เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 89 ความอึดอัดหลังพูดไม่คิด

บทที่ 89 ความอึดอัดหลังพูดไม่คิด

บทที่ 89 ความอึดอัดหลังพูดไม่คิด


บทที่ 89 ความอึดอัดหลังพูดไม่คิด

(PS: ขออภัยเพื่อนนักอ่านทุกท่าน ปกตินักเขียนจะตั้งค่าเป็นอัพโหลดอัตโนมัติ แต่วันนี้ดันลืมเสียได้!)

 

ขณะที่ซอมบี้ภายในตึกปฏิบัติการถูกจัดการเกลี้ยงแล้ว หลิงม่อใช้ความสามารถในการควบคุมหุ่นซอมบี้ของเขา ควบคุมซอมบี้ที่เหลือตัวอื่นๆ อย่างสุดความสามารถให้เข้าไปรวมตัวกันในห้องๆ หนึ่ง จากนั้นก็ควบคุมให้ล็อคประตูจากด้านใน เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น

 

เมื่อเทียบกับซอมบี้กลายพันธุ์แล้ว แม้ว่าซอมบี้ทั่วไปจะมีจำนวนมากกว่าก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีสติรู้คิด ทันทีที่จับทางสัญชาตญาณและความเคยชินของมันได้ การรับมือกับมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย แม้กระทั่งสำหรับคนธรรมดาทั่วไป เพียงแค่รักษาความสงบเอาไว้ และใช้ไหวพริบด้านต่างๆ ก็ใช่ว่าจะหาทางเอาชีวิตรอดไม่ได้เสียทีเดียว

 

ในทางกลับกัน การเอาชีวิตรอดกับการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระนั้นคนละเรื่องเลย อย่างหลิงม่อที่รบราฆ่าฟันกับซอมบี้ในวิทยาเขตกึ่งปิดมามากกว่าครึ่งอย่างนี้ คนทั่วไปอย่าว่าแต่ทำ แม้กระทั่งคิดยังไม่กล้าคิดเสียด้วยซ้ำ

 

หลังจากนำก้อนไวรัสให้เย่เลี่ยนกินหนึ่งก้อนแล้ว เขาจงใจนำอีกก้อนแยกเก็บไว้อีกที่หนึ่ง จากนั้นก็นำก้อนไวรัสที่เหลือสามก้อนยัดเก็บเข้าไปในถุงพลาสติก เขาเดาว่าในเวลาไม่นาน ไวรัสเหล่านี้น่าจะหลอมละลายรวมกัน กลายเป็นก้อนไวรัสความบริสุทธิ์ค่อนข้างสูงก้อนหนึ่ง

 

วิวัฒนาการของซอมบี้ บางทีผลอาจจะขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการการผสานกันระหว่างก้อนไวรัสก็เป็นได้…

 

หลังจากกลับลงไปด้านล่างตึก หลิงม่อหาโอกาสนำก้อนไวรัสก้อนนั้นให้ซย่าน่ากิน จากนั้นจึงได้ถามหลินล่วนชิวว่า “ใกล้จะถึงโรงพยาบาลแล้ว คุณลองบอกสถานการณ์รอบๆ โรงพยาบาลมาหน่อย พอถึงที่นั่นแล้ว พวกเราจำเป็นต้องหยุดพักสักระยะหนึ่ง”

 

โรงพยาบาลของมหาลัยถึงแม้จะเป็นเหมือนแค่คลินิกขนาดใหญ่ แต่ของที่ไม่สามารถหาได้ในร้านยาทั่วไป บางทีอาจจะมีอยู่ในนั้นก็ได้ นอกจากนั้นถึงแม้ว่าหลิงม่อตกลงพาหลินล่วนชิวไปส่งที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะกลับออกมามือเปล่า

 

