- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์แห่งความโกลาหล
- ตอนที่ 13 ป้ายหยกเจ้าสำนัก
ตอนที่ 13 ป้ายหยกเจ้าสำนัก
ตอนที่ 13 ป้ายหยกเจ้าสำนัก
หลังจากตวนมู่ชิงซานถ่ายทอดเคล็ดวิชากระบี่พินาศดาวแล้ว กิจวัตรประจำวันของหลิงเฟิงก็เริ่มวุ่นวายขึ้น
ทุกเช้าเก็บน้ำค้างปรุงยาให้อาจารย์ จากนั้นคือฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่พินาศดาวและก้าวเมฆาไล่ล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนกรงเล็บวายุทมิฬที่เป็นของขยะ หลิงเฟิงทิ้งไปนานแล้ว
เพื่อความสะดวกในการฝึกวิชากระบี่ของหลิงเฟิง ตวนมู่ชิงซานจึงมอบกระบี่คมเขียวสามฉื่อยาวสามฉื่อให้หลิงเฟิงเป็นพิเศษ แม้จะเป็นกระบี่ธรรมดาที่ไม่มีระดับ แต่ก็เย็นยะเยือก แสงกระบี่ราวกับน้ำค้างแข็ง
ในสายตาของคนทั่วไป ก็นับเป็นกระบี่ล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งแล้ว
ยามค่ำคืน หลิงเฟิงก็ใช้เวลา ‘สามสิบลมหายใจ’ นั้นอย่างเหมาะสม ฝึกฝนและยกระดับ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปห้าวัน ดูเหมือนว่าคนของยอดเขาดาวตกจะกลัวตวนมู่ชิงซานจริงๆ จึงไม่ได้ส่งคนมารังควานหลิงเฟิงอีก
“อาจารย์กล่าวว่า หากสามารถเชี่ยวชาญวิชากระบี่ชุดนี้ได้ภายในหนึ่งเดือน ก็นับว่ามีพรสวรรค์เป็นเลิศแล้ว!”
ในลานบ้าน หลิงเฟิงเก็บกระบี่ยืนนิ่ง ถอนหายใจขุ่นออกมาอย่างเนิบช้า
เนื่องจากใช้ความสามารถ ‘คัดลอกวิทยายุทธ์’ ของเนตรวิถีสวรรค์ ในวันที่สามหลิงเฟิงก็สามารถใช้เคล็ดวิชากระบี่พินาศดาวได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนวันนี้ เขายิ่งสามารถใช้คมกระบี่ปล่อยพลังกระบี่ออกมาได้แล้ว
นี่ก็คือช่วงเริ่มต้นที่ตวนมู่ชิงซานกล่าวนั่นเอง
หากกล่าวว่าเริ่มต้นได้ภายในหนึ่งเดือนก็นับเป็นอัจฉริยะแล้ว ส่วนหลิงเฟิงที่เริ่มต้นได้ในห้าวัน จะนับเป็นอะไร
ไม่เพียงเท่านี้ หลังจากการฝึกฝนหลายวันนี้ พลังปราณในร่างของหลิงเฟิงถึงกับทะลุทะลวงอีกครั้ง ก้าวสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สี่!
ขณะนี้เอง ด้านหลังดังเสียงฝีเท้ามา
ได้ยินเพียงเสียงตวนมู่ชิงซานดื่มสุราดัง ‘กึกๆ’ หลิงเฟิงหันไปโค้งตัวคารวะเขา “อาจารย์”
“อืม” ตวนมู่ชิงซานพยักหน้าเล็กน้อย เขาพอใจกับศิษย์ผู้นี้มาก
พอใจอย่างยิ่ง!
ไม่ต้องให้ตนเร่งรัด ทุกวันล้วนตื่นเช้านอนดึกฝึกฝนวิชา ทั้งยังไม่ลืมต้มยาปรุงยาให้ตน
ศิษย์ที่ดีเช่นนี้ ต่อให้ถือโคมไปหาก็หาไม่เจอแน่นอน!
