- หน้าแรก
- รูมเมตของฉันเป็นดาบ
- บทที่ 30 - ไม่กินของเหลือเดนใคร
บทที่ 30 - ไม่กินของเหลือเดนใคร
บทที่ 30 - ไม่กินของเหลือเดนใคร
2017 เดือน 6 วันที่ 10 กลางดึก
ภายใต้ความมืดมิด แสงกระบี่สีทองหม่นสายหนึ่งพุ่งวาบจากใจกลางเมืองมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกราวกับสายฟ้าแลบ พริบตาเดียวก็มาถึงหน้าประตูสวนสกุลเสิ่น ตรอกหลิวเขียว
แต่ในจังหวะที่แสงกระบี่กำลังจะพุ่งเข้าบ้าน ก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นสกัดไว้ มันดิ้นรนอยู่สองสามที สุดท้ายก็ร่วงลงพื้นอย่างจำนน
ในฐานะจิตวิญญาณกระบี่ หวังจิ่วมีพลังกดข่มอาวุธประเภทกระบี่บินได้โดยธรรมชาติ กระบี่ส่งสารเล่มนี้เกรดไม่ถึงขั้น เลยโดนค่ายกลเชิดวัตถุของเขาสอยร่วงอย่างง่ายดาย
หลังจากสกัดกระบี่บินได้ หวังจิ่วหยิบจดหมายที่แนบมากับกระบี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แกะอ่านดู พบว่าเป็นจดหมายจากหลี่เฟิงอวิ๋น
"ชิงหมิง พ่อกับแม่กำลังพิจารณาว่าจะชดเชยสิ่งที่ติดค้างลูกมาหลายปีได้ยังไง ลูกต้องการเงินเท่าไหร่ถึงจะยอมยกโทษให้พวกเรา?"
หวังจิ่วหัวเราะลั่น: เป็นคำถามที่ดี
เมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งถามคำถามคล้ายๆ กันกับหลี่ชิงหมิง ไม่นึกว่าหลี่เฟิงอวิ๋นจะใจตรงกัน
เขาจึงถือคำถามนี้เข้าไปในห้องนอนของหลี่ชิงหมิง สาวน้อยกำลังงัวเงียจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ หวังจิ่วเลยพูดสั้นๆ
"เจ้าคิดว่าพ่อแม่เจ้าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ เจ้าถึงจะยอมยกโทษให้?"
หลี่ชิงหมิงแค่นเสียง "ถ้าไม่ถึงแสนหินวิญญาณ อย่าหวังเลย!"
หวังจิ่วพยักหน้า "รับทราบ อีกอย่าง..."
"พอก่อน จะนอนแล้ว มีอะไรไว้คุยพรุ่งนี้"
"ก็ได้"
ครู่ต่อมา หวังจิ่วเขียนคำตอบของหลี่ชิงหมิงลงในกระดาษจดหมาย ผูกติดกับกระบี่บินเล่มเดิม แล้วส่งกลับไป
...
ที่บ้านใหญ่ตระกูลหลี่ หลี่เฟิงอวิ๋นที่กำลังรอผลอย่างใจจดใจจ่อ ขณะที่โดนลู่เซินด่ายับเยิน พอได้รับจดหมายตอบกลับ ก็เหมือนสวรรค์มาโปรด
"ดูสิๆ ลูกตอบกลับมาแล้ว!"
ลู่เซินยิ้มเย็น "อ้อ จดหมายตัดขาดพ่อลูกสินะ"
หลี่เฟิงอวิ๋นหน้าเสีย "มะ ไม่ใช่หรอกมั้ง?"
ลู่เซินเทศนา "ฉันอธิบายให้คุณฟังกี่รอบแล้ว การทำแบบนี้เท่ากับใช้เงินฟาดหัวลูกตัวเอง! ชิงหมิงแม้จะจนกรอบ พรสวรรค์ต่ำเตี้ย สติปัญญาไม่ค่อยดี นิสัยก็ดื้อรั้นหัวแข็ง แต่ยังไงก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ นางไม่มีทางลดตัวลงมากินของเหลือเดนแบบนี้หรอก!"
