เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - วิกฤตค่าเช่า

บทที่ 14 - วิกฤตค่าเช่า

บทที่ 14 - วิกฤตค่าเช่า


ลู่เซินเป็นคนทำอะไรฉับไวเด็ดขาด เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว

เมื่อนางตัดสินใจจะปั้นหลี่ชิงหมิงให้เป็นผู้เป็นคน—ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใด—นางก็จะทำให้ถึงที่สุด และอันดับแรก นางต้องการแรงสนับสนุนจากสามี

"เฟิงอวิ๋น คุณเป็นประมุขตระกูลหลี่ ทั้งเรื่องการบำเพ็ญเพียรและกิจการตระกูลดึงเวลาคุณไปหมด คุณคงไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องลูกเต้ามากนัก อีกอย่างเรื่องของเสิ่นเยว่เอ๋อก็ทำให้คุณ... เอาเป็นว่า เรื่องชิงหมิงเดี๋ยวฉันจัดการเอง คุณไม่ต้องห่วง แต่ฉันต้องการให้คุณสนับสนุน"

หลี่เฟิงอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้น "คุณพูดว่าอะไรนะ?"

ลู่เซินไม่เกรงใจอีกต่อไป รวบรวมลมปราณในร่างที่หนาแน่นดั่งพายุฝน อัดแน่นไว้ที่ปลายนิ้ว วาดเป็นลวดลายลึกลับในพริบตา แล้วจิ้มจึกเข้าให้...

"โอ๊ย!"

ต่อให้มีลมปราณคุ้มกายระดับผลักภูผา หลี่เฟิงอวิ๋นก็เจ็บจนแทบกระโดด พอเห็นสีหน้าทะมึนทึมของภรรยา ก็รีบนั่งตัวตรง พยักหน้าหงึกๆ "เชิญพูดครับ"

...

"เรื่องจะปั้นชิงหมิง ผมยินดีสนับสนุนแน่นอน แต่คุณได้พิจารณาเรื่องพรสวรรค์ของแกหรือยัง..."

"ฉันคิดมาหมดแล้ว! อย่าลืมสิว่าสี่ปีก่อน ตอนที่นางพยายามทะลวงกำแพงวายุครั้งแรกแล้วล้มเหลว ใครเป็นคนแรกที่ยืนขึ้นหัวเราะเยาะนาง!"

หลี่เฟิงอวิ๋นงง "ใคร?"

"ฉันไง!" ลู่เซินชินกับความจำปลาทองของสามีแล้ว "ต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งตระกูล คนที่พูดจาดูถูกว่านางไร้พรสวรรค์ ไม่คู่ควรจะอยู่สายใน จนนางต้องกลั้นน้ำตาเดินออกมา ก็คือฉันคนนี้แหละ"

"...ผมนึกออกแล้ว"

ลู่เซินพูดต่อ "หลี่ชิงหมิงแม้จะเป็นลูกของคุณกับผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่ได้สืบทอดพรสวรรค์ของพวกคุณมาเลยสักนิด แม้ผลงานตอนปรับกายาจะดี แต่พอถึงขั้นต้องบ่มเพาะจิตสมาธิควบคุมลมปราณ ก็ไปไม่รอด นี่คือข้อจำกัดทางพรสวรรค์ พูดง่ายๆ คือไม่เหมาะจะฝึกเซียน เว้นแต่จะยัดทะนานด้วยของวิเศษ ไม่งั้นก็แก้ไม่ได้"

หลี่เฟิงอวิ๋นพยักหน้า "แต่ตอนนั้นคุณคัดค้านวิธีใช้ยา..."

