- หน้าแรก
- ตั้งใจล้างผลาญให้หมดตัว ไหงกลายเป็นคนรวยที่สุดในโลกซะงั้น
- ตอนที่ 29 การคัดเลือก "แฮปปี้บอย"
ตอนที่ 29 การคัดเลือก "แฮปปี้บอย"
ตอนที่ 29 การคัดเลือก "แฮปปี้บอย"
ตอนที่ 29 การคัดเลือก "แฮปปี้บอย"
“นายช่วยอย่าเอาความคิดลามกจกเปรตของนาย มาทำให้ศิลปะอันบริสุทธิ์ของพวกเราต้องแปดเปื้อนได้ไหม? ที่วงการนี้มันเละเทะก็เพราะมีคนแบบนายเยอะเกินไปนี่แหละ”
“นายเป็นคนเริ่มก่อนไม่ใช่เหรอ?” พี่รองทำหน้าตาอัดอั้นตันใจเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม
“พอๆ เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ฉันว่าแค่ฉากแอ็กชันมันยังไม่พอ หนังเราต้องมีความเป็นสากล ต้องโกอินเตอร์ ไปหานักแสดงฝรั่งมา! เอาแบบอเมริกัน! เถื่อนๆ ดิบๆ!”
“ไม่ๆๆ เราต้องการความละเมียดละไมสไตล์ญี่ปุ่นต่างหาก!”
“ฉันว่าพล็อตเรื่องแบบเกาหลีดีกว่านะ!”
จางฟาน: “...”
พี่รอง: “...”
“อะแฮ่ม! กลับมาเข้าเรื่องกันก่อน สรุปสั้นๆ คือฉันฝากหนังเรื่องนี้ไว้ที่นาย อยากถ่ายแบบไหนก็ถ่ายไปเลย!”
“ตกลงตามนั้น... เอ้อ จริงสิ แล้วงบประมาณทำหนังเท่าไหร่เหรอ?”
“งบเบื้องต้นห้าแสน แต่ไม่มีเพดานสูงสุด นายจินตนาการไว้แบบไหนก็ถ่ายออกมาแบบนั้นเลย! อยากถ่ายยังไงก็ถ่าย! ถ้าเงินไม่พอเดี๋ยวเขาเติมให้เอง!”
เมื่อพี่รองได้ยินตัวเลขห้าแสน เขาก็แทบจะเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น แม้ว่าทางบ้านเขาจะพอมีฐานะอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่เคยจับเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
แต่จางฟานไม่ได้สนใจเขาอีกต่อไป หลังจากให้เงินเสร็จก็เดินจากไปทันที
พี่รองไม่มีทางเลือก เขาเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง ไม่ได้รู้จักใครในวงสังคมกว้างขวาง จึงทำได้เพียงหันไปพึ่งพามหาวิทยาลัย
เขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้ เลยไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ในคณะ
ตอนแรกบรรดาอาจารย์ก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องของเขานัก เพราะทุกปีมักจะมีนักศึกษาไฟแรงอยากทำหนังของตัวเอง แล้วก็มีน้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จ
แต่พอพี่รองบอกตัวเลขเงินลงทุน พวกอาจารย์ถึงกับตลึงงัน
“เท่าไหร่นะ?”
หัวหน้าภาควิชากำกับภาพยนตร์ถามย้ำด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ห้าแสนครับ!”
อาจารย์ทุกคนที่อยู่ในห้อง: “...”
พวกเขาไม่ใช่คนไร้ประสบการณ์ แต่การที่นักศึกษาคนหนึ่งได้รับเงินลงทุนห้าแสนเพื่อมาทำหนังโดยตรงแบบนี้... คนคนนี้ช่างใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว
เรื่องนี้รู้ไปถึงหูของอธิการบดี หลังจากทราบสถานการณ์ หัวใจของเขาก็เต้นรัว
วิทยาลัยเจียงเฉิงของพวกเขาเป็นเพียงสถาบันระดับสองที่มีชื่อเสียงงั้นๆ ในระดับประเทศ หากครั้งนี้วิทยาลัยสามารถสร้างภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จได้ ชื่อเสียงของสถาบันจะไม่โด่งดังไปทั่วเลยหรือ? แล้วการรับสมัครนักศึกษาในปีหน้าก็จะง่ายขึ้นไม่ใช่หรือ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงรีบสั่งการทันที
“ทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองคิดดูสิ นี่เป็นเรื่องดีนะ เราสามารถระดมนักศึกษาทั้งวิทยาลัยมาร่วมสร้างหนังเรื่องนี้ ถือเป็นการฝึกงานที่ดีเยี่ยมไปในตัว พวกคุณคิดว่ายังไง?”
