เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 - การดูแลพาหนะป่วยคือหน้าที่ที่เจ้านายพึงกระทำ

บทที่ 8 - การดูแลพาหนะป่วยคือหน้าที่ที่เจ้านายพึงกระทำ

บทที่ 8 - การดูแลพาหนะป่วยคือหน้าที่ที่เจ้านายพึงกระทำ


2017 เดือน 5 วันที่ 15

การดูแลพาหนะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

โดยเฉพาะพาหนะที่มีดัชนีไอคิวต่ำเตี้ยเรี่ยดิน... ขนาดทำแบบทดสอบไอคิวยังทำตัวเองเจ็บเอวหนักกว่าเดิมได้ ต่อให้หวังจิ่วผู้เจนจัดเห็นโลกมาเยอะ ก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้เปิดหูเปิดตาจริงๆ

แต่การดูแลพาหนะก็ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจไม่น้อย ช่วงหลายสิบปีที่เป็นมนุษย์ เขาหมกมุ่นแต่การบำเพ็ญเพียร ในสายตาเขานอกจากกระบี่แล้วก็ไม่เห็นคนหรือเรื่องราวอื่นใด พอเกิดใหม่เป็นกระบี่เทพ คนรอบตัวก็มีแต่ระดับท็อปอย่างเก้าเซียนราชันย์ ไม่ว่าเรื่องฝึกวิชาหรือชีวิตประจำวันก็ไม่ต้องให้ใครมาดูแล กลับเป็นกระบี่เทพผู้ไร้เดียงสาอย่างเขาเสียอีกที่ต้องมีคนคอยประกบ

ตอนนี้ได้มาดูแลเด็กสาวชาวมนุษย์ที่เป็นปัญญาอ่อนระยะเริ่มต้น หวังจิ่วกลับรู้สึกสนุกดี ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเสพสุขกับชีวิตได้แบบถูไถ

"แต่ว่า เนื่องจากข้าไม่คุ้นเคยกับโครงสร้างสรีระของมนุษย์เพศหญิง เพื่อประสิทธิภาพในการดูแล ข้าขอเสนอให้ใช้พันธสัญญานายบ่าวตรวจสอบเจ้าให้ลึกซึ้งกว่านี้ ไม่ทราบว่าเจ้าจะรังเกียจไหม..."

"ไสหัวไปไป๊!"

"ก็ได้ งั้นใช้วิธีมาตรฐานสากลละกัน อันดับแรก ดื่มน้ำร้อนเยอะๆ..."

"ไปตายซะะะะ!"

...

หลังจากจบการโต้เถียงอันไร้สาระ หวังจิ่วเห็นหลี่ชิงหมิงหลับปุ๋ยไปแล้ว ว่างจัดเลยลงมือเพิ่มของตกแต่งในโลกแห่งกระบี่อีกสักสองสามอย่าง

บุปผามังกรคำราม, เถาวัลย์ร้อยโซ่

ต่างจากค่ายกลเชิดวัตถุหรือสายลมโชยชายที่เป็นสิ่งไม่มีชีวิต ของตกแต่งสองอย่างนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความแอคทีฟ เถาวัลย์ร้อยโซ่สามารถจับคลื่นความเคลื่อนไหวที่แผ่วเบามากจากโลกภายนอกได้ ส่วนบุปผามังกรคำรามเป็นพืชที่โตคู่กัน ทำหน้าที่แปลงคลื่นที่เถาวัลย์จับได้ให้กลับมาเป็นเสียง พืชสองชนิดนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับรู้โลกภายนอกของกระบี่เทพได้อย่างมหาศาล โดยกินพลังงานตัวเองน้อยนิด สำหรับกระบี่เทพในสภาพกระบี่เปล่าเลเวลหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ควรค่าแก่การปลูกที่สุด

ส่วนวัตถุดิบในการปลูก แน่นอนว่าต้องมาจากเลือดลมบริสุทธิ์ชั้นเลิศของพาหนะ... ไหนๆ ก็นอนเฉยๆ อยู่แล้วนี่

ใช้เวลาช่วงเช้าบวกช่วงเที่ยง หวังจิ่วก็ปิดจ็อบงานก่อสร้างในโลกแห่งกระบี่ เถาวัลย์สีเขียวยาวหลายร้อยวาเลื้อยจากใต้เท้า ไต่บันไดที่มองไม่เห็นขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่น แล้วแผ่ขยายออกเหมือนตาข่าย หนวดระยางค์ยื่นออกไปไม่หยุด ส่วนที่อยู่บนพื้นก็มีดอกมังกรคำรามหลากสีบานสะพรั่ง เสียงจากโลกภายนอกถูกส่งผ่านเถาวัลย์ยาวเหยียดมารวมกันที่จุดเดียว

และในวินาทีที่เถาและดอกได้รับเลือดลมหล่อเลี้ยงจนสมบูรณ์ หวังจิ่วก็ได้ยินเสียงแว่วมาจากใต้ดิน