"แต่ว่า..." หลี่เฟิงอวิ๋นเปิดจดหมาย "นางเรียกมาแสนหินวิญญาณ"
"...เป็นไปไม่ได้!" ลู่เซินตบโต๊ะผาง เดินเข้าไปเขย่งเท้าดูจดหมายในมือสามี สีหน้าเปลี่ยนทันที "นึกไม่ถึงว่าหลี่ชิงหมิงจะเป็นคนแบบนี้!"
หลี่เฟิงอวิ๋นกลับดีใจ "สมเป็นลูกสาวผม! คุยง่ายจริงๆ"
"คุยง่ายกับผีน่ะสิ! ฉันสงสัยว่านางกำลังปั่นหัวคุณเล่น!"
หลี่เฟิงอวิ๋นส่ายหน้า "ไม่หรอก ดูลายมือสิ ขีดเส้นตรงเป๊ะ เต็มไปด้วยความจริงใจ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นลายมือชิงหมิง ผมคงนึกว่าเป็นลายมือของลูกผู้ชายอกสามศอกที่มีจิตใจมั่นคงดั่งเหล็กกล้า"
"นี่มันลายมือที่นางใช้แกล้งผีหลอกคนเมื่อตอนกลางวันชัดๆ!" ลู่เซินโกรธจนเต้นเร่า "ช่างเถอะ ในเมื่อคุณคิดว่าเป็นไปได้ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะเบิกหินวิญญาณแสนก้อนจากคลังให้นาง คอยดูซิว่านางจะกลับใจจริงหรือเปล่า!"
...
2017 เดือน 6 วันที่ 11 เช้าตรู่
เป็นอีกวันที่อากาศสดใส เมื่อมองท้องฟ้าที่มืดมิดแต่ใสกระจ่างก่อนรุ่งสาง จิตวิญญาณกระบี่เทพเหนือโลกอารมณ์ดีสุดๆ
ช่วงนี้ การฟื้นฟูโลกแห่งกระบี่เริ่มเร่งสปีดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะมีเงินทุนสนับสนุนหลายแสนตำลึง อีกส่วนเพราะลมปราณของหลี่ชิงหมิงเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะพาหนะ นางเริ่มมีประโยชน์มากขึ้น
ดังนั้น อาศัยแสงแรกแห่งอรุณรุ่ง หวังจิ่วเริ่มสร้าง 'หอคอยรวมแสง' ในโลกแห่งกระบี่
นี่เป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญที่สุดในช่วงแรกของการฟื้นฟูโลกแห่งกระบี่ สำคัญพอๆ กับค่ายกลรวมวายุที่เป็นแหล่งพลังงาน เมื่อมีหอคอยรวมแสง ทุกครั้งที่วันและคืนผลัดเปลี่ยนกัน หวังจิ่วจะดูดซับ 'แก่นตะวัน' ได้เส้นหนึ่ง แก่นแท้นี้แม้จะน้อยนิด แต่มีระดับชั้นที่เหนือกว่าพลังทั่วไปแบบทิ้งห่าง อย่างเทียบกับปราณกระบี่สุริยันของลู่เซิน แก่นตะวันเหนือกว่าอย่างน้อยสองขั้น แก่นตะวันไม่เพียงมีพลังทำลายล้างที่ไม่มีใครเทียบ แต่ยังมีความมหัศจรรย์ในการหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง ยิ่งกว่านั้น เมื่อหอคอยรวมแสงสะสมแก่นตะวันได้มากพอ หวังจิ่วก็จะเริ่มสร้างดวงอาทิตย์ของโลกแห่งกระบี่เองได้ ถึงตอนนั้นแก่นแท้ก็จะเกิดขึ้นเองไม่รู้จบ ไม่ต้องพึ่งพาภายนอก—แน่นอนว่าด้วยประสิทธิภาพการดูดซับของหอคอยเดียว คงต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะสะสมครบ แต่เมื่อการฟื้นฟูโลกแห่งกระบี่คืบหน้า ก็สามารถสร้างหอคอยรวมแสงเพิ่มได้ ประสิทธิภาพก็จะทวีคูณ