"เพราะพวกขี้โรคที่ปั้นขึ้นมาด้วยยา มันก็แค่ตัวตลก! ขืนให้คนรู้ว่าฉันเลี้ยงลูกสาวตระกูลหลี่ให้กลายเป็นขยะกระป๋องยา เขาจะว่าฉันยังไง!?" ลู่เซินโมโห "วิธีเดียวที่จะชดเชยพรสวรรค์ที่ขาดหาย คือความมุ่งมั่นและความอดทนที่มากกว่าคนอื่นเท่าตัว และไม่มีอะไรจะกระตุ้นแรงขับเคลื่อนได้ดีไปกว่าความอัปยศและความโกรธแค้น เพราะงั้นหลายปีมานี้ฉันถึงใช้วิธีสารพัดทำให้นางลำบาก บีบให้นางต้องดิ้นรน"

หลี่เฟิงอวิ๋นพูด "คุณไม่ค่อยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ผมฟังเลย"

"เล่าแล้วมีประโยชน์อะไร? คุณช่วยอะไรได้? จะให้ช่วยรังแกลูกตัวเองเหรอ?"

หลี่เฟิงอวิ๋นลังเล "เอ่อ ถ้ามันหวังดีต่อลูก ก็อาจจะลองดูได้นะ?"

"งั้นฉันถามหน่อย สิ่งที่หลี่ชิงหมิงทนไม่ได้ที่สุดคืออะไร?"

หลี่เฟิงอวิ๋นขมวดคิ้ว ตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด "โดนคนถามคำถามโง่ๆ ขัดจังหวะตอนกำลังใช้ความคิด เอกสารการประชุมสัมมนาไม่ครบ กินเกี๊ยวจิ้มซีอิ๊ว"

"ไม่เฉียดเลยสักนิด!"

หลี่เฟิงอวิ๋นตาโต "เรื่องพวกนี้นางทนได้เหรอ!?"

"นางเป็นลูกสาวคุณ ไม่ใช่ร่างโคลนของคุณ!" ลู่เซินมองสามีหน้าเอ๋อด้วยความเหนื่อยใจ

"สิ่งที่หลี่ชิงหมิงทนไม่ได้ที่สุดคือการโดนตัดเบี้ยเลี้ยง ทุกครั้งที่ฉันหาเรื่องหักเงินค่าขนม ไม่กี่วันหลังจากนั้นนางจะมองฉันด้วยสายตาอาฆาตแค้น แล้วก็ฝึกวิชาโต้รุ่ง แรงฮึดมหาศาล ผลลัพธ์ก็ชัดเจน ด้วยพรสวรรค์ระดับนาง ฝึกปกติให้อายุสิบแปดก็ยังไม่น่าจะผ่านกำแพงวายุ—ถึงหลังจากนั้นอาจจะราบรื่นขึ้นหน่อย แต่ดูจากตอนนี้ อย่างช้าสิบหกนางก็น่าจะขึ้นชั้นก่อวายุได้"

หลี่เฟิงอวิ๋นเสนอ "งั้นก็ตัดเบี้ยเลี้ยงต่อไปสิ"

"...ตอนนี้นางเหลือโควตาแค่เดือนละเก้าตำลึง หักไปกว่านี้ ฉันต้องไปเก็บค่าคุ้มครองนางแทนแล้วมั้ง"

"เก็บได้ไหม?"

"ไม่ได้ย่ะ! ใช้สมองคิดก่อนพูดหน่อยสิ!" ลู่เซินกัดฟันกรอด

"งั้นลองวิธีอื่นไหม?"

"หลายปีนี้ วิธีที่ใช้ได้ฉันงัดมาใช้เกือบหมดแล้ว ไล่ออกจากสายใน ยุให้เด็กรุ่นเดียวกันไปท้าตีท้าต่อย สั่งครูฝึกให้เข้มงวดเป็นพิเศษ ตัดเบี้ยเลี้ยง ถ้าจะให้ทำมากกว่านี้ คงต้องหมั้นหมายให้นางแล้วค่อยไปถอนหมั้นแล้วล่ะ—ประโยคหลังนี่ประชดนะ"

"อ๋อ ลำบากคุณแย่เลยนะ"

