั้นได้ และแน่นอนว่าทุกอย่างตกมาอยู่ที่เธอ

ในใจของเย่ซวงนั้นช่างรู้สึกเคว้งคว้าง แต่สำหรับพวกอันธพาลแล้วกลับเคว้งคว้างมากกว่าเธอเสียอีก

เด็กวัยรุ่นไม่กี่คนตาค้างมองตรงไปยังเศษปูนซีเมนต์ที่ตกอยู่บนพื้นนั้น บางคนที่ไม่เชื่อ ก็แอบเอาเท้าไปเขี่ยๆ ดู หลังจากนั้นก็ไม่กล้าหายใจออกมาเลย

เย่ซวงหวังว่าวิธีนี้จะทำให้พวกอันธพาลล่าถอยออกไปได้ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ตอนนี้พวกอันธพาลอยากจะถอยออกไปแทบแย่ แต่ไม่กล้าที่จะเดินออกไปจากตรงนี้ต่างหาก

ในละครก็เคยสอนไว้ว่า ในการต่อสู้ คนที่มีฝีมือก็มักจะระเบิดกระบวนท่าใส่พวกตัวร้าย และถ้าเกิดว่าพวกเขาคิดหนีขึ้นมา ก็จะโดนคนที่อยู่ข้างหลังเขวี้ยงมีดบินใส่...เอาเถอะ หนุ่มหล่อคนนี้ก็คงไม่ชำนาญถึงขั้นใช้อาวุธหรอก แต่เขาสามารถทุบเสาไฟให้แตกได้ แค่นี้ทุกคนก็กลัวหัวหดแล้ว!

ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน แล้วอยู่ๆ บรรยากาศรอบตัวทั้งสองฝ่ายก็เงียบลง

ฟางม่อรู้สึกสงสัยนิดหน่อย ดูไม่ออกจริงๆ ว่าหนุ่มหล่อคนนั้นอารมณ์ไหน? แค่ไปจัดการให้พวกนั้นหนีไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนมากคนที่มีพละกำลังเขาไม่ใช้เหตุผลเข้าหากันหรอก

แต่เขากลับไม่ได้คิดจะลงมือจริงๆ และฟางม่อที่ถูกช่วยเอาไว้ก็ไม่ได้พูดอะไร

เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ดูเหมือนว่าสมองของพวกอันธพาลจะกลับออกมาจากจินตนาการอันเลวร้ายได้แล้ว ก่อนจะฟื้นกลับมาเป็นตัวของตัวเอง หลังจากนั้นก็ทำตามคำพูดที่หนุ่มหล่อได้พูดทิ้งไว้เป็นอันดับแรกคือ...ทิ้งกระเป๋าไว้หรือว่า...

แม่งเอ๊ย! ก็ต้องทิ้งกระเป๋าไว้สิวะ!

พวกอันธพาลที่ได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็วก็รีบใช้สองมือยืนกระเป๋าเงินคืนให้ฟางม่อ พร้อมกับส่งกระเป๋าเงินของตัวเองให้ไปด้วย เพื่อเป็นการขอบคุณที่ไว้ชีวิต จริงๆ แล้วพวกอันธพาลก็ไม่ได้อยากจะให้กระเป๋าเงินกับเย่ซวงเป็นการพิเศษหรอก แต่กลัวว่าเย่ซวงจะไม่พอใจ ลูกน้องอีกสองสามคนก็ล้วงเอาเงินในกระเป๋ากางเกงออกมาให้

ในขณะเดียวกันก็มีอันธพาลจำนวนหนึ่งที่ตื้นตันจนน้ำตาไหลนองเพราะได้เจอกับคนที่มีฝีมือแต่ไม่คิดจะลงไม้ลงมือ…

ฟางม่อก็รับกระเป๋าเงินกลับคืนมาอย่างเงียบๆ เพราะสถานการณ์มันเกินกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก และในขณะเดียวกัน ผู้รับหน้าที่เก็บกระเป๋าเงินของพวกนั้นอย่างเย่เฟิงก็ได้แต่นิ่งเงียบ

หลังจากที่รอให้พวกอันธพาลล่าถอยออกไป สถานการณ์ร้ายๆ นั้นก็กลับคืนมาเป็นปกติ ฟางม่อเองก็เริ่มสร่างเมาแล้ว จึงค่อยๆ เท้ารถเพื่อพยุงตัวเองลุกขึ้นมา มองไปยังเย่ซวงด้วยสายตาที่สนใจยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแค่ฝีมือดี แต่รูปร่างหน้าตาก็ดีอีกด้วย และที่สำคัญจะยังมีใครบนโลกใบนี้ที่ถ่อมตัวไปมากกว่านี้อีกไหม