ทันใดนั้น ตวนมู่ชิงซานเปลือกตากระตุกอย่างแรง ในดวงตาฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง “เจ้า…เจ้าทะลุทะลวงอีกแล้วหรือ”
หลิงเฟิงลูบสันจมูก กล่าวอย่างเรียบเฉย “โชคดีที่ทะลุทะลวงได้ขอรับ”
“โชคดีหรือ” ตวนมู่ชิงซานสั่นศีรษะ ในใจเกิดความขบขันขึ้นมา
หากกล่าวว่าหลายวันก่อนทะลุทะลวงจากรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งเป็นขั้นที่สามนับว่าโชคดี ตอนนี้เพิ่งผ่านไปห้าวัน ก็ทะลุทะลวงไปอีกขั้นหนึ่ง นี่ก็ยังเป็นโชคดีอยู่อีกหรือ
ต้องทราบว่า หลังรวบรวมปราณขั้นที่สามก็คือช่วงกลางของขอบเขตรวบรวมปราณ หากต้องการทะลุทะลวงย่อมมิอาจง่ายดายดังช่วงก่อนหน้านี้ได้ ต่อให้เป็นศิษย์ที่มีคุณสมบัติปานกลางขึ้นไป ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนกระทั่งหนึ่งหรือสองปีจึงจะมีโอกาสทะลุทะลวง
ส่วนหลิงเฟิง คุณสมบัติของเขามิใช่ธรรมดาสามัญหรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ตวนมู่ชิงซานรีบเดินมาเบื้องหน้าหลิงเฟิง ยื่นมือไปวางบนชีพจรขวาของหลิงเฟิง พลังปราณสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในร่างของหลิงเฟิง
“เป็นรวบรวมปราณขั้นที่สี่จริงๆ!” ในดวงตาของตวนมู่ชิงซานฉายแววยินดีแวบหนึ่ง จากนั้นรูม่านตาก็หดเล็กลงอย่างแรง ประหลาดใจอีกครั้ง
“เจ้า…” ตวนมู่ชิงซานจ้องหลิงเฟิงเขม็ง “เคล็ดวิชากระบี่พินาศดาวของเจ้า เริ่มเข้าขั้นแล้วหรือ”
“โชคดีขอรับ โชคดี” บนหน้าผากหลิงเฟิงผุดเหงื่อเล็กน้อย อาศัยความสามารถของเนตรวิถีสวรรค์ของตน หากต้องการเชี่ยวชาญวิทยายุทธ์สักอย่าง ช่างง่ายดายเกินไปแล้ว
หากวันนั้นตวนมู่ชิงซานแสดงวิชากระบี่ที่สมบูรณ์ให้ตนดูอีกครั้ง เขาก็สามารถเริ่มต้นได้ในตอนนั้นเลย!
“อัจฉริยะ!”
ตวนมู่ชิงซานเงียบไปนาน ในที่สุดก็เอ่ยออกมาสองคำ
เขาตวนมู่ชิงซาน ถูกเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะแห่งกระบี่ ตอนนั้นฝึกฝนเคล็ดวิชากระบี่พินาศดาวชุดนี้จนเริ่มต้นได้ก็ใช้เวลาไปยี่สิบวัน
ส่วนหลิงเฟิง เร็วกว่าเขาสี่เท่า!
“ให้ข้าดูพลังกระบี่พินาศดาวของเจ้าหน่อย” ตวนมู่ชิงซานกล่าวเสียงขรึม
หลิงเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย ชักกระบี่ออกจากฝัก
ชิ้ง!
แสงกระบี่วูบวาบ แสงเย็นยะเยือกสายหนึ่งวาดผ่านราวกับแสงเรืองรองในชั่วพริบตา
เร็ว! เหี้ยม! แม่นยำ!
พลังกระบี่สีขาวจันทร์สายหนึ่งกรีดผ่านไป ขีดกระบี่สิบแสง ในพื้นเกิดรอยแตกหลายสาย รวมกันเป็นอักษร ‘ดาว’ ที่เกือบจะสมบูรณ์!
“มิใช่แค่เริ่มต้นแล้ว เกือบจะเข้าสู่ขั้นชำนาญเล็กน้อยแล้ว!”
ตวนมู่ชิงซานสูดหายใจลึก เขารู้ว่า คราวนี้ตนเก็บสมบัติได้แล้ว
หยางเว่ยและหลี่เหลียงนั่นเข้าใจผิดคิดว่าหลิงเฟิงเป็นคนไร้ประโยชน์จึงโยนมาให้ตน แต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า หลิงเฟิงมิใช่คนไร้ประโยชน์ แต่เป็นอัจฉริยะ เป็นปีศาจ!
“ฮ่าๆๆๆ!” ตวนมู่ชิงซานแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง “ก่อนหน้านี้ข้าถ่ายทอดวิชากระบี่ให้เจ้า ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะขอบคุณที่เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บให้ข้า แต่ตอนนี้ ข้าคิดว่าเจ้าสามารถเป็นผู้สืบทอดของข้าตวนมู่ชิงซานได้! ความสำเร็จในอนาคตจะต้องอยู่เหนือข้า!”
ถูกตวนมู่ชิงซานชมเชยเช่นนี้ หลิงเฟิงรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง กัดฟันกล่าวอย่างถ่อมตัว “อาจารย์ชมเกินไปแล้วขอรับ”
“หึๆ เป็นผู้สืบทอดของข้าตวนมู่ชิงซาน เรื่องความถ่อมตัวอะไรนั่นก็ให้มันไปตายเสีย! เจ้าตามข้ามา!”