อธิการบดีหันไปมองทางพี่รอง
พี่รองพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล เดิมทีเขาก็เหมือนถูกมัดมือชกให้ทำอยู่แล้ว ยิ่งมีคนมาช่วยก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
“งั้นเอาตามนี้ ภาควิชาการเขียนบท ระดมนักศึกษามาเริ่มเขียนบททันที ต้องทำผลงานให้ออกมาเป็นเลิศ ชื่อเสียงของวิทยาลัยเราขึ้นอยู่กับงานนี้แล้ว!”
“รับทราบ!”
“ภาควิชาการแสดง รีบเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกซ้อมให้นักศึกษา เราต้องแสดงจิตวิญญาณของวิทยาลัยออกมาให้ได้!”
“รับทราบ!”
“ภาควิชาอื่นๆ ก็อย่าอยู่นิ่งเฉย ไปช่วยนักศึกษาซิงจัดตั้งกองถ่าย ห้ามให้เกิดความผิดพลาดเด็ดขาด!”
“รับทราบ!”
...
ทั่วทั้งวิทยาลัยเกิดความโกลาหลวุ่นวายและคึกคักขึ้นมาทันตา เพียงเพราะคำพูดทิ้งท้ายของจางฟาน
ในขณะเดียวกัน จางฟานก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง
“ฮัลโหล เสี่ยวฟาน”
“อ้าว คุณป้า มีอะไรหรือเปล่าครับ? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
จางฟานถาม ปลายสายคือคุณป้าของเขาซึ่งดูแลเขามาเป็นอย่างดีตั้งแต่เด็ก
จู่ๆ โทรมาแบบนี้ หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่บ้าน?
“เสี่ยวฟาน เฮ้อ~ ป้าไม่รู้จะบอกเรายังไงดี คือป้ามีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อยน่ะ” ป้าถอนหายใจ
“มีอะไรครับป้า คนกันเองทั้งนั้น เกรงใจทำไมครับ มีอะไรก็บอกมาได้เลย” จางฟานกล่าว
“ก็เรื่องเจ้ากวนหนาน ลูกพี่ลูกน้องเราน่ะสิ เราไม่รู้ข่าวเหรอ สถานีโทรทัศน์เจียงเฉิงเขากำลังจัดประกวดรายการ 'แฮปปี้บอย' อะไรสักอย่าง เห็นว่าจะเฟ้นหาดาราหน้าใหม่จากคนธรรมดา พอเจ้าเด็กนั่นรู้ข่าวก็อยู่ไม่สุข ร้องจะไปประกวดให้ได้ เราดูสิ วันๆ เด็กคนนั้นคิดอะไรอยู่ งานการไม่ทำ จะเป็นแต่ดารา ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยว่ามีแววไหม!”
ได้ยินดังนั้น จางฟานก็แปลกใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าโลกนี้จะมีรายการแฮปปี้บอยกับเขาด้วย
แต่พอนึกถึงลูกพี่ลูกน้องที่จะไปประกวด จางฟานก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาเหมือนกัน
จะพูดยังไงดี พี่ชายคนนี้จริงๆ ก็เป็นคนดีและดูแลน้องๆ ดีมาก แต่สมองมักจะเพี้ยนๆ ชอบทำอะไรตามอารมณ์ และมักจะสร้างปัญหาให้ที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง
“ป้าครับ ป้าก็รู้ว่านิสัยเขาเป็นแบบนั้น อย่าไปถือสาเขาเลยครับ”
“เฮ้อ~ ป้ารู้ ป้าเลยยื่นคำขาดกับเขาไปว่า นี่ให้โอกาสครั้งสุดท้าย ถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จ ให้กลับบ้านมาทำงานทำการซะดีๆ”
“แบบนั้นก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“ใช่ ป้าเลยต้องให้เราช่วยไง เขาจะไปประกวดที่เจียงเฉิง ป้าอยากฝากให้เราช่วยจับตาดูพี่เขาหน่อย เรารู้ใช่ไหมว่ารายนั้นทำอะไรไม่ค่อยคิด ป้ากลัวเขาจะไปก่อเรื่องเข้า”
“ได้ครับป้า เรื่องนี้วางใจผมได้เลย เดี๋ยวผมช่วยดูเขาให้เอง!”
