- หน้าแรก
- โต้วหลัว พรหมยุทธ์ไร้สิ้นแห่งแสงสว่าง
- บทที่ 22 ตามลำพังในเต็นท์ ความรู้สึกที่ปะทุ
บทที่ 22 ตามลำพังในเต็นท์ ความรู้สึกที่ปะทุ
บทที่ 22 ตามลำพังในเต็นท์ ความรู้สึกที่ปะทุ
บทที่ 22 ตามลำพังในเต็นท์ ความรู้สึกที่ปะทุ
สายฝนโปรยปรายกระทบใบไม้และผืนผ้าเต็นท์จนเกิดเสียงดังเปาะแปะ เคล้าคลอไปกับเสียงเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ดังสวบสาบของพี่อาจิน
"อธรรมอย่าได้มอง สิ่งมิบังควรอย่าได้ฟัง!" หลินหย่งหมิงท่องคาถาในใจเงียบๆ
แม้อาจินในร่างมนุษย์จะดูเหมือนเด็กหญิงอายุสิบเอ็ดขวบเศษ แต่สำหรับโลกแห่งทวีปโต้วหลัวที่ผู้คนเติบโตเร็วกว่าปกติ รูปร่างของนางจึงเริ่มมีความเป็นสาวแฝงอยู่บ้างแล้ว
ทว่า แม้หลินหย่งหมิงจะมีร่างกายเป็นเพียงเด็กเจ็ดขวบ แต่อายุจิตวิญญาณที่แท้จริงของเขานั้นหาได้หยุดอยู่แค่นั้นไม่
"น้องชายตาบอด แอบมองหรือเปล่าน่ะ?" ผ่านไปครู่หนึ่ง อาจินที่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเรียบร้อยก็เอ่ยถามขึ้น
"อะแฮ่ม... พี่อาจิน ข้าบอกแล้วไงว่าข้าตาบอด อีกอย่าง เด็กอย่างข้าจะมีพิษภัยอะไรกัน"
"ข้าแค่กำลังศึกษทักษะวิญญาณที่ได้จากวงแหวนวิญญาณที่สองอยู่ต่างหาก" หลินหย่งหมิงรีบแก้ตัว
"เชื่อก็โง่แล้ว! เจ้าเด็กแสบนี่เจ้าเล่ห์นัก ทักษะวิญญาณแรกของเจ้ารุนแรงขนาดนั้น แต่ตอนแรกกลับออมมือไม่ยอมใช้ ปล่อยให้ข้าต้องคอยตรึงมันตั้งนานสองนาน" อาจินบ่นอุบอย่างเคืองๆ
"ข้าถือว่า 'อัสนีบาตเทวะ' เป็นไม้ตายก้นหีบ ในเมื่อเป็นไม้ตาย จะให้งัดออกมาใช้ง่ายๆ ได้ยังไง อีกอย่าง ข้าไม่ได้ตั้งใจจะไม่ใช้นะ แม้ท่านี้จะรุนแรง แต่มันต้องใช้เวลาชาร์จพลังและกินพลังวิญญาณมหาศาล ข้าเลยเก็บไว้ใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ" หลินหย่งหมิงรีบอธิบาย
"ก็ฟังดูมีเหตุผล งั้นเรามากินอะไรกันก่อนเถอะ ฝนคงไม่หยุดตกง่ายๆ และนี่ก็มืดแล้ว คืนนี้คงต้องค้างที่นี่แหละ"
แสงไฟสลัวจากตะเกียงที่แขวนอยู่บนเพดานเต็นท์ส่องสว่าง เต็นท์หลังนี้ไม่ใหญ่นัก จุผู้ใหญ่ได้เพียงสองคน แต่โชคดีที่ทั้งคู่ยังเป็นเด็ก อาจินพูดพลางหยิบเสบียงแห้ง เนื้อตากแห้ง และกระติกน้ำออกมา
หลินหย่งหมิงรอจนมั่นใจว่าอาจินเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว จึงหันกลับมานั่งขัดสมาธิตรงข้ามกับนาง
"พี่อาจิน ค้างคืนในป่าใหญ่ซิงโต้วนี่อันตรายไหม?" หลินหย่งหมิงถามพลางหยิบอาหารขึ้นมาทาน
"โดยปกติ ถ้าอากาศดี สัตว์วิญญาณหากินกลางคืนจะออกมาเพ่นพ่าน แต่ตอนนี้ฝนตกหนัก พวกมันคงหลบฝนอยู่ในรังกันหมด เรามีเวลาถมเถที่จะกินข้าวพวกนี้"
"แต่แน่นอนว่าเราจะประมาทไม่ได้" อาจินเตือนสติ
