- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์แห่งความโกลาหล
- ตอนที่ 27 ความร่วมมือ
ตอนที่ 27 ความร่วมมือ
ตอนที่ 27 ความร่วมมือ
“โฮก…”
เสียงคำรามต่ำทุ้มและโกรธเกรี้ยวดังขึ้นต่อเนื่องในป่าทึบ ท่ามกลางลมกระโชกแรง หมาป่าอสูรเล็บคมสิบกว่าตัวกระโจนเข้าจู่โจมจากทิศทางต่างๆ เล็บอันแหลมคมส่องประกายเย็นเยียบ ราวกับต้องการฉีกกระชากทุกสิ่งเบื้องหน้า
ท่ามกลางฝูงหมาป่า ร่างหนึ่งก้าวเท้าอย่างลึกล้ำ ร่างกายราวกับแสงสายฟ้าที่ไหลผ่านเมฆา ไม่ว่าหมาป่าอสูรเหล่านั้นจะกระโจนเข้าจู่โจมอย่างดุร้ายเพียงใด ก็มิอาจแตะต้องชายเสื้อของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของหลิงเฟิงสงบนิ่งราวกับสายลมและเมฆา
นี่เป็นวันที่สามที่หลิงเฟิงเข้าสู่เทือกเขามหาอสูรแล้ว ในสามวันมานี้ หลิงเฟิงผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน เคยชินกับความรู้สึกที่ถูกสัตว์อสูรล้อมโจมตีเช่นนี้ไปนานแล้ว
หมาป่าอสูรเล็บคม ยังคงจัดอยู่ในประเภทสัตว์อสูรระดับสอง ตัวเดียวจัดการได้ไม่ยาก แต่เมื่อพบฝูงหมาป่าอสูรเล็บคม ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตรวบรวมปราณระยะปลายทั่วไป เกรงว่าก็ยังไม่กล้ายั่วยุโดยง่าย
หลิงเฟิงผสานก้าวเมฆาไล่ล่าและก้าวแสงฉับพลันเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ แทบจะสร้างท่าร่างใหม่ขึ้นมาได้เลยทีเดียว การต่อสู้กับฝูงหมาป่าราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน ใบหน้าผ่อนคลาย
“ชิ้ง!”
แสงกระบี่สว่างวาบราวกับดาวตก แสงดาวพร่างพราย กระบี่เดียวแบ่งเป็นสาม ปราณกระบี่สามสายพุ่งออกมา จากนั้นจึงมีหมาป่าอสูรสามตัวถูกปราณกระบี่พินาศดาวแทงทะลุหัวใจ ตายสนิทยิ่งกว่าตาย
สายตา ท่าร่าง วิชากระบี่!
สามสิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อเกิดเป็นมือกระบี่ที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ!
“ถึงเวลาจบการต่อสู้ แล้วเข้าไปฝึกฝนในส่วนที่ลึกกว่าของเทือกเขามหาอสูรเสียที”
ในดวงตาของหลิงเฟิงฉายประกายแวววาวแวบหนึ่ง ในสามวันมานี้ ระดับปราณแท้ของหลิงเฟิงทะลวงอีกครั้ง ถึงระดับขอบเขตรวบรวมปราณขั้นห้าแล้ว
ไม่มีการออมมืออีกต่อไป พลังกระบี่ของหลิงเฟิงพลันดุดันเกรี้ยวกราดขึ้นมา เคล็ดวิชากระบี่พินาศดาวเป็นวิชากระบี่ชั้นสูงของสำนักถามเซียน โดยทั่วไปมีเพียงศิษย์สายตรงของผู้นำยอดเขาแต่ละยอดเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติฝึกฝน
หากไม่มีความสามารถในการหยั่งรู้มากพอ ต่อให้ฝึกฝนอย่างหนักสิบปี ก็อาจไม่มีความสำเร็จอันใด
“ดาราดับสูญ!”
ปราณกระบี่สาดซัด ลมปราณเกรี้ยวกราด ม้วนตัวไปทั่วทิศ เงากระบี่มากมายราวกับดาราจักรตกสู่พื้นดิน แสงกระบี่ราวกับรุ้ง!
ดวงตาสีโลหิตของหมาป่าอสูรที่เหลือฉายแววหวาดกลัว ร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา หมาป่าอสูรทุกตัวเกือบจะพร้อมกันทั้งหมดกวาดหางหมาป่าหันหลังวิ่งหนี
ปัง ปัง ปัง!