และหอคอยรวมแสงที่วิเศษขนาดนี้ ใช้วัสดุในการสร้างที่เรียบง่ายมาก ขอแค่ลมปราณบริสุทธิ์กับเลือดลมที่พลุ่งพล่านของผู้ฝึกตนวัยเยาว์
ค่ายกลรวมวายุของหวังจิ่ว แม้จะเป็นเวอร์ชันพื้นฐานที่สุด แต่ก็กรองลมปราณฟ้าดินได้อย่างละเอียดละออ ส่วนหลี่ชิงหมิงในฐานะผู้สืบทอดกายาราชันย์คงกระพัน เลือดลมในตัวนางพลุ่งพล่านขนาดที่ผู้ฝึกตนขั้นก่อวายุระดับสูงสุดยังต้องอาย—แน่นอน เจ้าตัวไม่ค่อยรู้สึกหรอก เพราะตั้งแต่ฝึกวิชานี้มาเกือบเดือน นางใช้เวลาส่วนใหญ่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่มีความรู้สึกของราชันย์เลยสักนิด
ในยุครุ่งเรือง โลกแห่งกระบี่มีดวงอาทิตย์เก้าดวง แสงสว่างจ้าหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตนับล้าน และเมื่อปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน สามารถเผาที่ราบหมื่นลี้ให้เป็นจุณในพริบตา ในศึกสุดท้าย หวังจิ่วจำได้ลางๆ ว่าเขาใช้ดวงอาทิตย์เก้าดวงนี้เป็นอาวุธลับ ปาอัดหน้าจักรพรรดิมารเต็มๆ เผาลูกตาปิศาจคู่นั้นจนไหม้เกรียม ใบหน้าที่งดงามหยิ่งยโสละลายกลายเป็นก้อนเนื้อน่าเกลียด
น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถปิดเกมได้เด็ดขาด
แน่นอน ตอนนี้เผ่ามารสิ้นซาก โลกสงบสุข หวังจิ่วไม่รีบร้อนจะฟื้นฟูพลังระดับเทพ แต่การสร้างดวงอาทิตย์ดวงแรกให้เร็วที่สุดเป็นเรื่องจำเป็นมาก
ค่ายกลรวมวายุ หอคอยรวมแสง มีสองสิ่งนี้ โลกแห่งกระบี่ถึงจะเข้าสู่วัฏจักรที่ไม่ต้องพึ่งพาภายนอกอย่างแท้จริง สิ่งปลูกสร้างและสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในโลกแห่งกระบี่สามารถสังเคราะห์ขึ้นจากลมปราณและแก่นตะวันได้ แม้ประสิทธิภาพจะต่ำกว่าการเอาวัสดุสำเร็จรูปมาสร้างดื้อๆ ก็ตาม
แต่ช่วยไม่ได้ที่พาหนะหลี่ชิงหมิงเป็นยาจก ตั้งแต่รู้จักกันมา ทรัพยากรเกือบทั้งหมดเขาต้องหาเองกับมือ ส่วนพาหนะที่มีหน้าที่รับใช้ นอกจากนอนบนเตียงรอรับเงินเดือน 9 ตำลึง—อ้อ ช่วงหลังขึ้นเป็น 100 ตำลึงแล้ว—ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
"นายนี่มันน่ารำคาญจริงๆ! อย่ามาบ่นพึมพำให้ฉันได้ยินนะ!"
บนเตียง หลี่ชิงหมิงประท้วงเสียงอ่อย ผลข้างเคียงของกายาราชันย์คงกระพันจะรุนแรงที่สุดตอนเช้า ตั้งแต่ลืมตาจนถึงลุกจากเตียง ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม...