ถ้าลูกพี่ลูกน้องของเขาชอบการแสดงจริงๆ จางฟานก็ใช่ว่าจะช่วยไม่ได้เสียทีเดียว
ยังไงซะเขาก็เป็นถึงเจ้าของบริษัทที่ไม่เล็กเลย การจะฝากเด็กเส้นสักคนเข้าไปมันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วย
และแล้ว ในช่วงบ่ายวันนั้น จางฟานก็มาถึงสถานีรถไฟเพื่อรอรับลูกพี่ลูกน้อง
หลังจากรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เขาก็เห็นชายหนุ่มท่าทางกระฉับกระเฉงย้อมผมสีขาวโพลนเดินออกมาจากสถานี
ทันทีที่เห็นจางฟาน เขาก็ตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้นทันที “น้องชาย!!!”
จางฟานยิ้มและเดินเข้าไปหา ทั้งสองไม่ได้เจอกันนาน จึงสวมกอดกันแน่น
“น้องพี่ พี่คิดถึงนายจะแย่ นายหายไปตั้งนานไม่ยอมโทรหาพี่บ้างเลยนะ”
กวนหนานบ่นอุบ
จางฟานยิ้มเจื่อนๆ เจ้าของร่างเดิมมัวแต่เอาใจไปผูกไว้กับหวังลี่ แม้แต่กับรูมเมตความสัมพันธ์ยังแค่พื้นๆ แล้วจะไปสนใจญาติพี่น้องที่บ้านได้ยังไง
“ความผิดผมเองครับ เดี๋ยวผมพาไปเลี้ยงข้าวร้านเด็ดๆ เป็นการไถ่โทษนะ!”
“โธ่ น้องรัก จะมาพิธีรีตองอะไรกัน อีกอย่างตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว พี่ต้องรีบไปจุดลงทะเบียนเพื่อสมัครก่อน!”
กวนหนานพูดอย่างตื่นเต้น
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้มั้งครับ ยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายวันไม่ใช่เหรอ?”
“นายไม่รู้อะไร ยิ่งไปเร็วยิ่งผ่านง่าย เอาล่ะ สถานที่อยู่ตรงไหน? รีบไปกันเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทันการ!”
ด้วยความจำยอม จางฟานทำได้เพียงตามใจเขาและพาไปส่งยังสถานที่รับสมัคร
จะว่าไป จุดรับสมัครก็อยู่ใกล้กับบริษัทของเขามาก อยู่ในตึกใหญ่ข้างๆ นี่เอง
เขายังแปลกใจอยู่เล็กน้อยว่าทำไมรายการวาไรตี้ชื่อดังขนาดนี้ถึงมาจัดในที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เจ้านายของเขาและเสี่ยวอู่ได้กว้านซื้อที่ดินรอบๆ บริษัทเพื่อผลาญงบสามสิบล้านไปหมดแล้ว
ตึกนี้ก็เพิ่งจะถูกปรับปรุงชั่วคราว แต่เพราะยุ่งกันมาก เสี่ยวอู่และคนอื่นๆ จึงยังไม่มีเวลาบอกเขา
อย่างไรก็ตาม แม้จางฟานจะไม่รู้ว่าที่นี่เป็นของเขา แต่พนักงานในงานต่างรู้ดี ทันทีที่พวกเขาเห็นจางฟานเดินเข้ามา ทุกคนก็มีท่าทีกระสับกระส่ายขึ้นมาทันที