พูดกันตามจริงแล้วเขากับหลินล่วนชิวไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกันเลย เพียงแต่ต้องพึ่งพาอาศัยกันในด้านต่างๆ เป็นเหมือนเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างมนุษย์กับซอมบี้ทั่วไป คือมนุษย์ไม่ได้ใช้สัญชาตญาณในการเคลื่อนไหว แต่มีความรู้สึกเป็นของตัวเอง หลิงม่อเองก็เช่นกัน สำหรับหญิงสาวที่ยืนหยัดด้วยตัวเอง พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่เพิ่มภาระให้คนอื่นอย่างหลินล่วนชิว แน่นอนว่าเขาย่อมถูกชะตาด้วยอยู่แล้ว ดังนั้นแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างช่วยเธอทำแผล หลิงม่อไม่ได้คิดมากอะไร แค่ช่วยเท่าที่ทำได้เท่านั้น

 

หลินล่วนชิวแอบมองเย่เลี่ยนด้วยความสงสัย และมองไปทางหลิงม่อด้วย แต่นอกจากมองออกว่าพวกเขาได้ผ่านการต่อสู้กับซอมบี้มาแล้ว ก็ไม่สามารถเดาอะไรเพิ่มได้อีก

 

พอได้ยินคำถามของหลิงม่อ เธอจึงทำได้แค่หยุดเดา แล้วบอกว่า “ก่อนหน้านั้นตอนที่ฉันอยู่ในทีมช่วยเหลือตัวเอง เพราะมีนักศึกษาหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บ พวกเราจึงเคยมีความคิดที่จะไปโรงพยาบาลของมหาลัยเหมือนกัน ต่อมาเพราะยากเกินไปเลยยอมแพ้กันเสียก่อน แต่ฉันก็พอรู้เกี่ยวกับสถานการณ์รอบโรงพยาบาลอยู่บ้าง ด้านในมีเพียงหมอเข้าเวรหนึ่งคนและพยาบาลสองคน พอภัยพิบัติระบาดด้านในมีคนไข้หรือไม่นั้นฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ แต่ฉันรู้ว่าด้านในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ถึงจะมีซอมบี้โผล่มาบ้างก็จะไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก อย่างน้อยหากสถานการณ์ดูไม่เข้าท่า เราจะถอยออกมาก็ยังได้”

 

ถึงแม้ปากเธอจะพูดอย่างนี้ ในใจกลับคิดว่า จำนวนซอมบี้ในโรงพยาบาลไม่มีทางมากไปกว่าซอมบี้ที่ตึกปฏิบัติการณ์แห่งนี้แน่นอน ในเมื่อหลิงม่อกับเย่เลี่ยนยังสามารถวิ่งขึ้นตึกไปลุยกับพวกมันมาแล้วหนึ่งตั้ง ถ้าอย่างนั้นสำหรับพวกเขาการเข้าออกโรงพยาบาลคงกลายเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย

 

แต่คิดก็ส่วนคิด หลินล่วนชิวยังซื่อสัตย์ต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพของเธออย่างสุดใจ ดังนั้นเธอจึงยังคงเตือนอย่างระมัดระวังในตอนท้าย

 

“ถ้าอย่างนั้นจากที่นี่ไป ยังต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่” หลิงม่อก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นอีก

 

หลินล่วนชิวครุ่นคิดแล้วบอกว่า “นานสุดคงใช้เวลาแค่ห้านาที แต่ฉันไม่แนะนำให้ไปทางถนนใหญ่ เพราะระหว่างทางต้องผ่านสนามบาสฯ แห่งหนึ่ง ปกติที่นั่นคนเยอะ ตอนนี้ซอมบี้ก็คงเยอะเหมือนกัน เราอ้อมไปทางใกล้ๆ ดีกว่า”

 

“เรื่องนี้คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วล่ะ” หลิงม่อหัวเราะเบาๆ พลางพูดขึ้น

 