ไม่ใช่เสียงคน แต่เหมือนคลื่นพลังของสมบัติวิเศษบางอย่าง แผ่วเบามาก แต่เพราะอยู่ใกล้มาก หวังจิ่วเลยพอจะได้ยิน

การค้นพบนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของจิตวิญญาณกระบี่ทันที

พาหนะยาจกคนนี้ ดันมีสมบัติวิเศษฝังอยู่ใต้ถุนบ้านตัวเอง? อ้อ ไม่สิ คงไม่ใช่หลี่ชิงหมิงฝังไว้ น่าจะเป็นสมบัติที่แม่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้มากกว่า

ตำแหน่งของคลื่นเสียงมาจากใต้ดินห้องครัว หวังจิ่วใช้เถาและดอกล็อคเป้า ไม่นานก็เจอจุดที่เป็นกลไก เขาใช้ค่ายกลเชิดวัตถุย้ายอิฐเก่าๆ ใต้เตาไฟ พื้นดินก็สั่นครืนเผยให้เห็นปากทางเข้ามืดมิด

ข้างล่างเป็นทางเดินแคบๆ สั้นๆ สุดทางเป็นห้องลับขนาดหนึ่งวา บนเพดานมีตะเกียงนิรันดร์ที่ใช้หินวิญญาณชั้นดีเป็นเชื้อเพลิง ส่องสว่างแทบไม่มีวันดับ กลางห้องลับมีหีบไม้เก่าๆ วางอยู่ไม่กี่ใบ เสียงที่หวังจิ่วได้ยินมาจากหีบใบตรงกลาง

ทันทีที่เข้าใกล้หีบไม้ หวังจิ่วก็ได้ยินเสียงคนอุทานด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว

"เอ๊ะ คุณเป็นใคร?"

วินาทีต่อมา หวังจิ่วก็เห็นเงาร่างเลือนรางของสตรีร่างระหงปรากฏขึ้นหน้าหีบสมบัติ

นั่นคือ วิญญาณพิทักษ์

หวังจิ่วดูปราดเดียวก็มองทะลุถึงแก่นแท้ ผู้ฝึกตนขั้นพลิกเมฆาพลิกพิรุณขึ้นไป สามารถแบ่งจิตวิญญาณตัวเองออกมาส่วนหนึ่ง ผนวกกับลมปราณและวิชาเฉพาะ สร้างเป็นวิญญาณพิทักษ์ที่คล้ายกับร่างแยกได้

ความแกร่งของวิญญาณพิทักษ์ขึ้นอยู่กับระดับวิชาและพลังจิตที่แบ่งมา แต่พอนานวันเข้าก็ต้องเสื่อมสลาย ปกติเลยต้องผนึกไว้ในค่ายกล ให้หลับใหลรอเงื่อนไขการปลุกเพื่อประหยัดพลังงาน

และเมื่อกี้ เขาคงไปกระตุ้นค่ายกล ปลุกวิญญาณพิทักษ์ตนนี้ตื่นขึ้นมา

แม้จะเป็นแค่เงาร่างเลือนราง แต่ก็พอมองออกว่าสตรีผู้นี้งดงามสะท้านโลก และที่น่าทึ่งกว่าคือเครื่องหน้าของเธอมีความคล้ายคลึงกับหลี่ชิงหมิงสูงมาก

พิจารณาจากรูปร่าง อายุ สถานที่ และจังหวะเวลา ตามหลักตรรกศาสตร์แล้ว ตัวตนของเธอก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง

"เสิ่นเยว่เอ๋อ?"

ในฐานะร่างวิญญาณเหมือนกัน หญิงสาวได้ยินเสียงหวังจิ่วโดยตรง เธอเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ "ชะ ใช่ค่ะ ขอถามว่าท่านคือใคร?"

"ข้าคือจิตวิญญาณกระบี่เทพเหนือโลกที่ถือกำเนิดจากพิธีสังเวยเลือดร้อยวันของเก้าเซียนราชันย์ในยุคสงครามเทพมารแห่งเก้าทวีป หลับใหลยาวนานหลังศึกตัดสินกับจักรพรรดิมาร และตื่นขึ้นตามเสียงเรียกของทายาทคนรู้จัก หลี่ชิงหมิง ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นเจ้านายของนาง เคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูโลกแห่งกระบี่และสำรวจสวนสกุลเสิ่น"

"หา? อะไรนะ..."