ในเมื่อขยับไม่ได้ หลี่ชิงหมิงก็ได้แต่ใช้ปากสู้กับจิตวิญญาณกระบี่
"เชอะ อย่าคิดว่าหาเงินได้นิดหน่อยแล้วจะวิเศษวิโสนัก ถ้าไม่ใช่เพราะฉันติดพันกับการฝึกกายาราชันย์คงกระพัน ฉันก็หาเงินได้เหมือนกัน เผลอๆ จะหาได้มากกว่านายอีก"
หวังจิ่วถามอย่างใคร่รู้ "เช่นวิธีไหน?"
หลี่ชิงหมิงจุก ก็แค่เถียงข้างๆ คูๆ ไม่นึกว่าเจ้ากระบี่นี่จะเอาจริง! เด็กสาวขั้นก่อวายุระยะแรกอย่างเธอจะมีปัญญาหาเงินหลายแสนตำลึงหรือหลายร้อยหินวิญญาณได้ไง...
แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว จะยอมแพ้ไม่ได้ หลี่ชิงหมิงเลยแถต่อ "ฉันก็ไปรับภารกิจที่สมาคมสงเคราะห์ได้ ขนาดนายยังคัดหนังสือหาเงินได้ ฉันก็ต้องทำได้เหมือนกัน"
หวังจิ่วขมวดคิ้ว เริ่มพิจารณาว่าด้วยความสามารถของพาหนะ จะทำภารกิจอะไรของสมาคมถึงจะหาเงินได้หลายแสน... คิดไปคิดมา วิธีเดียวที่เป็นไปได้น่าจะเป็นการขายอวัยวะ นางฝึกกายาราชันย์คงกระพันมาเกือบเดือน ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาก อวัยวะภายในได้รับการปรับปรุง นอกจากสมองแล้ว อวัยวะส่วนอื่นน่าจะขายได้ราคาดี
ทันใดนั้น มีเสียงเคาะประตูจากกระบี่บินส่งของ หวังจิ่วใช้เคล็ดกระบี่มายาแปลงร่างเป็นเจ้าเตี้ยลายดอกไปเปิดประตู
ประตูเปิดออก เห็นกระบี่บินสีทองอร่ามบรรทุกหีบเหล็กใบมหึมาลอยอยู่หน้าประตู เนื่องจากเป็นกระบี่ขนส่ง ด้ามกระบี่หันมาข้างหน้า ปลายชี้ไปข้างหลัง ตรงหน้าด้ามกระบี่มีกระดาษลอยอยู่ เป็นใบเซ็นรับของ
"กรุณาให้ผู้รับ หลี่ชิงหมิง ตรวจสอบความถูกต้องและเซ็นชื่อตรงนี้"
หวังจิ่วจะไปเลียนแบบลายมือพาหนะได้ไง เลยวาดรูปหน้ายิ้มของหลี่ชิงหมิงลงไปส่งๆ เจ้ากระบี่ทองนั่นเป็นแค่อาวุธวิเศษที่ไม่มีจิตวิญญาณ ดันยอมรับลายเซ็นแบบนี้ซะงั้น ทิ้งหีบเหล็กไว้ แล้วแวบหายไปทันที
หวังจิ่วใช้ค่ายกลเชิดวัตถุจะยกหีบ แต่ยกไม่ขึ้น หีบนี่หนักอย่างน้อยหลายร้อยชั่ง ค่ายกลในโลกแห่งกระบี่ตอนนี้รับน้ำหนักไม่ไหว
โชคดีที่ตอนนี้หลี่ชิงหมิงหลุดพ้นจากผลข้างเคียงแล้ว เดินโซซัดโซเซมาที่ประตู เห็นหวังจิ่วยืนงงอยู่ข้างหีบเหล็ก ก็อดขำไม่ได้
ยังขำไม่สุดเสียง หวังจิ่วก็พูดขึ้น "พาหนะมาแล้วเหรอ? ดีเลย ช่วยแบกเจ้านี่กลับเข้าไปหน่อย"
"..."
หลี่ชิงหมิงกัดฟันแบกหีบเหล็กหนักอึ้งกลับไปที่ห้อง
พอเปิดหีบ แสงเจิดจ้าก็สาดส่องไปทั่วห้อง
หวังจิ่วร้อง "หินวิญญาณเพียบเลย!"