กล่าวจบ ตวนมู่ชิงซานตบบ่าหลิงเฟิง จากนั้นจึงคว้าข้อมือเขาเดินเข้าไปในบ้าน
ไม่นาน ตวนมู่ชิงซานก็พาหลิงเฟิงมายังที่พักของตน จากนั้นก็เริ่มค้นหาบางอย่างในลังกระเป๋า หาอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงค่อยพบป้ายที่เต็มไปด้วยฝุ่นแผ่นหนึ่งออกมาจากใต้เตียง
“เจ้าคือศิษย์ของข้าตวนมู่ชิงซาน หากว่ากันตามลำดับอาวุโสแล้ว เจ้าก็เป็นรุ่นเดียวกับเจ้าสำนักหลินชางล่าง ดังนั้น เจ้าไปทำกิจกรรมในสำนักในก็จงหยิ่งผยอง จงครอบงำเสีย! เจ้าถือป้ายนี้ไป สำนักถามเซียนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นแดนต้องห้าม คลังสมบัติ ก็สามารถเข้าออกได้ตามใจ!”
หลิงเฟิงรับป้ายมา พบว่าด้านบนเขียนอักษร ‘เซียน’ อยู่หนึ่งตัว ไม่ทราบว่าเป็นวัสดุอันใด กุมไว้ในมือมีไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งแผ่ออกมา
“นี่คืออะไรหรือขอรับ”
“ป้ายหยกเจ้าสำนัก!” ตวนมู่ชิงซานยักไหล่ “ข้าสังหารศิษย์น้องข้า ซึ่งก็คือเจ้าสำนักรุ่นก่อนแล้ว ของสิ่งนี้จึงอยู่ในมือข้า”
หลิงเฟิงกลืนน้ำลาย อาจารย์ของตนช่างดุร้าย! ดุร้ายจริงๆ!
“น่าเสียดาย ตอนนั้นแม้ข้าจะสังหารเจ้าสำนักรุ่นก่อนแล้ว แต่ตนเองก็ถูกเขาและศิษย์ของเขาหลายคน ซึ่งรวมถึงเจ้าสำนักคนปัจจุบันอย่างหลินชางล่าง หยางเว่ยและหลี่เหลียงหลายคน ร่วมกันใช้ค่ายกลผนึกใหญ่ผนึกข้าไว้ที่ยอดเขาไผ่น้อยแห่งนี้ มิอาจก้าวออกไปได้แม้เพียงครึ่งก้าว”
หลิงเฟิงสูดลมหายใจเข้าจมูก ที่แท้อาจารย์ของตนถูกค่ายกลผนึกไว้ที่ยอดเขาไผ่น้อย มิน่าเล่าพวกหยางเว่ยถึงใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำช้ากับศิษย์ของตวนมู่ชิงซานมาตลอด แต่เขากลับทนได้
“อาจารย์ ในเมื่อเจ้าสำนักรุ่นก่อนเป็นศิษย์น้องของท่าน เหตุใดท่านจึงต้องสังหารเขาเล่า” หลิงเฟิงลังเลอยู่ชั่วขณะ จึงค่อยเอ่ยถาม
หรือว่า พวกเขาสองพี่น้อง แย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักจึงได้พี่น้องผิดใจกัน
“สังหารเขาน่ะหรือ ข้ายังคิดจะขุดสุสานบรรพชนสิบแปดรุ่นของเขาออกมาด้วยซ้ำ!” ในดวงตาของตวนมู่ชิงซานฉายแววแค้นรุนแรงยิ่ง
“เจ้าสารเลวเฒ่านั่น โลภในคัมภีร์กระบี่สูงสุดบนตัวภรรยาข้า วางยาพิษนางจนตาย ทั้งยังทำร้ายบุตรีเพียงคนเดียวของข้าจนบาดเจ็บสาหัสเป็นตายไม่ทราบ!”
ตวนมู่ชิงซานดวงตาสองข้างแดงก่ำ กำหมัดแน่น “เจ้าว่า สัตว์เดรัจฉานที่เลวทรามปานนี้ สมควรตายหรือไม่”
“สมควรตาย! สมควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้น!” หลิงเฟิงพยักหน้าอย่างหนักหน่วง ที่แท้บนตัวอาจารย์ยังมีบุญคุณความแค้นลึกซึ้งเพียงนี้
“ข้าถูกผนึกไว้ที่นี่ ในร่างยังมีพลังกระบี่เร้นลับ หลายปีมานี้ ความสามารถไม่เพียงไม่ก้าวหน้า กลับยังมีร่องรอยถดถอย ข้าเคยคิดว่าชีวิตนี้ข้าคงได้แต่แก่ตายอยู่ที่นี่แล้ว”
ตวนมู่ชิงซานกำหมัดแน่น พลิกบทสนทนา มองไปที่หลิงเฟิง กล่าวเสียงขรึม
“แต่การปรากฏตัวของเจ้า ทำให้ข้าเห็นความหวัง!”