"เพราะงั้นคุณอย่าหวังว่าจะได้อยู่เฉยๆ ต่อไปต้องให้คุณช่วยแล้ว ฉันคิดว่ายังไงก็ต้องให้ชิงหมิงย้ายออกจากสวนสกุลเสิ่น นางยึดติดกับบ้านหลังนั้นเกินไป สองปีก่อน สภาพแวดล้อมเงียบสงบอาจจะดีต่อการฝึกสมาธิ แต่ตอนนี้ผลเสียเริ่มมากกว่าผลดี ดูสิช่วงหลังเริ่มไปฝึกวิชามารนอกรีตแล้ว ฉันว่าต้องให้นางกลับมาอยู่บ้านใหญ่ ให้อยู่ในสายตาจะได้คุมเข้ม"

หลี่เฟิงอวิ๋นถาม "ก็ไหนบอกจะรื้อถอนแล้วไม่ใช่เหรอ?"

"นั่นฉันให้หลี่ผิงไปขู่เฉยๆ คุณเชื่อเป็นจริงเป็นจังไปได้?! ขืนรื้อจริงๆ คนเขาจะว่าฉันยังไง? เป็นผู้แพ้ที่จองเวรแม้กระทั่งบ้านที่เมียเก่าทิ้งไว้!?"

"แล้วจะทำยังไง?"

ลู่เซินนวดขมับอย่างอ่อนล้า โคจรลมปราณไปเลี้ยงสมองเพื่อดับไฟโกรธ

"ปัญหาตอนนี้คือ ฉันใช้ข้ออ้างรื้อถอนไปขู่หลี่ชิงหมิง ไม่นึกว่ายัยเด็กนั่นจะดื้อด้าน กะจะสู้หัวชนฝา ถึงขั้นยอมใช้วิชามาร แน่นอนว่าฉันพลาดเองที่คิดน้อยไปหน่อย แต่หลังจากนี้คงใช้มุกบังคับรื้อถอนไม่ได้แล้ว"

หลี่เฟิงอวิ๋นถาม "แล้วจะทำยังไง?"

"ถ้าจำไม่ผิด บ้านหลังนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ"

"ของผมกับยัยหนูเสิ่น"

"เสิ่นเยว่เอ๋อตายไปแล้ว ก็เป็นของคุณคนเดียว แค่ฝากให้กงสีดูแล แต่ยังไงก็เป็นบ้านคุณ เพราะงั้น ฉันต้องการให้คุณเก็บค่าเช่าจากชิงหมิงในนามของคุณ"

"ค่าเช่า?"

"นางไม่ยอมทำตามการจัดสรรของตระกูล เป็นแค่ผู้น้อยแต่จะครองเรือนแยกอยู่คนเดียว ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน ตามขนาดพื้นที่สวนสกุลเสิ่น คิดเดือนละห้าพันตำลึงถือว่ายุติธรรม แบบนี้ต่อให้หลี่ชิงหมิงไม่พอใจ ก็เถียงไม่ออก จริงสิ เสิ่นเยว่เอ๋อไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ในบ้านนั้นใช่ไหม?"

หลี่เฟิงอวิ๋นเงยหน้ามองเพดาน นิ่งไปพักใหญ่

ลู่เซินมองอยู่ข้างๆ คราวนี้ไม่เร่งเร้า เพราะรู้ว่สามีกำลังคิดถึงอะไร

และช่วงเวลานี้ คือช่วงที่เขาเกลียดการถูกขัดจังหวะที่สุด

ผ่านไปนาน หลี่เฟิงอวิ๋นก้มหน้าลง ตอบว่า "ไม่มีของมีค่าอะไร"

"งั้นก็ดี ต่อไปฉันต้องการให้คุณ..."

