- หน้าแรก
- จักรพรรดิสวรรค์แห่งความโกลาหล
- ตอนที่ 10 วิชาแพทย์เหนือธรรมดา
ตอนที่ 10 วิชาแพทย์เหนือธรรมดา
ตอนที่ 10 วิชาแพทย์เหนือธรรมดา
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน หลิงเฟิงจึงเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยกับตวนมู่ชิงซานว่า “อาจารย์ ข้าพอจะดูสูตรสุราน้ำแข็งอัคคีแปรธาตุปราณและวิธีปรับปรุงออกแล้วขอรับ”
“เจ้าว่าอะไรนะ”
ตวนมู่ชิงซานหันกลับมาอย่างแรง เขาพยายามมาสิบปี คิดจะปรับปรุง ‘สุราน้ำแข็งอัคคีแปรธาตุปราณ’ ที่ตนปรุงขึ้น แต่กลับไม่สำเร็จมาตลอด
แต่ตอนนี้หลิงเฟิงดูไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ!
สิบกว่าปีที่ตนถูกผนึกอยู่ที่ยอดเขาไผ่น้อย วิชาแพทย์ภายนอกพัฒนาไปถึงระดับใดกันแล้ว เด็กหนุ่มเช่นนี้ถึงกับมีความรู้ด้านแพทย์เต๋าล้ำลึกเพียงนี้เชียว
“หากเติมผลหนูเข้าไปหนึ่งส่วน จะสามารถลดทอนฤทธิ์ยาของบุปผาจิตน้ำแข็งและผลสุริยันใน ‘สุราน้ำแข็งอัคคีแปรธาตุปราณ’ ของท่านได้ จากนั้นก็จะค่อยๆ ขับไล่อาการบาดเจ็บเร้นลับที่ซ่อนอยู่ในตันเถียนของท่านออกไปทีละน้อย”
หลิงเฟิงกล่าวอย่างเนิบนาบ
สีหน้าของตวนมู่ชิงซานยิ่งมายิ่งประหลาดใจ
เพียงได้กลิ่นสุราและชิมไปนิดหน่อยก็รู้ว่าส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดสองอย่างในสุราน้ำแข็งอัคคีแปรธาตุปราณคือบุปผาจิตน้ำแข็งและผลสุริยัน เด็กคนนี้เป็นผู้ใดกันแน่...
วิชาแพทย์ของเขาล้ำเลิศเกินกว่าแพทย์ทั่วไปแล้ว เป็นแพทย์เต๋าเช่นเดียวกับตน ทั้งยังไม่ใช่แพทย์เต๋าธรรมดาเสียด้วย!
แพทย์ทั่วไปทำได้เพียงรักษาปุถุชนคนธรรมดา อย่างมากก็รักษาผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมกายา ขอบเขตรวบรวมปราณได้
แต่แพทย์เต๋า แม้ท่านจะเป็นราชาผู้กุมอำนาจในจักรวรรดิ หรือผู้นำสำนัก ผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูล ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์เต๋าก็สามารถรักษาได้
เพียงแต่ เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีจะมีวิชาแพทย์สูงส่งเพียงนี้ได้อย่างไร
“ที่แท้เป็นผลหนูหรือ” ตวนมู่ชิงซานสั่นศีรษะพลางหัวเราะขื่น “ข้าเอาแต่คิดว่าสมุนไพรระดับต่ำเช่นนี้เป็นเพียงวัชพืชมาตลอด!”