แต่พอเขาหันตัวกลับไป ก็ได้ยินหลินล่วนชิวถามเสียงเบากลับมาทันทีว่า “เรื่องนั้น…ที่จริงฉันอยากถามตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่…ฉันยอมรับว่าฉันก็เห็นแก่ตัวอยู่หน่อย อยากตามพวกคุณไปโรงพยาบาล จากนั้นค่อยคิดวิธีเอาชีวิตรอด แต่ปัญหานี้ มันกวนใจฉันจริง ๆ …”

 

“คุณพูดมาเถอะ” หลิงม่อหันกลับมามองเธอ เห็นท่าทีอึดอัดใจของเธอ ก็พลันสงสัยขึ้นมาบ้าง

 

หลินล่วนชิวมองเขาด้วยสายตาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เปลี่ยนไปมองเย่เลี่ยน จากนั้นก็ถามขึ้นว่า “ในเมื่อเย่เลี่ยนก็เป็นนักศึกษาของมหาลัยเรา ถึงเธอไม่รู้สถานการณ์ในตอนนี้ของมหาลัย แต่ต้องเดินทางเส้นใดเพื่อไปที่ไหน ก็น่าจะรู้ใช่ไหม แต่…”

 

หลิงม่อใจเต้น “ตึกตัก” แอบคิดว่าซวยแล้ว ตัวเขาคิดแค่เรื่องอยากมีคนนำทาง แต่กลับลืมเรื่องที่เย่เลี่ยนเองก็เป็นนักศึกษาของมหาลัย X เหมือนกัน แล้วเธอก็แสดงท่าทีชัดเจนมากว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเส้นทางสักนิด คงหลีกเลี่ยงที่จะดึงดูดความสงสัยจากหลินล่วนชิวได้ยาก

 

แต่ปฏิกิริยาโต้ตอบของหลิงม่อยังคงว่องไว พอเห็นสายตาแปลกใจที่หลินล่วนชิวมองมายังตนเอง หลิงม่อยิ้มเศร้าทีหนึ่ง นัยน์ตาพลันประกายความปวดใจแวบหนึ่ง “เย่เลี่ยนสูญเสียความทรงจำของเธอไปแล้ว”

 

“ความจำเสื่อมหรอ?”

 

ทำไมถึงความจำเสื่อมได้ล่ะ?

 

หลินล่วนชิวตกใจไปชั่วครู่ แต่พอเธออยากจะถามต่อ ก็สังเกตเห็นแววตาของหลิงม่อ จึงปิดปากลงทันที

 

แววตาแบบนี้ของหลิงม่อไม่ใช่แววตาที่แกล้งทำแน่นอน สำหรับซอมบี้ที่ผ่านการกลายพันธุ์มาแล้วอย่างเย่เลี่ยน สถานการณ์เธอในตอนนี้แทบไม่ต่างกับความจำเสื่อม ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนของเย่เลี่ยนได้นั้น คำอธิบายนี้เป็นคำอธิบายที่เหมาะสมที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจถามไม่คิดแบบนี้…” ในใจหลินล่วนชิวรู้สึกผิดขึ้นมาทันที แอบก่นด่าตัวเองว่าเรื่องเยอะจริงเรา หลังจากที่เธอสงสัยในตัวเย่เลี่ยนกับซย่าน่า ยิ่งหลิงม่อคนนี้เองก็แสดงท่าทีน่าสงสัยอยู่ พฤติกรรมบางอย่างก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผล ดังนั้นภายใต้ความสงสัยใคร่รู้ ดันโพล่งถามหนึ่งในอีกหลายคำถามที่ตัวเองอยากรู้ออกไป

 

แต่ในตอนนี้พอเห็นปฏิกิริยาของหลิงม่อแล้ว สายตาที่เธอมองไปยังเย่เลี่ยนก็เปลี่ยนไปในทันที

 