หลี่เฟิงอวิ๋นลุกขึ้นยืน "เรื่องเก็บค่าเช่า ให้ลุงหงจัดการเถอะ ตราประทับของผมอยู่ที่แกหมด ผมมีธุระ ขอตัวก่อน"

พอหลี่เฟิงอวิ๋นเดินออกไป ชายชรารูปร่างป้อมๆ ก็เดินออกมาจากเงามืดในห้อง โค้งคำนับลู่เซิน "บ่าวชราหลี่หง คารวะฮูหยิน"

หลี่หง พ่อบ้านใหญ่ตระกูลหลี่ รับใช้หลี่เฟิงอวิ๋นมาตั้งแต่เด็ก ดูแลทั้งชีวิตประจำวันและการฝึกวิชา พอหลี่เฟิงอวิ๋นรับตำแหน่งประมุข หลี่หงก็กลายเป็นพ่อบ้านใหญ่ตามมา

และเนื่องจากหลี่เฟิงอวิ๋นบ้าฝึกวิชา ไม่สนใจโลก หลี่หงจึงกลายเป็นผู้กุมอำนาจตัวจริงของบ้านใหญ่ตระกูลหลี่ ดังนั้นแม้หลี่หงจะไม่เคยทำตัวเกินหน้าที่บ่าวไพร่ แต่ต่อหน้าเขา แม้แต่ลู่เซินยังต้องเรียกอย่างให้เกียรติว่า 'ลุงหง'

"ลุงหง เรื่องเมื่อกี้ลุงคงได้ยินแล้วนะ"

หลี่หงตอบ "ขอรับ บ่าวจะจัดการต่อให้เรียบร้อย จะว่าไป ความหวังดีของฮูหยินช่างน่าเลื่อมใสจริงๆ แต่ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ หลายปีมานี้ฮูหยินแสดงบทบาทแข็งกร้าวเกินไป จนมีเสียงนินทาหนาหูนะครับ"

ลู่เซินแค่นหัวเราะ "พวกปากหอยปากปูมีอยู่ทั่วไปแหละ ฉันไม่สนชื่อเสียงชั่วคราวหรอก! วันหน้าพอหลี่ชิงหมิงประสบความสำเร็จ ผู้คนก็จะเข้าใจความหวังดีของฉันเอง และจะรู้ว่าฉัน ลู่เซิน ไม่เพียงใจกว้างดั่งแม่น้ำ แต่ยังมองการณ์ไกล ไม่แพ้นังเสิ่นเยว่เอ๋ออะไรนั่นหรอก!"

หยุดนิดนึง ลู่เซินพูดต่อ "อีกอย่าง ต่อให้ฉันกลั้นใจทำดีโอ๋ยัยเด็กนั่น คนจะชมฉันเหรอ? ก็มีแต่จะหาว่าฉันหน้าด้าน ไม่มีที่ยืนในใจหลี่เฟิงอวิ๋น จนต้องลดตัวไปเอาใจลูกศัตรูหัวใจ!"

หลี่หงเตือน "แต่คุณหนูชิงหมิงจะเกลียดฮูหยินเข้ากระดูกดำนะครับ"

ลู่เซินยิ้มหยัน "แล้วไง? ฉันไม่ได้ต้องการให้นางมาชอบสักหน่อย อีกอย่างฉันก็เกลียดนางจริงๆ นั่นแหละ เชอะ ตัวแค่นี้ ถอดแบบแม่มาเด๊ะๆ ดูคิ้วนั่นสิ ปากนั่นอีก เห็นแล้วมัน... หึ..."

หลี่หงถาม "ฮูหยินคิดว่าคุณหนูชิงหมิงหน้าตาไม่ดีหรือขอรับ?"

"สวยย่ะ! ฉันถึงได้เกลียดไง!"

...