ปราณกระบี่กลับระเบิดออกในชั่วขณะที่หมาป่าอสูรเหล่านี้หันหลังกลับ ปราณกระบี่สายแล้วสายเล่าแทงทะลุร่างหมาป่าอสูร หนึ่งในนั้นทะลวงหัวพวกมัน หมาป่าอสูรตัวแล้วตัวเล่า ล้มลงในกองเลือด
“เพียงสามวัน เคล็ดวิชากระบี่พินาศดาวของข้าก็ทะลวงไปอีกระดับแล้ว”
“หลังผ่านการล้างบางสังหารด้วยโลหิต ไม่ว่าจะชักกระบี่หรือเก็บกระบี่ ล้วนมีกลิ่นอายของการกลับคืนสู่สามัญ”
หลิงเฟิงมองซากหมาป่าอสูรเกลื่อนพื้น ผงกศีรษะอย่างพึงพอใจ
เขาจัดการซากหมาป่าอสูรอย่างรวดเร็ว เก็บวัตถุดิบที่มีค่าทั้งหมด จากนั้นหลิงเฟิงจึงใช้ท่าร่างจากไป
ไม่นานนัก หลิงเฟิงก็เดินมาถึงริมลำธารใสสายหนึ่ง นั่งยองๆ ลง ล้างคราบเลือดบนตัว
ขณะนั้นเอง ด้านหลังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินมา มีทั้งหมดห้าคน สี่ชายหนึ่งหญิง อายุราวๆ ยี่สิบปี ค่อนข้างหนุ่มสาว
ห้าคนนี้สวมชุดทะมัดทะแมง สะพายกระบี่ยาว ย่างก้าวมั่นคงมีพลัง เห็นได้ชัดว่าล้วนมีพื้นฐานที่มั่นคง
เมื่อทั้งห้าคนเห็นหลิงเฟิงปรากฏตัวที่นี่ก็มิได้แปลกใจเท่าใดนัก เทือกเขามหาอสูรเป็นสถานที่ฝึกฝนของศิษย์สำนักวิทยายุทธ์ในบริเวณใกล้เคียงทั้งหมด ย่อมพบเจอศิษย์สำนักอื่นที่มาฝึกฝนได้โดยง่าย
“ข้าหวังทง เป็นศิษย์ในสำนักของสำมือกระบี่เมฆาสวรรค์แห่งภูเขาสวรรค์วิจิตร มิทราบว่าท่านมาจากสำนักใด”
หัวหน้ากลุ่มเป็นชายหน้าสี่เหลี่ยม อายุมากที่สุดในกลุ่ม ทั้งยังมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งที่สุด เขามองหลิงเฟิงอยู่หลายแวบ จากนั้นจึงมองกระบี่ล้ำค่าอาวุธลี้ลับ ‘กระบี่จันทราประหาร’ ด้านหลังหลิงเฟิง บีบรอยยิ้มออกมา ประสานมือคารวะหลิงเฟิง
“ข้าเป็นศิษย์สำนักถามเซียน มีธุระอันใดหรือ” หลิงเฟิงกระโดดจากริมลำธาร หันข้างมองคนทั้งห้า กล่าวตอบอย่างเรียบเฉย
“สำนักถามเซียน…” เปลือกตาของชายหน้าสี่เหลี่ยมกระตุกเล็กน้อย
สำนักถามเซียนมีชื่อเสียงอย่างยิ่งในเจ็ดเขตแดนฝ่ายใต้ของอาณาจักรฟ้าธวัล กำลังโดยรวมจัดเป็นอันดับหนึ่งในบริเวณเทือกเขาร่องรอยเซียน เมื่อได้ยินชื่อสำนักถามเซียน ศิษย์สำมือกระบี่เมฆาสวรรค์หลายคนนี้เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างหวั่นไหว
“ที่แท้เป็นศิษย์พี่สำนักถามเซียน!” หวังทงหัวเราะฮ่าๆ “พวกเรากำลังกังวลว่ากำลังคนไม่พอ ไม่สามารถชิงผลไม้วิเศษแห่งฟ้าดินนั้นได้ ไม่นึกว่าจะได้พบศิษย์พี่ที่นี่ ช่างเป็นสวรรค์ช่วยพวกเราแท้ๆ”
หลิงเฟิงลูบสันจมูก มองหวังทงอย่างแปลกใจอยู่บ้าง
“อ้อ เป็นเช่นนี้!” หวังทงผู้นั้นดูมีท่าทีซื่อสัตย์ ตบหน้าผากตนเอง รีบอธิบายขึ้นมาทันที “หลายวันก่อนพวกเราพบสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินต้นหนึ่งอยู่หลังยอดเขาด้านขวา ใกล้จะสุกแล้ว แต่มีพยัคฆ์ลายเมฆตาพาดเฝ้าอยู่ข้างๆ พยัคฆ์ลายเมฆตาพาดตัวนั้นไม่ธรรมดา เป็นสัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงสุด พลังเหนือกว่ายอดฝีมือปราณขอบเขตรวบรวมปราณขั้นสิบทั่วไปเสียอีก!”