"นั่นแน่นอนอยู่แล้ว งั้นข้าจะเฝ้ายามให้เอง ยังไงโลกของข้าก็ไม่มีกลางวันกลางคืนอยู่แล้ว" หลินหย่งหมิงพยักหน้ารับอาสา
"งั้นข้าไม่เกรงใจนะ ข้าขอนอนเอาแรงให้เต็มที่หน่อย" อาจินกล่าวอย่างดีใจ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็จัดการอาหารตรงหน้าจนเกลี้ยงและเก็บกวาดเต็นท์จนเรียบร้อย
"งั้นข้าขอนอนก่อนนะ ถ้าง่วงเมื่อไหร่ก็ปลุกข้าได้เลย" อาจินหาวหวอดอย่างน่าเอ็นดู เตรียมตัวจะล้มตัวลงนอน
"เอาย่ามข้าหนุนหัวสิ" หลินหย่งหมิงดันย่ามของตนไปให้นาง
"ขอบใจนะ" อาจินรับย่ามไปโดยไม่อิดออด แล้วนอนลงข้างๆ หลินหย่งหมิง
ส่วนหลินหย่งหมิงก็นั่งขัดสมาธิเฝ้าอยู่ที่ปากทางเข้าเต็นท์
"อ้อ ลืมถามไปเลย วงแหวนวิญญาณที่สองของเจ้าเป็นระดับพันปี ทักษะวิญญาณเป็นยังไงบ้าง? วงแหวนวิญญาณของเสือลายพาดกลอนอัสนี น่าจะเป็นทักษะโจมตีที่รุนแรงใช่ไหม" อาจินถามขึ้นขณะนอนลง
"ก็พอใช้ได้ คนทั่วไปเข้าใกล้ข้าไม่ได้ง่ายๆ หรอก มันเรียกว่า 'ระเบิดคลื่น' เป็นการรวบรวมพลังสายฟ้าไว้ในร่างกาย แล้วระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกจากจุดศูนย์กลาง รัศมีตอนนี้ประมาณสามเมตร ยิ่งอยู่ใกล้ข้า ความเสียหายก็ยิ่งรุนแรง แถมยังมีผลกระแทกศัตรูให้กระเด็นถอยหลัง ซึ่งใช้ปัดป้องการโจมตีระยะไกลของฝ่ายตรงข้ามได้ด้วย"
"พูดง่ายๆ คือ เหมาะสำหรับรับมือเวลาโดนรุมน่ะ" หลินหย่งหมิงค่อยๆ อธิบายให้อาจินฟัง
แน่นอนว่ายังมีผลพิเศษอีกอย่าง คือสามารถกระตุ้นตราประทับคลื่น เพิ่มพลังโจมตีของทักษะวิญญาณอื่นได้อีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ในการโจมตีครั้งถัดไป
"อืม..." อาจินครางตอบรับในลำคอด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
ปรากฏว่านางเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนที่หลินหย่งหมิงกำลังอธิบาย และไม่ได้ยินประโยคหลังๆ ของเขาเลย
หลินหย่งหมิงไม่ถือโทษโกรธเคืองอาจิน เพราะพวกเขาเดินทางรอนแรมมาสองวันเต็มกว่าจะถึงป่าใหญ่ซิงโต้ว นางแทบไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่บนรถม้า
พอลงจากรถก็ต้องบุกป่าฝ่าดง แถมตอนเย็นยังต้องสู้ศึกหนัก ร่างกายและจิตใจย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา ทันทีที่หัวถึงหมอนและหลับตาลง นางจึงเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
"ดูเหมือนชะตากรรมที่ผูกพันกันนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ" หลินหย่งหมิงคิดในใจด้วยสีหน้าซับซ้อน
"ช่างเถอะ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องแข็งแกร่งขึ้น ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ หากไร้ซึ่งพลัง ข้าคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้"