อีกด้านหนึ่ง หลังจากอ่านจดหมายรักของพ่อแม่ หลี่ชิงหมิงยิ่งแน่วแน่ที่จะรักษาบ้านหลังนี้ไว้

แต่เหตุผลบอกเธอว่า ลำพังตัวคนเดียว บวกกระบี่ขาวประหลาดๆ เล่มหนึ่ง ไม่มีทางต้านทานอำนาจมืดของลู่เซินได้

เพราะลู่เซินเป็นตัวแทนของตระกูลหลี่ และตระกูลหลี่ในฐานะเจ็ดตระกูลใหญ่ แม้จะถดถอยไปบ้าง แต่พลังอำนาจก็ยังเหมือนสัตว์ยักษ์ที่ไม่อาจต้านทาน

อย่าว่าแต่พวกผู้อาวุโสระดับผลักภูผาเลย แม้แต่ในหมู่คนรับใช้ ก็มีพวกปีศาจที่ฝีมือล้ำลึกซ่อนอยู่... เรื่องรื้อถอนบ้านถือว่าลู่เซินหาเรื่องไร้เหตุผล เธอพอดื้อแพ่งได้ แต่ว่ากันตามตรง ศิษย์สายนอกที่ไม่ยอมอยู่ในโอวาท แยกไปอยู่คนเดียวที่สวนสกุลเสิ่น มันก็ผิดกฎตระกูลจริงๆ ไม่รู้ลู่เซินจะยกมาเป็นข้ออ้างเล่นงานอีกเมื่อไหร่

"เพราะงั้นหวังจิ่ว นายต้องช่วยฉันเร่งอัพเลเวลโดยด่วน ขอแค่ฉันผ่านกำแพงวายุ เป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อวายุได้ ฉันก็น่าจะมีปากมีเสียงในบ้านบ้าง... ถ้ากลับเข้าสายในได้ เป็นที่หนึ่งของสายใน ฉันก็มีสิทธิ์เลือกที่อยู่เองได้ เบี้ยเลี้ยงก็เพิ่มเป็นร้อยเท่า"

"ที่หนึ่งสายในเก่งแค่ไหน?"

พอพูดถึงเรื่องนี้ หลี่ชิงหมิงดูหวาดหวั่น "รุ่นฉันคนที่เป็นที่หนึ่งคือลูกสาวคนเดียวของท่านอาสอง 'หลี่หว่านชิง' ยัยนั่นมันปีศาจชัดๆ นอกจากแรงควายแต่เกิด พรสวรรค์ก็ระดับท็อป ฝึกอะไรก็เร็วปรู๊ดปร๊าด เก้าขวบก็ผ่านกำแพงวายุแล้ว... โชคดีที่ก่อนฉันเข้าสายใน นางออกจากบ้านใหญ่ไปฝึกวิชากับเพื่อนสนิทของอาสอง ไม่งั้นฉันคงไม่มีทางได้เป็นที่หนึ่งหรอก ส่วนหลังจากฉันติดแหง็กที่กำแพงวายุแล้วออกจากสายใน คนที่มารับตำแหน่งต่อคือลูกอาสาม 'หลี่ซินอวี่' หมอนั่นห่วยกว่าเยอะ ตอนนี้เพิ่งจะแค่ขั้นเมฆาโหมระยะแรกเอง"

"อ้อ แค่เมฆาโหมระยะแรก ง่ายมาก ข้ามีเคล็ดวิชาลับ แค่เดือนเดียวรับรองเจ้าทะลวงสองขั้นรวดถึงเมฆาโหม แล้วบวกกับกายาราชันย์คงกระพันของเจ้า คู่ต่อสู้ระดับเมฆาโหมระยะกลางลงมาไม่ใช่คู่มือเจ้าแน่"

หลี่ชิงหมิงตาเป็นประกาย "มีวิชาลับแบบนั้นด้วยเหรอ? นายนี่คมในฝักจริงๆ รีบบอกมาสิว่าฝึกยังไง?"

"อันดับแรก กินของในกะละมังนี้ให้หมด..."

"หวังจิ่ว ฉันจะฆ่าแก!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 14 - วิกฤตค่าเช่า

คัดลอกลิงก์แล้ว