เสิ่นเยว่เอ๋อใช้เวลาเกือบครึ่งก้านธูปกว่าจะหายช็อก พอตั้งสติได้ เธอก็ก้มหน้าครุ่นคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พึมพำกับตัวเอง

"สงครามเทพมารเก้าทวีป เก้าเซียนราชันย์ กระบี่เทพเหนือโลก... ทั้งหมดเป็นคอนเซปต์ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะจิตวิญญาณกระบี่คุ้มคลั่งจนสติแตก... จริงๆ แล้วมันก็พอจะเชื่อมโยงกับเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ยุคบรรพกาลได้ลางๆ แต่มันจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ เจอสมบัติยุคบรรพกาลในห้องใต้ดินห้องครัวสวนสกุลเสิ่น แถมยังทำสัญญากับชิงหมิงพอดี? ไม่สิ พิจารณาว่าทั้งตระกูลหลี่และตระกูลเสิ่นอาจจะผ่านยุคบรรพกาลมา ของสิ่งนี้อาจจะมีวาสนากับบรรพบุรุษ แต่ทำไมเพิ่งมาตื่นเอาตอนนี้? ไม่สิ ต้องมองมุมกลับ เวลาตื่นของสมบัติบรรพกาลนั้นคาดเดาไม่ได้อยู่แล้ว การที่มันตื่นขึ้นข้างกายชิงหมิงก็สมเหตุสมผล หรือแม้แต่คลื่นพลังที่แผ่วเบาก็อธิบายได้ว่าพลังงานรั่วไหลไประหว่างการหลับใหลอันยาวนาน..."

หญิงสาวครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้น "แม้จะเป็นแค่การคาดเดาส่วนตัว แต่ดิฉันคิดว่าคำพูดของท่านเชื่อถือได้ค่ะ ท่านอาวุโสจิตวิญญาณกระบี่"

การอนุมานที่ยอดเยี่ยมและการตัดสินใจที่ชาญฉลาดขนาดนี้ ทำให้หวังจิ่วแทบอยากจะปรบมือให้ ตั้งแต่ตื่นมา ผู้หญิงคนนี้แสดงระดับสติปัญญาที่สูงที่สุดในหมู่มนุษย์เท่าที่เจอมา

และนั่นทำให้หวังจิ่วอดสงสัยไม่ได้ว่า สามีของนาง หลี่เฟิงอวิ๋น ต้องโง่บัดซบขนาดไหน ถึงได้เอาสายเลือดอันชาญฉลาดนี้ไปเจือจางจนออกมาเป็นหลี่ชิงหมิงได้สภาพนั้น...

"แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้รอเจอข้านะ"

เสิ่นเยว่เอ๋อตอบ "ใช่ค่ะ เดิมทีดิฉันรอเจอชิงหมิง... ค่ายกลนี้ออกแบบไว้ว่าต้องให้ชิงหมิงทะลวงกำแพงวายุ มีลมปราณของตัวเองก่อนถึงจะกระตุ้นได้ ไม่ทราบทำไมท่านอาวุโสถึงกระตุ้นมันได้ หรือจะเป็นเพราะพันธสัญญานายบ่าวที่ท่านว่า?"

"อืม ในฐานะเจ้านาย ข้ามีสิทธิ์ในตัวพาหนะทุกประการ"

"เข้าใจแล้วค่ะ เป็นสัญญาที่ร้ายกาจจริงๆ ช่วยอธิบายหลักการให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ ไม่เคยได้ยินสัญญาแบบนี้มาก่อนเลย" เสิ่นเยว่เอ๋อพูดพลางส่ายหน้า "ไม่สิ เวลามีจำกัด ดิฉันควรสนใจคำถามที่มีค่ามากกว่านี้"

"ถูกต้อง"

"งั้นท่านอาวุโส ช่วยเล่าเรื่องสงครามเทพมารกับเก้าเซียนราชันย์ให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?"

"ได้ แต่ข้าก็ไม่ใช่นักปราชญ์ผู้รอบรู้ หลายเรื่องก็รู้มาจำกัด..."

จากนั้น หวังจิ่วก็เล่าประวัติศาสตร์ที่ตัวเองรู้คร่าวๆ ให้ฟัง เสิ่นเยว่เอ๋อฟังตาไม่กระพริบ จดจ่อจนไม่ทันสังเกตว่าร่างตัวเองจางลงเรื่อยๆ พอหวังจิ่วเล่าจบ เสิ่นเยว่เอ๋อก็ถอนหายใจยาว ยังดูอารมณ์ค้างอยู่

"เปิดหูเปิดตาจริงๆ เรื่องราวเหลือเชื่อแต่กลับสอดคล้องกับเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่เรารู้เป๊ะ..."

หวังจิ่วถาม "ข้ามีคำถาม ในฐานะวิญญาณพิทักษ์ เจ้าเอาเวลาชีวิตที่มีจำกัดมานั่งฟังนิทานเนี่ยนะ มีความหมายอะไร?"

เสิ่นเยว่เอ๋อตอบอย่างหนักแน่น "เช้าได้ฟังธรรม ค่ำตายก็ยอม"

หวังจิ่วชมเชย "อยากให้ลูกสาวเจ้ามีจิตวิญญาณใฝ่รู้แบบนี้บ้างจัง"

"ลูกสาว? ลูกสาวอะไรคะ?" เสิ่นเยว่เอ๋อทำหน้างง

"..."