“ต่อให้พวกเราห้าคนร่วมมือกัน ก็อาจจะสู้สัตว์อสูรตัวนั้นไม่ได้ ในเมื่อท่านเป็นศิษย์สำนักถามเซียน คิดว่าพลังคงไม่ธรรมดา เชื่อว่าหากมีท่านช่วยเหลือ พวกเราจะต้องสังหารพยัคฆ์ลายเมฆตาพาดตัวนั้นสำเร็จ ชิงผลไม้วิเศษแห่งฟ้าดินมาได้แน่นอน!”
“โอ้” ในดวงตาของหลิงเฟิงฉายแววขบขันแวบหนึ่ง “เมื่อได้ผลไม้วิเศษแห่งฟ้าดินมาแล้ว จะแบ่งกันอย่างไร”
หวังทงกล่าวทันที “แม้ผลไม้วิเศษแห่งฟ้าดินจะมีเพียงต้นเดียว แต่ผลไม้และลำต้นสามารถแบ่งกันได้ ยังมีพยัคฆ์ลายเมฆตาพาดตัวนั้นอีก ทั้งตัวล้วนเป็นสมบัติ ข้าชื่นชมศิษย์สำนักถามเซียนมาตลอด ถือว่าเป็นการคบหาสหาย พวกเราจะแบ่งแกนอสูรของสัตว์อสูรตัวนั้นให้ท่าน เป็นอย่างไร”
“แกนอสูรของสัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงสุดหรือ” หลิงเฟิงพยักหน้า “ตกลง!”
อย่างไรเสียผลไม้วิเศษแห่งฟ้าดินอีกฝ่ายก็เป็นผู้พบก่อน ทั้งอีกฝ่ายยังมีห้าคนเป็นกำลังหลัก หากแบ่งแกนอสูรให้ตนเองจริงๆ ตนก็ไม่เสียเที่ยว
“ดี ฮ่าๆ!” หวังทงยิ้มกว้าง “ร่วมมือกันอย่างราบรื่น!”
“ร่วมมือกันอย่างราบรื่น” หลิงเฟิงก็ยิ้มบางเบา ในใจแอบคิดว่า พวกเจ้าทำตามข้อตกลงจะดีกว่า มิเช่นนั้นผลที่ตามมาพวกเจ้ารับผิดชอบเอง!
ใต้หล้าไม่มีอาหารกลางวันฟรี เป็นไปไม่ได้ที่จะมอบแกนอสูรของสัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงสุดให้ตนเองเปล่าๆ เพียงเพราะตนเองเป็นศิษย์สำนักถามเซียน
หลิงเฟิงไม่เชื่อใจคนเหล่านี้เท่าใดนัก แต่ด้วยฝีมือที่สูงส่งจึงกล้าเสี่ยงดู
“เชิญตามข้ามาเถิด!” หวังทงกล่าวจบ ก็รีบมุ่งหน้าไปยังยอดเขาด้านขวา
…...
ร่างทั้งหกวิ่งอย่างรวดเร็วในป่าเขา เหยียบย่ำกิ่งไม้ใบไม้แห้ง เกิดเสียง “แซ่กๆ” เบาๆ ลมพัดผ่านก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย
“พยัคฆ์ลายเมฆตาพาดเป็นสัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงสุด เพียงอาศัยพวกท่านบวกกับข้า เกรงว่าโอกาสที่จะสังหารมันได้ก็ไม่มากกระมัง” พลางวิ่งไป หลิงเฟิงอดเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่ได้
“วางใจเถิด ในเมื่อพวกเรากล้าคิดจะชิงผลไม้วิเศษแห่งฟ้าดิน ย่อมต้องมีการเตรียมการไว้แล้ว”
ผู้ที่ตอบคือหญิงสาวในกลุ่ม นามว่าจูเสีย หน้าตายังนับว่าหมดจด คิ้วตาแฝงไอองอาจอยู่สายหนึ่ง ที่น่ากล่าวถึงคือ รูปร่างของนางร้อนแรงอย่างยิ่ง
หลิงเฟิงพยักหน้า “ในเมื่อมีการเตรียมการไว้ก็ดีแล้ว”
“จริงสิ น้องหลิงเฟิง พวกเราในเมื่อจะร่วมมือกัน จะต้องให้พวกเรารู้ถึงพลังของเจ้าบ้าง มิเช่นนั้นจะเข้ากับกลุ่มใหม่ของพวกเราได้อย่างไร เจ้าว่าใช่หรือไม่” หวังทงพลันยิ้มกล่าว
“มีเหตุผลอย่างยิ่ง” หลิงเฟิงพยักหน้า “ข้าเชี่ยวชาญวิชากระบี่เป็นหลัก ตัวคนเดียวสามารถรับมือหมาป่าอสูรเล็บคมได้ประมาณสามถึงห้าตัว”
“ฮ่าๆ ศิษย์สำนักถามเซียนยอดเยี่ยมจริงๆ!”
หวังทงหัวเราะเสียงดัง นำทุกคนเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง