- หน้าแรก
- อยากเป็นบอสหน้าเลือด ไหงกลายเป็นพ่อพระแห่งวงการไปได้
- บทที่ 6 การดูตัวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
บทที่ 6 การดูตัวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
บทที่ 6 การดูตัวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
บทที่ 6 การดูตัวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
หลังจากจัดการงานที่บริษัทเสร็จ หานจิ้งเพิ่งจะก้าวเท้าออกมาก็ได้รบสายจากที่บ้าน
หลังจากทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันตามปกติ ในที่สุด โจวไฉ่เหลียน ผู้เป็นแม่ก็เผยจุดประสงค์ของการโทรมาครั้งนี้
"ลูก ป้าของลูกมีเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง ลูกสาวเขาปีนี้อายุยี่สิบสี่แล้ว หน้าตาสะสวยใช้ได้เลย ตอนนี้ทำงานอยู่ที่เมืองซิงเหมือนกัน"
"เดี๋ยวแม่จะให้เบอร์น้องเขาไป คืนนี้ลูกก็ลองชวนน้องเขาออกมาเดินเล่น หาอะไรกิน แล้วก็ดูหนังด้วยกันสักเรื่องนะ"
แม้คำพูดของโจวไฉ่เหลียนจะดูอ้อมค้อม แต่หานจิ้งจะไม่เข้าใจความหมายได้อย่างไร?
นี่มันคือการจับคู่ดูตัวชัดๆ
"แม่ครับ จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ? ผมอยู่ในวัยที่ควรโฟกัสเรื่องงาน สร้างเนื้อสร้างตัวนะครับ เรื่องความรักเอาไว้ก่อนเถอะ"
หานจิ้งไม่อยากไปดูตัวจริงๆ มันรู้สึกกระอักกระอ่วนเกินไป อีกอย่าง ตอนนี้เขาแทบจะไม่มีกินอยู่แล้ว จะไปคิดเรื่องใหญ่อย่างการแต่งงานได้ยังไง?
น้ำเสียงของโจวไฉ่เหลียนเริ่มดังขึ้น "ปีนี้แกยี่สิบหกแล้วนะ! เมื่อไหร่จะเริ่มคิดเรื่องส่วนตัวบ้าง?"
"ลูกชายลุงจวิน ถังเจี้ยน อายุเท่าแกไม่ใช่เหรอ? ลูกสาวเขาวิ่งไปซื้อซีอิ๊วเองได้แล้วนะ"
"รีบหาแฟนซะ แล้วเดี๋ยวที่บ้านจะช่วยออกเงินดาวน์บ้านในเมืองซิงให้ แกจะได้ลงหลักปักฐานสักที"
หานจิ้งตอบกลับไปว่า "แม่ครับ เรื่องเงินซื้อบ้านเดี๋ยวผมหาเอง เงินเก็บของที่บ้านแม่เก็บไว้ใช้ยามเกษียณกับพ่อเถอะครับ"
ตอนนี้ชะตาของหานจิ้งเปลี่ยนไปแล้วเพราะมีระบบคอยช่วยเหลือ
หานจิ้งเชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะหาเงินซื้อบ้านได้เองผ่านระบบนี้
"เรื่องอยากโฟกัสงานมันก็ไม่ขัดกับเรื่องหาแฟนสักหน่อย เดี๋ยวแม่จะส่งเบอร์กับข้อมูลน้องเขาไปให้ทางมือถือ"
"ป้าแกนัดแนะกับฝ่ายหญิงไว้แล้ว ห้ามเบี้ยวนัดเด็ดขาด ไม่งั้นป้าแกคงมองหน้าเพื่อนไม่ติด"
โจวไฉ่เหลียนกำชับหานจิ้งเสียงเข้ม
เมื่อลูกเริ่มโต พ่อแม่ย่อมหวังให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเร็วๆ
หานจิ้งตอบอย่างจำยอม "รู้แล้วครับ เดี๋ยวผมโทรหาน้องเขา โอเคไหม?"
"แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย" โจวไฉ่เหลียนยังคงไม่วางใจ จึงกำชับต่อ "พาน้องเขาไปกินอะไรดีๆ หน่อยนะ เดี๋ยวแม่จะโอนเงินให้สองพันหยวน"
หานจิ้งรีบปฏิเสธ "แม่ ไม่ต้องครับ ผมมีเงิน"
"แม่จะไม่รู้ได้ยังไงว่าแกมีเงินหรือไม่มี? ถ้ามีเงิน แกคงไม่หายหัวไม่กลับบ้านนานขนาดนี้หรอก"
โจวไฉ่เหลียนรู้จักลูกชายตัวเองดีที่สุด
สองปีแรกหลังจบมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงาน เขาจะโอนเงินให้เธอเดือนละห้าร้อยหยวน
ต่อมาก็กลายเป็นเดือนเว้นเดือน หรือสองเดือนครั้ง
แต่ตอนนี้ เขาไม่ได้โอนเงินมานานมากแล้ว
จากความเข้าใจที่มีต่อลูกชาย โจวไฉ่เหลียนรู้ดีว่าหานจิ้งต้องกำลังถังแตกแน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดของแม่ หานจิ้งก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
โชคดีที่ตอนนี้เขามีระบบ ซึ่งมอบโอกาสให้เขาพลิกฟื้นชีวิตได้
ไม่อย่างนั้นชาตินี้เขาคงไม่มีวันได้ดีจนวันตาย
หลังจากวางสาย หานจิ้งมองยอดเงินโอนสองพันหยวนที่แม่ส่งมาทางมือถือด้วยความรู้สึกสับสนในใจ
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กดรับเงิน
ตอนนี้เขามีเงินติดตัวไม่ถึงร้อยหยวนด้วยซ้ำ ถ้าไม่รับเงินสองพันจากแม่ คืนนี้เขาคงไม่มีปัญญาเลี้ยงข้าวสาวเจ้าแน่ๆ
เมื่อรับเงินมาแล้ว ก็ต้องเริ่มดำเนินการ
หานจิ้งโทรหาฝ่ายหญิงตามเบอร์ที่แม่ส่งมา
"ขอโทษนะครับ นั่นคุณถานซือใช่ไหมครับ? ผมชื่อหานจิ้ง เป็นหลานของน้าโจวไฉ่ผิงครับ ที่น้าเขาแนะนำมา"
"อืม สวัสดีค่ะ"
น้ำเสียงของถานซือไม่ได้กระตือรือร้นแต่ก็ไม่ได้เย็นชา
หานจิ้งสูดหายใจลึกแล้วถามว่า "คืนนี้คุณว่างไหมครับ? ผมอยากจะขอเลี้ยงข้าวสักมื้อ"
"ว่างค่ะ แต่ฉันเลิกงานหกโมงเย็นนะ"
"ไม่มีปัญหาครับ บริษัทคุณอยู่ที่ไหน? ให้ผมไปรับไหม? หรือจะให้ผมจองโต๊ะรอเลย?"
"บริษัทฉันอยู่แถวอู่ฝูพลาซ่าค่ะ ใกล้ใจกลางเมือง งั้นคุณไปรอฉันที่อู่ฝูพลาซ่าเลยก็ได้ค่ะ"
หานจิ้งแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าที่ทำงานของถานซือจะอยู่ใกล้บริษัทเขาขนาดนี้
หลังจากวางสาย หานจิ้งหาร้านอาหารแถวบริษัทกินมื้อเที่ยง แล้วกลับเข้าออฟฟิศ
เนื่องจากคืนนี้ต้องพาถานซือไปทานข้าว หานจิ้งเลยไม่ไปวิ่งส่งอาหารแล้ว
ที่สำคัญคือ ทันทีที่เงินเดือนพื้นฐานและโบนัสจากระบบเข้าบัญชีเดือนหน้า หานจิ้งก็จะไม่ขัดสนเรื่องเงินไปอีกพักใหญ่
หานจิ้งไม่ใช่คนที่ทนลำบากตรากตรำได้ขนาดนั้น
ในเมื่อปัญหาเรื่องเงินถูกแก้ไปได้เปราะหนึ่งแล้ว เขาก็คงไม่ไปทำงานพาร์ทไทม์ส่งอาหารบ่อยนักแล้ว
"บอส ทำไมกลับมาแล้วล่ะคะ?" เฟิงเว่ยมองหานจิ้งที่โผล่หน้ามาด้วยความประหลาดใจ
ในบริษัท 'พรอสเพคทีฟ อินเวสเมนท์' นี้น่าจะมีแค่เฟิงเว่ยคนเดียวที่ยังเรียกหานจิ้งว่า "บอส"
ส่วนคนอื่นเรียกเขาว่า "ประธานหาน" กันหมดแล้ว
หานจิ้งหัวเราะเบาๆ "ทำไม? ผมกลับมาบริษัทตัวเองไม่ได้เหรอ?"