ไม่เลว หายากจริง ๆ

 

“วันนี้ขอบคุณพวกคุณทั้งสองคนมาก” ที่จริงแล้วฟางม่ออยากจะถามอีกฝ่ายว่าอยากจะให้ไปส่งที่โรงพยาบาลไหม แต่คำพูดที่หลุดออกจากปากนั้นกลับเป็นไปในทางตรงข้ามแทน เขาเหลือบไปเห็นที่ฝ่ามือขาวละเอียดของเย่ซวงไม่มีแม้แต่รอยแดงปรากฏออกมาให้เห็น ก็ทำให้คำพูดนั้นถูกกลืนลงไปอย่างเงียบๆ

ฟางม่อเปิดประตูรถหลังคนขับและหยิบนามบัตรออกมาหนึ่งใบส่งให้อย่างนอบน้อมพร้อมกับพูดว่า “เวลานี้ก็ดึกมากแล้ว คิดว่าทั้งสองก็คงอยากจะรีบกลับบ้านแล้ว ถ้าอย่างนั้นไว้วันหลังผมขอนัดออกมาทานข้าวเพื่อเป็นการตอบแทน...นี่นามบัตรผม ด้านบนนี้มีเบอร์โทรศัพท์ของผมอยู่ ถ้าหากมีอะไรให้ช่วย ก็ติดต่อมาได้เลยนะครับ”

เลี้ยงข้าว?! ตอนนี้คงจะไม่ได้

ให้เงิน?! ก็จะดูหยามกันเกินไป

ระหว่างเลือกฟางม่อก็ลืมไปเลยว่าเย่ซวงนั้นรับเงินของพวกอันธพาลมาอย่างไม่มีความเกรงใจ ในใจมัวแต่คิดยกย่องเห็นเขาเป็นอัจฉริยะของคนในยุคนี้

แน่นอนว่าถึงแม้จะเป็นอัจฉริยะก็ไม่ควรที่จะพาใครก็ไม่รู้ขึ้นรถไปด้วยในเวลาดึกดื่นแบบนี้ ถ้าเกิดกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ขึ้นมาล่ะ!

เมื่อเป็นเช่นนั้น “พวกคุณจะไปไหน ให้ผมไปส่งไหม” ข้อเสนอแบบนี้ก็คงต้องทิ้งไป...ถ้าดูจากหลาย ๆ อย่าง ฟางม่อเป็นคนที่ถ้าไม่รู้จักคนนั้นมาก่อน เขาก็จะรักษาระยะห่างและระวังตัวเป็นพิเศษ

เย่ซวงก็สับสนอยู่ครู่หนึ่ง บอสของเราเหมือนจะพูดไปจนหมดแล้ว ที่จริงแล้วเธออยากจะบอกว่า

ทุกคนในบริษัทมีเบอร์โทรศัพท์ของเขากันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องมาให้นามบัตรกับฉันหรอก แต่ถ้าหากอยากจะแสดงความขอบคุณจริงๆ ก็เพิ่มเงินเดือน...

แต่พอคิดเรื่องร่างกายของตัวเองตอนนี้ เธอก็ได้แต่สะบัดหัวตัวเองไปมาแล้วตอบว่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอก มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องนี่” เย่ซวงเผยยิ้มออกมาแต่ภายในใจเลือดแทบจะไหลออกมาเป็นหยดๆ

“ใช่สิ ผมชื่อฟางม่อ ขอถามว่าทั้งสองชื่อ...” ในที่สุดฟางม่อก็นึกขึ้นมาได้ว่าลืมถามชื่อไป เขาวางแผนไว้ว่าจะเอาชื่อของคนที่ช่วยเขาไว้มาตอบแทนในวันข้างหน้า

“...” เย่ซวงตอบอย่างระมัดระวังว่า “ผมชื่อเย่ซวง...” ดูเหมือนว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเธอเพิ่งจะถูกบอสจับได้ว่าแอบเล่นเกมในบริษัทแล้วโดนตำหนิไปหยกๆ

ตอนนี้คนคนนี้ก็คงจำชื่อของเราไม่ได้หรอกมั้ง

“เย่...”

ฟางม่อยิ้มๆ เหมือนกับว่ามีอะไรจะพูด แต่น่าเสียดายที่เขาพูดออกมาได้คำเดียว แล้วก็หมดสติรูดลงไปกับรถ ไปกองอยู่ที่พื้นเสียอย่างนั้น

 

 

จบบทที่ DNA อลวนคนสองร่าง ตอนที่ 8

คัดลอกลิงก์แล้ว