“ขอเพียงเติมผลหนูเข้าไปในสุราน้ำแข็งอัคคีแปรธาตุปราณของท่าน หากต้องการขับไล่อาการบาดเจ็บภายในร่างออกไป คงต้องใช้เวลาประมาณสามปี แต่ว่า…” สีหน้าของหลิงเฟิงเคร่งขรึมยิ่ง นี่เป็นนิสัยของเขา ยามตรวจรักษาผู้ใดจะตั้งใจอย่างยิ่งยวด
“แต่อะไรหรือ”
“อาการบาดเจ็บของท่านถูกกดไว้ในตันเถียนมาตลอด ดังนั้นยามพลังปราณอันยุ่งเหยิงปะทุขึ้นมาจึงจะทำร้ายอวัยวะภายใน” หลิงเฟิงขมวดคิ้ว “ให้ข้าจับชีพจรท่านได้หรือไม่”
“เจ้าดูเถิด” ในฐานะแพทย์เต๋า ตวนมู่ชิงซานย่อมรู้ดีว่าการมอง ฟัง ถาม สัมผัส แม้การมองจะสามารถตรวจอาการป่วยได้ แต่หากต้องการเข้าใจสถานการณ์ของผู้ป่วยอย่างถ่องแท้ วิธีที่ดีที่สุดย่อมเป็นการจับชีพจร
หลิงเฟิงยื่นมือไปวางบนชีพจรของตวนมู่ชิงซาน ชีพจรที่หนักแน่นและทรงพลังทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง
ชายชราผู้บาดเจ็บเร้นลับมาสิบกว่าปี ถึงกับยังมีชีพจรทรงพลังเช่นนี้ได้ พิสูจน์ได้ว่าวรยุทธ์ของตวนมู่ชิงซานแข็งแกร่งจนน่ากลัวจริงๆ
หลิงเฟิงขมวดคิ้วหลังจากผ่านไปนาน กล่าวอย่างเนิบช้า “พลังทำลายล้างน่ากลัวยิ่งนัก!”
หลิงเฟิงยากจะจินตนาการ ในตันเถียนของคนผู้หนึ่งที่มีบาดแผลเช่นนี้อยู่ เขาถึงกับทนมาได้สิบกว่าปี!
ต่อให้เป็น ‘สุราน้ำแข็งอัคคีแปรธาตุปราณ’ ที่ปรับปรุงแล้ว เกรงว่าจะยากจะฟื้นฟูตันเถียนของตวนมู่ชิงซานได้ อย่างมากก็เพียงช่วยต่อชีวิตให้ตวนมู่ชิงซานเท่านั้น
“หึๆ เจ้าสำนักถามเซียนรุ่นก่อนลงมือเอง ย่อมแข็งแกร่งเป็นธรรมดา!” ตวนมู่ชิงซานกล่าวเสียงขรึม เจือความแค้น
“เจ้าสำนักรุ่นก่อนหรือ”
“ใช่ แต่เขาก็มิได้เปรียบอะไร ข้าเพียงบาดเจ็บ แต่เขากลับตายแล้ว!”
“…” บนหน้าผากของหลิงเฟิงปรากฏริ้วรอยดำหลายสาย
ตวนมู่ชิงซานผู้นี้... สังหารเจ้าสำนักถามเซียนรุ่นก่อน!
มิน่าเล่าเหล่าผู้นำยอดเขาของสำนักถามเซียนจึงเกลียดชังตวนมู่ชิงซานยิ่งนัก…
ตนเองไปคบหาสหายที่ดีเช่นนี้ได้อย่างไร!
“ทำไม ได้ยินว่าข้าสังหารเจ้าสำนักถามเซียนคนก่อนแล้ว เจ้าก็กลัวแล้วหรือ” ตวนมู่ชิงซานหัวเราะเหอะๆ
“มีอะไรน่ากลัวเล่า” หลิงเฟิงเลิกคิ้วกระบี่ขึ้น “หรือตอนนี้ข้าบอกว่าข้ากลัวแล้ว พวกหยางเว่ยจะปล่อยข้าไปอย่างนั้นหรือ”
“กล้าหาญยิ่งนัก!” ตวนมู่ชิงซานมองหลิงเฟิงอย่างชื่นชมยิ่ง หากเป็นคนทั่วไป เกรงว่าจะตกใจจนรีบหนีไปยังสำนักนอก ขีดเส้นแบ่งกับตนอย่างเด็ดขาดแล้วกระมัง
“กล่าวเรื่องอาการป่วยต่อเถิด” หลิงเฟิงมองดวงตาของตวนมู่ชิงซาน “อาการบาดเจ็บของท่าน ข้ารักษาได้!”