"อ้อๆๆ ชิงหมิง ขอโทษทีค่ะลืมไปเลย" เสิ่นเยว่เอ๋อเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน "ใช่ๆ ดิฉันยังมีเรื่องต้องคุยกับแก... ช่างเถอะ เวลาคงไม่พอแล้ว อีกอย่างในเมื่อมีท่านอาวุโสอยู่ข้างกายแก เรื่องพวกนั้นไม่พูดก็ได้ ท่านอาวุโสคะ เกี่ยวกับเรื่องเล่าเมื่อกี้ ดิฉันยังมีข้อสงสัยอีกนิดหน่อย เช่นที่มาของเผ่ามาร..."

ผ่านไปอีกพักใหญ่ หวังจิ่วพยายามตอบคำถามนางจนหมดภูมิ เสิ่นเยว่เอ๋อก็ยิ้มอย่างพอใจ บิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ "ตัดสินใจทิ้งเศษเสี้ยววิญญาณไว้นี่ฉลาดจริงๆ เลยเรา!"

หลังชื่นชมตัวเอง เสิ่นเยว่เอ๋อก็พูดต่อ "เรื่องเล่าเมื่อกี้ สำหรับดิฉันมันล้ำค่ามาก เสียดายที่ดิฉันเป็นแค่วิญญาณ ไม่มีอะไรตอบแทน คิดไปคิดมา ให้ดิฉันเล่าเรื่องให้ท่านฟังบ้างดีกว่า เรื่องราวของแคว้นเซียงโจวหลังยุคบรรพกาล แม้จะรู้น้อยนิด แต่บางส่วนก็น่าจะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่ท่านเล่ามาได้"

"เอาสิ" หวังจิ่วรู้สึกยินดี

ตอนนี้จิตวิญญาณกระบี่ผู้ไร้กิเลส ความคิดเดียวที่มีคืออยากรู้ความจริงของประวัติศาสตร์ ว่าเก้าทวีปกลายเป็นแคว้นเซียงโจวได้ยังไง เพื่อนเก่ามีจุดจบแบบไหน เรื่องพวกนี้หลี่ชิงหมิงไม่รู้เรื่องเลย หวังจิ่วลองหาหนังสือในห้องนางก็ไม่เจอ สงครามเทพมารเก้าทวีปเหมือนถูกกาลเวลาฝังกลบไปแล้ว

และตอนนี้ เสิ่นเยว่เอ๋อกำลังจะเปิดม่านประวัติศาสตร์ลึกลับนั้นให้เขาดู

"ถ้าคนที่ทำสัญญากับข้าเป็นเจ้าก็คงดี เทียบกับเจ้าแล้ว หลี่ชิงหมิงนี่เป็นพาหนะเกรดตกสเปกชัดๆ"

เสิ่นเยว่เอ๋อยิ้มแห้งๆ "เอ่อ ท่านอาวุโส ยังไงชิงหมิงก็ลูกสาวดิฉันนะคะ..."

"ไม่ต้องโทษตัวเอง ความผิดนี้หลี่เฟิงอวิ๋นต้องรับไปเต็มๆ"

"...ก็ฟังดูมีเหตุผล" เสิ่นเยว่เอ๋อส่ายหัว "กลับเข้าเรื่องนะคะ ประวัติศาสตร์แคว้นเซียงโจวตอนนี้มีจำกัดมาก ช่วงห้าพันปีขึ้นไปแทบจะมืดบอด แต่จากชิ้นส่วนยุคบรรพกาลที่พบน้อยนิด สรุปได้ดังนี้ ข้อแรก แคว้นเซียงโจวแต่เดิมไม่ได้กว้างใหญ่ขนาดนี้ เป็นผลงานของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่บุกเบิกขยายขอบเขตมาหลายพันปี ข้อสอง หลังยุคบรรพกาล อารยธรรมเซียนของเซียงโจวแทบจะเริ่มจากศูนย์ ในยุคมืดช่วงแรก แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นเมฆาโหมยังถูกเรียกว่าปรมาจารย์ ต้องสั่งสมมานานกว่าจะมีวันนี้ แต่ถ้าเทียบกับยุคเก้าทวีปของท่าน ก็ยังห่างไกล ช่วงรอยต่อจากยุคบรรพกาลสู่ยุคมืด น่าจะเกิดภัยพิบัติล้างโลกอะไรสักอย่าง ข้อสาม หนึ่งนิกาย สามสำนัก เจ็ดตระกูลใหญ่ที่ปกครองเซียงโจวตอนนี้ ล้วนมีมรดกตกทอดจากยุคบรรพกาล แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารอดผ่านยุคมืดมาได้ และความจริงที่ท่านอยากรู้ ก็น่าจะอยู่ในมรดกเหล่านั้น น่าเสียดายที่มีแต่ประมุขตระกูลเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ดังนั้น..."

หวังจิ่วถาม "ดังนั้นข้าต้องไปถามผัวเจ้า?"

"เฟิงอวิ๋น... คงไม่ได้เรื่อง เขาบ้าแต่วิชาการ เรื่องประวัติศาสตร์จำไม่เคยได้ ถ้าจะหาคำตอบ ต้องไปหาพ่อของเขา 'หลี่เทียนหยา' ท่านเป็นคนแก่ที่ใจดีและฉลาดมาก คำตอบที่ท่านต้องการน่าจะอยู่ที่เขา ถ้าวันหน้ามีโอกาสได้เจอเขา บอกว่าลูกสาวคนเล็กสุดที่รักของเขาบอกให้มา เขาก็จะรู้เองค่ะ"

พูดจบ ร่างวิญญาณของเสิ่นเยว่เอ๋อก็เริ่มไม่ไหว เริ่มสลายตัวจากด้านล่างกลายเป็นละอองแสง

"น่าเสียดาย คุยได้แค่นี้ สุดท้ายนี้ มีเรื่องรบกวน... ฝากดูแลชิงหมิงด้วยนะคะ"

หวังจิ่วตอบ "ข้าทำสัญญากับนาง ย่อมมีหน้าที่ดูแลพาหนะตามระเบียบ"

"งั้นเหรอคะ งั้นก็วางใจแล้ว"

ตอนนี้ร่างเสิ่นเยว่เอ๋อหายไปเกินครึ่ง หญิงสาวดูเหมือนจะวางภาระทุกอย่างลงได้แล้ว หลับตารอเวลาสลายไปโดยสมบูรณ์

"อ๊ะ เกือบลืม" เสิ่นเยว่เอ๋อลืมตาโพลง "ท่านอาวุโส เรื่องที่เจอวันนี้ รบกวนช่วยเก็บเป็นความลับได้ไหมคะ? ถ้าชิงหมิงรู้ แกต้องเสียใจแน่ๆ"

"ได้"

"อีกอย่าง ในห้องนี้มีของเล็กๆ น้อยๆ ที่ดิฉันทิ้งไว้ให้ชิงหมิง แล้วก็จดหมายโต้ตอบสมัยสาวๆ ของดิฉันกับเฟิงอวิ๋น... รบกวนท่าน..."

พูดยังไม่ทันจบประโยค ร่างของเสิ่นเยว่เอ๋อก็แตกสลายกลายเป็นละอองแสงระยิบระยับหายไปเงียบๆ

หวังจิ่วงงเป็นไก่ตาแตก

รบกวนข้าทำอะไร? ศึกษาให้ละเอียด? เก็บรักษาอย่างดี?

แต่โบราณว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ในเมื่อเสิ่นเยว่เอ๋อพูดถึงจดหมาย งั้นก็อ่านดูก่อนค่อยว่ากัน

คิดได้ดังนั้น หวังจิ่วก็เปิดหีบในห้องลับทีละใบ ส่วนใหญ่เป็นเงิน สมุนไพร และของช่วยฝึกสำหรับผู้ฝึกตนขั้นก่อวายุ มีแค่หีบเล็กๆ ใบเดียวที่เต็มไปด้วยจดหมาย

เปิดมาฉบับหนึ่ง เป็นจดหมายที่เสิ่นเยว่เอ๋อเขียนถึงหลี่เฟิงอวิ๋น

"เฟิงอวิ๋น ตั้งแต่เรารักกัน เขียนจดหมายคุยกันทุกเรื่อง ดิฉันนึกว่าคู่รักในใต้หล้าจะสนิทกันแค่ไหนก็คงประมาณนี้ แต่เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันไปเมืองจินอวี้ ได้เปิดโลกกับจดหมายรักแบบใหม่ เรียกว่า 'รักผ่านตัวอักษร'..."

...

"อ๋อ ที่แท้ไอ้นี่ก็คือ 'รักผ่านตัวอักษร' สินะ""

หลังจากอ่านจดหมายของเสิ่นเยว่เอ๋อกับหลี่เฟิงอวิ๋นจนจบ หวังจิ่วรู้สึกว่าตัวเองได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ สมัยสงครามเทพมาร ลั่วอวี่เคยเล่าให้ฟังว่าที่แคว้นชิงโจวซึ่งเป็นผู้นำแฟชั่นแห่งเก้าทวีป กำลังฮิตวัฒนธรรมที่เรียกว่า 'รักผ่านตัวอักษร' แต่ยังไม่ทันเล่ารายละเอียด สงครามตัดสินก็ระเบิดขึ้น คำว่า 'รักผ่านตัวอักษร' เลยเป็นปริศนาคาใจมาตลอด

ตอนนี้ถือว่าปลดล็อกปมในใจไปได้หนึ่งเปลาะ

เสียดายที่มันไม่ได้ตอบคำถามหวังจิ่วว่า เสิ่นเยว่เอ๋อต้องการให้เขาทำยังไงกับจดหมายพวกนี้?