ก่อนหน้านั้นสำหรับผู้หญิงคนนี้ที่รูปร่างหน้าตาดีมาก แต่กลับมีท่าทีเย็นชา ไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ ความจริงหลินล่วนชิวก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง เธอจึงเลือกที่จะปฏิบัติตัวต่อเย่เลี่ยนด้วยท่าทีเหมือนเป็นมิตรในขณะเดียวกันก็รักษาระยะห่างไว้ด้วย แต่ตอนนี้เธอกลับคิดว่า ไม่รู้เย่เลี่ยนต้องผ่านเรื่องราวน่ากลัวอะไรมา ถึงขนาดทำให้ความจำเสื่อม ส่วนหลิงม่อก็เต็มใจเก็บหญิงสาวที่ความจำเสื่อมแบบนี้ไว้ข้างกาย นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปสามารถทำได้เลยจริงๆ

 

ในโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายทุกที่อย่างนี้ สำหรับคนทั่วไปก็เหมือนน้ำแข็งแผ่นบางๆ ยิ่งสำหรับผู้ป่วยความจำเสื่อมด้วยแล้ว…

 

คำพูดไม่คิดของตัวเอง คงไปสะกิดโดนเรื่องปวดใจของหลิงม่อเข้าให้แล้ว…

 

หลินล่วนชิวที่กำลังรู้สึกผิดลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ พูดด้วยท่าทางอึดอัด “ฉันขอโทษจริงๆ”

 

“ไม่เป็นไร” ในใจหลิงม่อรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ทำได้แค่แนะนำเย่เลี่ยนต่อหน้าคนอื่นว่าเป็นผู้ป่วยความจำเสื่อม แท้ที่จริงไม่มีใครรู้เลยว่าเย่เลี่ยนไม่ใช่แค่ความจำเสื่อมธรรมดา แต่เธอได้สูญเสียตัวตนความเป็นมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

 

ยังดีที่อีกหน่อยหากเย่เลี่ยนฟื้นฟูความจำได้ และไม่ต้องกลายเป็นซอมบี้ทนเจ็บปวดทุกข์ทรมานเพราะตัวเขา นี่คงเป็นบทสรุปของตอนจบที่ดีที่สุดสำหรับหลิงม่อแล้ว หากในตอนเริ่มแรกที่ซย่าน่าฟื้นฟูความจำได้ สามารถฟื้นฟูธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์กลับมาได้ด้วย ถึงตอนนั้นหลิงม่อคงต้องคิดไคร่ครวญดีๆ ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะดีต่อเย่เลี่ยนจริง ๆ

 

ทว่าในตอนนี้ เขาสามารถช่วยเย่เลี่ยนฟื้นฟูความจำและพัฒนาสติสัมปชัญญะของเธอได้อย่างวางใจ

 

พอมีสถานการณ์แบบนี้แทรกเข้ามา บรรยากาศเลยดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

 

หลิงม่อเองก็ไม่ได้คิดจะหยุดพักที่นี่ต่อ หลังจากพักต่อสักครู่จึงพาคนทั้งกลุ่มออกเดินทางต่อ

 

คราวนี้เดินบนถนนใหญ่อยู่ได้ไม่นาน หลินล่วนชิวก็พาทั้งสามอ้อมไปทางสวนดอกไม้เล็กๆ แห่งหนึ่ง เร่งเดินไปตามทางลัดสู่โรงพยาบาลของมหาลัย

 

ผ่านพ้นแนวต้นไม้ใหญ่ริมทางมาครู่หนึ่ง หลิงม่อพบว่าอีกด้านหนึ่งของถนนเป็นสนามบาสฯ อย่างที่คาดไว้จริงๆ รอบๆ สนามมีซอมบี้จำนวนมากเดินไปเดินมา หากดันทุรังฝ่าเข้าไป ไม่รู้ว่าต้องเสียเวลานานแค่ไหนถึงจะผ่านไปได้ ไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นมีอันตรายเลยก็ได้

 

-----------------------------------------------------------------------------

 

จบบทที่ บทที่ 89 ความอึดอัดหลังพูดไม่คิด

คัดลอกลิงก์แล้ว