“โอ้” ตวนมู่ชิงซานประหลาดใจอยู่บ้าง บาดแผลเช่นนี้ กระทั่งเขายังเกือบจะจนปัญญา เด็กคนนี้ถึงกับกล้ากล่าวอย่างเด็ดขาดว่าตนรักษาได้หรือ
“เท่าที่ข้ารู้ ในใต้หล้ามีเพียงวิชาฝังเข็มเดียวที่สามารถคลี่คลายอาการบาดเจ็บเร้นลับในร่างข้าได้” ตวนมู่ชิงซานกล่าวอย่างเนิบช้า “นั่นคือวิชาฝังเข็มไท่เสวียนที่หลิงหานหยางนักบุญแห่งการแพทย์ผู้สาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อนสร้างขึ้นมา น่าเสียดายที่หลิงหานหยางจากไปนานแล้ว”
กล่าวจบ ตวนมู่ชิงซานทอดถอนใจ ยกน้ำเต้าสุราขึ้นมาดื่มอีกอึกหนึ่ง
“หลิงหานหยาง คือท่านปู่ของข้า” หลิงเฟิงหยิบห่อเข็มทองออกมาจากอก กล่าวอย่างเรียบเฉย
ปัง!
เสียงน้ำเต้าสุราตกกระทบพื้น
ตวนมู่ชิงซานตะลึงงัน มองหลิงเฟิงอย่างเหลือเชื่อ “เจ้า…เจ้าว่าอะไรนะ”
“หลิงหานหยาง คือท่านปู่ของข้า” หลิงเฟิงกล่าวซ้ำอย่างเนิบช้าอีกครั้ง
“หลิงหานหยางนักบุญแห่งการแพทย์ คือท่านปู่ของเจ้า!” ตวนมู่ชิงซานใบหน้าตกตะลึง ที่ไหนเลยจะมีท่วงท่าของผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่หลงเหลืออยู่ กระทั่งมือทั้งสองยังสั่นระริกเพราะความตื่นเต้น
“มิน่าเล่า มิน่าเล่า! ฮ่าๆๆๆ หลานชายของนักบุญแห่งการแพทย์ เจ้าถึงกับเป็นหลานชายของนักบุญแห่งการแพทย์!”
“ข้าใช้วิชาฝังเข็มไท่เสวียนผนึกอาการบาดเจ็บเร้นลับในร่างท่านได้ แต่ด้วยระดับของข้า ยังมิอาจใช้วิชาฝังเข็มคลี่คลายอาการบาดเจ็บเร้นลับของท่านได้โดยตรง” หลิงเฟิงกล่าวเสียงเคร่งขรึม
“อาการบาดเจ็บเร้นลับของท่านถูกกดทับอยู่ในร่างนานเกินไป หากต้องการขจัดให้สิ้นซาก นอกจากใช้การฝังเข็มแล้วยังต้องใช้สมุนไพรอื่นเป็นตัวช่วยจึงจะสามารถคลี่คลายอาการบาดเจ็บเร้นลับนั้นได้อย่างหมดจด”
ตวนมู่ชิงซานค่อยๆ สงบลง เอ่ยเสียงขรึม “เจ้าต้องการสมุนไพรอันใด”
“ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรที่ท่านใช้ปรุงสุราน้ำแข็งอัคคีแปรธาตุปราณยังมีอีกหลายอย่าง ได้แก่ บุปผาหมอกวิญญาณ หญ้างาขี้ม้อน หญ้าเข็มบิน…แน่นอนว่า ยังมีส่วนประกอบสำคัญที่สุดอีกอย่างคือ น้ำค้างจากบุปผาแก่นศิลา”
หลิงเฟิงกล่าวออกมาไม่หยุด ทำเอาตวนมู่ชิงซานฟังจนตะลึงงัน
สมุนไพรเหล่านี้ เขาไม่เคยคิดจะใช้มาก่อน ใบหน้าชราของเขาแดงระเรื่อเล็กน้อย เสียทีที่ยกย่องตนเป็นเทพแห่งการแพทย์ แต่เมื่อเทียบกับหลิงเฟิงแล้ว คล้ายเด็กหัดพูดที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่ก็มิปาน
ผ่านไปนาน ตวนมู่ชิงซานจึงค่อยสงบลง เอ่ยเสียงขรึม “สมุนไพรเหล่านี้ข้ามีทั้งหมด ภายหน้าเจ้าก็อยู่ที่ยอดเขาไผ่น้อยนี่เถิด หากไม่มีคำสั่งข้า ห้ามออกไป”
“นับจากวันนี้ไป เจ้าคือศิษย์ของข้าตวนมู่ชิงซาน ผู้ใดกล้าแตะต้องเจ้า ข้าจะฆ่ามันเสีย!”