หรือว่าหญิงสาวผู้ชาญฉลาดคนนั้น ดูออกว่าเขาไม่ประสีประสาเรื่องทางโลก เลยใช้จดหมายมาสอนเรื่อง 'รักผ่านตัวอักษร' ให้? ช่างเถอะ เอาไว้ค่อยเอาไปให้หลี่ชิงหมิงตรวจสอบทีหลังละกัน

ขณะที่หวังจิ่วกำลังจะเก็บของกลับ ขึ้นมาข้างบน ผ่านเถาวัลย์และดอกไม้ในโลกแห่งกระบี่ เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกลานบ้าน

แก๊งคนรับใช้ที่โดนเขาทิ่มจุดตายไปเมื่อวาน หลี่หยวน หลี่ลี่ หลี่เผิง

สามคนยืนอยู่หน้าประตู ลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็มีคนเปิดปาก

หลี่ลี่พูด "คุณหนู พวกเราเอง คือว่า... พวกเรามาอีกแล้วครับ"

หลี่เผิงพูด "คือ พี่ผิงโดนจับได้ว่าลอกการบ้านคัดคัมภีร์ เลยโดนนายท่านสั่งวิ่งรอบเมือง มาไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่เคารพคุณหนูนะ..."

"หุบปาก ไม่ต้องพูดเรื่องไร้สาระ! คือว่า ช่วงนี้คุณหนูฝีมือรุดหน้า พวกเราเลื่อมใสมาก แต่เรื่องรื้อถอนเป็นมติของตระกูล หวังว่าคุณหนูจะไม่ทำให้พวกเราลำบากใจ รีบเก็บของย้ายไปบ้านใหญ่เถอะครับ"

คราวนี้เสียงหลี่ลี่ขาดความมั่นใจไปเกินครึ่ง เห็นได้ชัดว่าโดนจิ้มจนหลอน เพื่อนอีกสองคนยิ่งไม่กล้าพูดอะไรมาก

หวังจิ่วฟังอยู่ข้างล่าง รู้ว่ามาหาหลี่ชิงหมิง เลยไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาเก็บของในหีบต่อ แต่เก็บไปนานสองนาน ก็ไม่เห็นหลี่ชิงหมิงออกไปรับแขก ปล่อยให้คนรับใช้สามคนหน้าประตูยืนอั้นฉี่จนหน้าเขียว บรรยากาศกระอักกระอ่วนสุดๆ

หวังจิ่วลอยกลับไปดูในห้อง เห็นยัยหนูนั่นเดินลมปราณเสร็จ ก็หลับปุ๋ยไปแล้ว

ลอยกลับมาหน้าประตู สามหน่อนั่นยังยืนตรงแหน่ว กลั้นฉี่แทบตาย ไม่กล้าหายใจแรง กะว่าจะรอกันจนฟ้าถล่มดินทลาย

เห็นสภาพแล้ว หวังจิ่วเลยหยิบกระดาษพู่กันจากห้องหลี่ชิงหมิง เขียนข้อความว่า: "หลี่ชิงหมิงไม่สะดวกรับแขก" แล้วใช้ค่ายกลเชิดวัตถุส่งกระดาษลอยละลิ่วออกไปนอกประตู

หลี่ลี่รับกระดาษมาอ่าน แล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก

หลี่ชิงหมิงไม่สะดวกรับแขก? นี่มันอะไรวะเนี่ย?!

หลี่เผิงเห็นแล้วถอนหายใจโล่งอก "คุณหนูบอกไม่สะดวกรับแขก งั้นพวกเรากลับกันเถอะ"

"ถุย! กลับบ้าอะไร! ใช้สมองคิดหน่อยสิ ใครเป็นคนเขียนกระดาษแผ่นนี้!?"

"ก็ต้องคุณหนูเขียนสิ ในบ้านไม่มีคนอื่นแล้วนี่"

หลี่ลี่แสยะยิ้ม "คุณหนูเขียนจดหมายจะแทนตัวเองด้วยชื่อเต็มเหรอ? ไม่ใช่เด็กห้าขวบนะ!"

"แทนตัวเองด้วยชื่อเต็มคืออะไร?"

"แก... ตอนเรียนวิชาวัฒนธรรม นอกจากหลับแล้วช่วยทำอะไรที่มีสาระหน่อยได้ไหม!" หลี่ลี่อยากจะกระโดดถีบไอ้โง่นี่จริงๆ "อีกอย่าง ลายมือคุณหนูไม่ได้ไก่เขี่ยขนาดนี้ ตอนสิบขวบคุณหนูคัดลายมือจนครูฝึกยังอายเลยนะ"

ฟังถึงตรงนี้ หลี่เผิงยังงงเป็นไก่ตาแตก แต่หลี่หยวนสรุปออกมาแล้ว "ความเป็นไปได้ที่จะมีคนนอกอยู่ในบ้านคือ 95% และความน่าจะเป็นที่ผู้มาเยือนไม่หวังดีคือ 72%"

หลี่ลี่หน้าเครียด "ลักพาตัว?"