เฟิงเว่ยยิ้มกว้าง "ได้แน่นอนค่ะ"
"เดี๋ยวคุณช่วยจองร้านอาหารแถวใจกลางเมืองให้ผมหน่อยนะ สำหรับสองที่ งบไม่เกินห้าร้อยหยวน คืนนี้ผมจะพาคนไปทานข้าว"
แม้ระบบจะห้ามหานจิ้งใช้บริษัทเพื่อหาผลประโยชน์ทางการเงินส่วนตัว แต่การใช้บริษัทช่วยจัดการเรื่องส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ นั้นไม่ผิดกฎแต่อย่างใด
เฟิงเว่ยพยักหน้า "รับทราบค่ะบอส"
หลังจากมอบหมายงานให้เฟิงเว่ย หานจิ้งก็กลับเข้าห้องทำงาน เตรียมงีบหลับสักตื่น
ช่วงนี้เขายุ่งอยู่กับเรื่องบริษัทและต้องวิ่งส่งอาหารจนดึกดื่นทุกวัน
หานจิ้งไม่ได้นอนกลางวันดีๆ มานานแล้ว
เขาเร่งแอร์ในห้องทำงานให้เย็นฉ่ำแล้วล้มตัวลงนอนบนโซฟา ผล็อยหลับไป
ตื่นมาอีกที หานจิ้งเห็นว่าเพิ่งจะบ่ายสามโมงนิดๆ เลยหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเกมมือถือที่บริษัทได้ลงทุนไป
เมื่อเห็นผู้เล่นกระเป๋าหนักเติมเงินในเกมกันมากมาย และนึกขึ้นได้ว่า 'เทนเซนต์ กรุ๊ป' ก็รวยมาจากเกม
หานจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
จะเป็นยังไงถ้าเขาลงทุนในบริษัทเกมเพื่อหาเงินบ้าง?
คิดได้ดังนั้น หานจิ้งก็เรียกเฟิงเว่ยเข้ามา
"ผู้ช่วยเฟิง คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะเข้าซื้อกิจการ 'ไป่กวง เกมสตูดิโอ'?"
"ตอนนี้ 'ไป่กวง เกมสตูดิโอ' มีห่านทองคำอยู่ในมือ เว้นแต่เราจะเสนอราคาที่สูงกว่ามูลค่าตลาดมากๆ ไม่อย่างนั้นคงยากที่จะซื้อได้ค่ะ"
ไม่มีใครยอมปล่อยผลประโยชน์ที่นอนกินอยู่แล้วหลุดมือไปหรอก และผู้ก่อตั้ง 'ไป่กวง เกมสตูดิโอ' ก็ไม่ใช่คนโง่
หานจิ้งรู้สึกเสียดายเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น แต่เขาไม่ใช่คนที่จะจมปลักกับอะไรนานๆ
"ในเมื่อ 'ไป่กวง เกมสตูดิโอ' ไม่ใช่ตัวเลือก งั้นลองหาบริษัทเกมอื่นที่พอจะเข้าซื้อกิจการได้ให้ผมหน่อย ผมอยากจะเข้าสู่อุตสาหกรรมเกม"
"ได้ค่ะบอส เดี๋ยวฉันจะรวบรวมข้อมูลบริษัทเกมที่เข้าซื้อได้มาเสนอให้เร็วที่สุดค่ะ"
หานจิ้งพยักหน้า จากนั้นถามเฟิงเว่ยเรื่องพิกัดร้านอาหารที่จองไว้ แล้วบอกให้เธอกลับไปทำงานต่อ
ห้าโมงเย็น พนักงานบริษัททยอยตอกบัตรเลิกงาน หานจิ้งเองก็ไม่อยู่ที่บริษัทนานนัก หลังจากออกมา เขาก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามุ่งหน้าไปยังอู่ฝูพลาซ่า