"หินวิญญาณ?"
"อืม หนึ่งแสนก้อนเต็มๆ"
"ล้อเล่นน่า!" หลี่ชิงหมิงหรี่ตา "หีบแค่นี้จะยัดหินวิญญาณแสนก้อนลงไปได้ไง..."
"นี่เป็นหีบมิติที่ผ่านการดัดแปลงด้วยวิชาเซียน" หวังจิ่วพูดพลางมุดเข้าไปในหีบ เดินสำรวจรอบๆ "ข้างในกว้างขวางใช้ได้ ตามราคาในคู่มือหอตัวเป่า แค่หีบใบนี้ก็ค่าร้อยกว่าหินวิญญาณแล้ว"
"พระเจ้า นี่ใคร... ใครจะจู่ๆ เอาหินวิญญาณแสนก้อนมาให้ฉัน?" เสียงหลี่ชิงหมิงสั่นด้วยความตื่นเต้น "หรือว่ามีญาติห่างๆ ผู้ใจดีทิ้งมรดกทั้งหมดไว้ให้ฉัน? ฮ่าฮ่าฮ่า บอกแล้วไงว่าถ้าฉันเอาจริงเรื่องหาเงิน ต้องเก่งกว่านายแน่!"
"เปล่า นี่แม่เจ้าส่งมาให้" หวังจิ่วเจอจดหมายฉบับหนึ่งในหีบ
"แม่?!" หลี่ชิงหมิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แล้วก็ขมวดคิ้วทันที "ลู่เซิน?! นางจะให้หินวิญญาณฉันเยอะแยะขนาดนี้ทำไม?"
หวังจิ่วถือจดหมายอ่าน "นางเขียนในจดหมายว่า หวังว่าจะใช้เงินก้อนนี้ชดเชยความผิดที่ติดค้างเจ้าในอดีต... อืม ยินดีด้วย เจ้าเป็นเศรษฐีแล้ว"
แต่พอหันกลับไป หวังจิ่วกลับเห็นหน้าหลี่ชิงหมิงมืดทะมึนลงทันตา
"เจ้าเสียดายที่เมื่อคืนเรียกราคาน้อยไปเหรอ? ก็จริงนะ ดูจากความไวในการจ่ายของลู่เซิน กับทรัพย์สินตระกูลหลี่ เจ้าเรียกห้าแสนก้อนนางก็น่าจะจ่ายไหว"
หลี่ชิงหมิงกระแทกฝาหีบปิดดังปัง—เกือบจะทับหวังจิ่วที่มุดอยู่ครึ่งตัว—แล้วตวาดลั่น "นี่มันดูถูกกันชัดๆ!"
"ดูถูก? ทำไมล่ะ?"
"นางคิดจะใช้เงินซื้อฉัน! นายดูไม่ออกเหรอ!? นางคิดว่าการกดขี่ข่มเหงฉันในอดีต แค่ใช้เงินฟาดหัวก็ชดเชยได้ บ้าเอ๊ย ฉันไม่สนเรื่องเงินหรอกนะ!"
หวังจิ่วแย้ง "...ถ้าวันหนึ่งเจ้าไม่สนเรื่องเงินจริงๆ นั่นแหละถึงจะบ้า"
"นายเลิกพูดตรงไปตรงมาสักนิดได้ไหม!" หลี่ชิงหมิงทุบหีบเงิน "สรุปคือ เงินก้อนนี้ฉันไม่เอาเด็ดขาด!"
หวังจิ่วชะงัก "ก็ได้ ในเมื่อเจ้าไม่เอา งั้น..."
"นายก็ห้ามเอา!" หลี่ชิงหมิงพูดเสียงเหี้ยม "ฉันจะส่งหีบนี้คืน แล้วบอกพวกมันไปว่า คนอย่างหลี่ชิงหมิง ไม่กินของเหลือเดนใคร!"
[จบแล้ว]