หลี่หยวนวิเคราะห์ยิบ "ตระกูลหลี่เป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเซียงโจว แม้ช่วงหลังจะถดถอย แต่ในเมืองชิงอวิ๋นก็ยังเป็นที่หนึ่ง ดัชนีอิทธิพลสูงถึง 41.5% ทิ้งห่างตระกูลเฉียนกับตระกูลลู่ เรียกว่าเป็นเป้านิ่งชัดๆ คุณหนูอยู่บ้านเก่าคนเดียว ค่าสัมประสิทธิ์ความปลอดภัยต่ำกว่าอยู่บ้านใหญ่ 89.3% มีโอกาสสูงมากที่จะโดนคนฉวยโอกาส"

หลี่เผิงได้ยินก็ร้อนรน "งั้นรออะไรอยู่ รีบเข้าไปช่วยคนสิ!"

"ช่วยยังไง? ยอดฝีมือที่ลอบเข้าบ้านเก่า จับตัวคุณหนูได้โดยไม่มีใครรู้ อย่างพวกเราสามคนจะเอาอะไรไปสู้?" หลี่ลี่เหงื่อตก กำหมัดแน่น "เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก หลี่หยวนแกรีบกลับไปแจ้งข่าว พวกเราสองคนจะเฝ้าที่นี่... ไม่สิ แบบนี้แหวกหญ้าให้งูตื่นเปล่าๆ ไปก็ต้องไปพร้อมกันสามคน แกล้งทำเป็นดูพิรุธไม่ออก ถ่วงเวลาศัตรูไว้ก่อน"

หลี่หยวนเสริม "ตอนเรียนวิชาวัฒนธรรม ครูฝึกสอนว่า การช่วยตัวประกันต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวประกันเรื่อยๆ ให้พวกเขามีกำลังใจอดทนรอ"

หลี่ลี่ถาม "จะสร้างความมั่นใจยังไง?"

สิ้นเสียง หลี่เผิงก็ตะโกนสุดเสียง "คุณหนู! รอเดี๋ยวนะ! พวกเราจะรีบพาคนมาช่วย..."

"เชี่ยยยยย ไอ้ควาย!"

หลี่หยวนกับหลี่ลี่สติแตก กระโดดรุมกระทืบหลี่เผิงจมดิน แล้วลากถูลู่ถูกังหนีไป ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดเปรอะเปื้อนบนพื้น...

...

ครู่ต่อมา หลี่หยวน หลี่ลี่ และหลี่เผิง วิ่งกระหืดกระหอบหน้าซีดเผือดกลับมาถึงเรือนพักคนรับใช้ หลี่เผิงยังกระอักเลือดออกมาเบาๆ

หลี่ผิงที่เพิ่งวิ่งรอบเมืองมา นอนหอบแฮ่กเหมือนหมาอยู่บนพื้น เห็นสภาพลูกน้องสามคนก็ตกใจ พยายามจะลุกขึ้นแต่ก็หมดแรง ชักกระตุกอยู่กับที่

"เกิดอะไรขึ้น? ตีกับคุณหนูอีกแล้วเหรอ? บอกแล้วไง รอบนี้ฉันไปไม่ได้ ให้ระวังๆ หน่อย!"

"ไม่ใช่ครับพี่ผิง เรื่องใหญ่แล้ว คุณหนูโดนลักพาตัว!"

"ว่าไงนะ!?"

สามหน่อแย่งกันเล่าเรื่องหน้าประตูบ้าน แย่งกันพูดจนฟังไม่ได้ศัพท์ หลี่ผิงฟังแล้วคลื่นไส้อยากจะอ้วก

พอลำดับเรื่องราวได้ เห็นหน้าตื่นตระหนกของลูกน้อง หลี่ผิงก็แค่นหัวเราะ "ไอ้โง่สามตัว โดนหลอกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก!"

"หา?"

"ฉันถามหน่อย ถ้ามีโจรลักพาตัวบ้าดีเดือดกล้าแตะต้องคุณหนูชิงหมิงจริง มันจะทิ้งร่องรอยพิรุธขนาดที่พวกแกสามตัวยังดูออกเชียวเรอะ? ส่งกระดาษแผ่นนั้นออกมา ไม่เท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่นหรือไง?"

สามสหายเงียบกริบ

"งั้น... พี่ผิง พี่ว่าเรื่องมันเป็นยังไง?"

"ก็เห็นๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ? พวกแกโดนคุณหนูปั่นหัวเล่นไง! เธอใช้มือซ้ายเขียนกระดาษแผ่นเดียว ก็หลอกพวกแกจนขี้หดตดหาย! ดีนะที่มาบอกฉันก่อน ขืนไปแหกปากบอกนายท่านกับฮูหยิน ดูซิพวกแกจะรับผิดชอบยังไง!"

สามคนฟังแล้วละอายใจ "แล้วตอนนี้เอาไงดีพี่?"

"จะทำไงได้ ก็ต้องรายงานความจริงกับฮูหยินสิ ไม่งั้นพอฮูหยินช้อปปิ้งกลับมา ถามว่าทำไมคุณหนูยังไม่ย้าย ความก็แตกอยู่ดี!"