“นี่…” หลิงเฟิงตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นจึงรีบโค้งตัวคารวะตวนมู่ชิงซานอย่างยินดี “ขอบคุณอาจารย์ขอรับ!”
…...
ยอดเขาดาวตก ในตำหนักใหญ่โอ่อ่าตระการตา
“เจ้าว่าอะไรนะ!”
บุรุษหนวดเครายาวผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้นำยอดเขา ตบมือครั้งใหญ่ลงบนที่พักแขนของบัลลังก์อย่างหนัก เสียง ‘แกรก’ ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ที่พักแขนที่ทำจากศิลาทองคำถึงกับถูกตบจนหักเป็นสองท่อน!
บุรุษหนวดเครายาวผู้นี้ ก็คือผู้นำยอดเขาดาวตก หยางเว่ย!
เบื้องหน้าเขา คือเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บทั้งร่างห้าคนกำลังคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น เป็นพวกเหรินอี้เฟยนั่นเอง
“เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ เมื่อวานเพิ่งจะรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่ง ไม่กี่วันก็ไปถึงรวบรวมปราณขั้นที่สามแล้ว กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์รวบรวมปราณขั้นที่สี่ยังเอาชนะได้หรือ” หยางเว่ยสีหน้าดำคล้ำ ในดวงตาฉายแววโกรธ
“อ…อาจารย์ ต่อให้ข้ามีใจกล้าดุจเสือดาวหมีก็ไม่กล้าหลอกลวงท่านหรอกขอรับ!” เหรินอี้เฟยชี้ไปที่แผลบนหน้าของตน “ท่านดูเถิด นี่ล้วนถูกหลิงเฟิงผู้นั้นตีมาขอรับ เขา…ความสามารถของเขาไม่เท่าใดนัก แต่กลับประหลาดยิ่งนัก!”
“ใช่แล้ว เด็กคนนั้นประหลาดจริงๆ ขอรับ! เขารู้วิชาลับของตระกูลเจี่ยของพวกเรา ทั้งยังรู้ก้าวเมฆาไล่ล่าของศิษย์พี่เหริน และ…ยังมีวิชาฝังเข็มที่ประหลาดยิ่งนัก เมื่อถูกเขาแทงถูกจุดก็จะตัวชาไปทั้งร่าง ข…ขยับไม่ได้เลยขอรับ!” เจี่ยผิงรีบกล่าวเสริม
“หึ! ก็แค่วิทยายุทธ์ตลาดๆ เท่านั้น รวบรวมปราณขั้นที่สามใช่หรือไม่!” หยางเว่ยดวงตาเป็นประกายเย็นชา กล่าวอย่างเย็นชา “รวบรวมปราณขั้นที่สามน้อยๆ จะก่อเรื่องอันใดได้เล่า ไป เรียกศิษย์พี่สือไท่หลงของเจ้ามา พรุ่งนี้ให้เขาไปสักรอบ!”
“ขอรับ! ขอรับ!”
เหรินอี้เฟยพยักหน้ารัวๆ ลุกขึ้นวิ่งออกจากตำหนักใหญ่อย่างล้มลุกคลุกคลาน