พูดไม่ทันขาดคำ เสียงถอนหายใจของผู้หญิงก็ดังมาจากไกลๆ

"ไม่ต้องแล้ว ฉันรู้เรื่องหมดแล้ว"

ทั้งสี่คนสะดุ้งโหยง "ฮู ฮูหยิน?! กลับมาแล้วเหรอครับ?"

"อืม เฟิงอวิ๋นนึกปัญหาการฝึกตนออกกะทันหัน เลยรีบกลับมา... เมื่อกี้พวกเธอบอกว่า คุณหนูใช้กระดาษแผ่นเดียวหลอกพวกเธอให้กลับมา? กระดาษอยู่ไหน เอามาให้ดูหน่อย"

หลี่ลี่ตัวสั่นงันงก หยิบกระดาษออกมาจากอกเสื้อ ยังไม่ทันยื่นมือ กระดาษก็ลอยหวือด้วยพลังที่มองไม่เห็น ลอยออกไปนอกเรือนคนรับใช้

ในฐานะนายหญิงบ้านใหญ่ตระกูลหลี่ แม้ลู่เซินจะมีพลังไม่สูงส่งนัก แต่สำหรับพวกพ่อบ้านบ่าวไพร่ นางก็เปรียบเสมือนเทพเซียนบนฟ้า

สักพัก ลู่เซินก็ถอนหายใจอีกครั้ง "ตัวอักษรเหลี่ยมทื่อ ไม่มีจริตจะก้าน แถมดูไม่คุ้นมือ ไม่ใช่ลายมือชิงหมิงจริงๆ แต่จะบอกว่ามีโจรลักพาตัวทำร้ายนาง ก็ดูจะเกินจริงไปหน่อย แม้เมืองชิงอวิ๋นจะไม่ใช่ของตระกูลหลี่เจ้าเดียว และบ้านนังผู้หญิงคนนั้นจะอยู่นอกเขตบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครจะเดินดุ่มๆ เข้าไปทำร้ายคนตระกูลหลี่ได้ง่ายๆ"

พวกหลี่ลี่ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าปริปาก

"แต่พวกเธอกังวลก็มีเหตุผล นางอยู่ข้างนอกคนเดียว ไม่ปลอดภัยจริงๆ ยิ่งหลายปีมานี้การฝึกตนของนางย่ำอยู่กับที่ ไม่คิดจะพยายามฝ่าฟัน กลับเอาเวลาไปคิดเรื่องไร้สาระ ถึงขนาดใช้อุบายต่ำช้าแบบนี้... เรื่องนี้ฉันจะหาเวลาคุยกับเฟิงอวิ๋น พวกเธอไม่ต้องยุ่งแล้ว"

...

ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องนอนของชิงหมิง เด็กสาวบิดขี้เกียจอย่างระมัดระวัง ขยี้ตาถาม "เมื่อกี้ข้างนอกเสียงดังจัง มีอะไรเหรอ?"

หวังจิ่วตอบ "คนรับใช้บ้านเจ้ามาอีกแล้ว"

"อะไรนะ!?" หลี่ชิงหมิงตัวแข็งทื่อ เอวเคล็ดเจ็บจี๊ดจนน้ำตาเล็ด "สามคนนั้นมาอีกแล้วเหรอ? มาทำไม?!"

หวังจิ่วตอบ "มาไล่ที่"

"ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น!" หลี่ชิงหมิงกัดฟันกรอด แล้วถามต่อ "ตอนฉันหลับ ได้ยินพวกมันตะโกนอะไรสักอย่าง ตะโกนว่าไงนะ?"

"อ้อ ไอ้คนตัวสูงๆ อ้วนๆ นั่นน่ะเหรอ" หวังจิ่วนึกภาพเหตุการณ์ "เขาตะโกนบอกให้เจ้ารอเดี๋ยว พวกเขาจะรีบพาคนมา"

"ว่าไงนะ!" หลี่ชิงหมิงโกรธจนหน้ามืด "นี่ถึงกับขู่จะยกพวกมารุมเลยเหรอ!?"

"จากที่ข้ารู้จักพวกมัน ข้าว่าไม่น่าใช่คำขู่นะ"

"กระบี่พังๆ อย่างนายจะไปรู้จักมนุษย์ดีแค่ไหนกันเชียว!?"

"ก็จริง ข้าไม่ค่อยรู้จักพาหนะเท่าไหร่ สมัยหนุ่มๆ ก็มักโดนวิจารณ์ว่าไม่เข้าใจจิตใจคนเหมือนกัน"

หลี่ชิงหมิงไม่มีแรงจะเถียงกับหวังจิ่ว กัดฟันทนเจ็บเอว เดินโซซัดโซเซออกจากห้องนอนไปที่ประตูหน้าบ้าน พอผลักประตูออกไป ก็โกรธจนตาลาย

"ไอ้ ไอ้พวกระยำ กล้าทิ้งรอยฝ่ามือเลือดไว้หน้าบ้านฉันเลยเหรอ!?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 8 - การดูแลพาหนะป่วยคือหน้าที่ที่เจ้านายพึงกระทำ

คัดลอกลิงก์แล้ว