หลินหย่งหมิงนั่งขัดสมาธิ ลอบเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาคลื่น เพื่อหลอมรวมพลังที่ได้จากวงแหวนวิญญาณของเสือลายพาดกลอนอัสนีให้มั่นคง
หลังจากดูดซับวงแหวนวิญญาณสีม่วงระดับพันปี พลังฝีมือของเขาก็ยกระดับขึ้นในทุกด้าน ตอนนี้การใช้ทักษะ 'อัสนีบาตเทวะ' จะกินพลังวิญญาณเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ควบคู่ไปกับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น หลินหย่งหมิงยังตัวสูงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ตอนออกจากบ้านเขาสูงราว 130 เซนติเมตร แต่ตอนนี้เขาน่าจะสูงอย่างน้อย 150 เซนติเมตรแล้ว
ความสามารถของเนตรจิตและประสาทสัมผัสก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย รัศมีรับรู้ขยายกว้างขึ้นกว่าสิบเมตร จนเกือบจะถึงเจ็ดสิบเมตรแล้ว
ค่ำคืนผ่านไปโดยไร้บทสนทนา สายฝนยังคงโปรยปรายต่อเนื่องจนกระทั่งรุ่งสาง ก่อนจะค่อยๆ ซาลง
หลินหย่งหมิงผู้ไม่อาจแยกแยะกลางวันกลางคืนด้วยสายตา รับรู้ถึงเช้าวันใหม่ผ่านเสียงนกที่เริ่มส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ในป่า
ฝนที่ตกหนักมาทั้งคืนหยุดลงในที่สุด หลินหย่งหมิงเดินออกจากเต็นท์ สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าเข้าเต็มปอด ทำให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาก
"พี่อาจิน"
"ตื่นได้แล้ว ฟ้าสางแล้ว ฝนหยุดแล้วด้วย" หลินหย่งหมิงเรียกอาจินสองครั้ง
"สว่างแล้วเหรอ?" เสียงงัวเงียของอาจินดังแว่วมาจากในเต็นท์
"น่าจะสว่างแล้วล่ะ" หลินหย่งหมิงตอบ
"น่าจะ? อ้อ ลืมไปว่าเจ้ามองไม่เห็น" อาจินพูดพลางเปิดม่านเต็นท์เดินออกมา จัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่
"หลับสบายจังเลย ว่าแต่น้องชายตาบอด เจ้าไม่ได้นอนทั้งคืนเลยเหรอ? ทำไมไม่ปลุกข้าล่ะ" อาจินมองแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบไม้และหยาดน้ำค้างใสสะอาด นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนนางหลับสนิทเกินไป
"พี่อาจิน ท่านอุตส่าห์มาป่าใหญ่ซิงโต้วเพื่อข้า ระหว่างเดินทางก็ไม่ได้พักผ่อนดีๆ ข้าเลยไม่อยากปลุก อีกอย่าง หลังจากดูดซับวงแหวนวิญญาณที่สอง ความเหนื่อยล้าของข้าก็หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว" หลินหย่งหมิงตอบอย่างจริงใจ
"เหลวไหล นอกจากจะตาบอดแล้วยังชอบพูดจาเหลวไหลอีกนะ เจ้าเองก็เดินทางมาหลายวันเหมือนกัน ยิ่งตามองไม่เห็น ยิ่งต้องใช้พลังจิตมากกว่าคนปกติ เจ้าต่างหากที่ควรพักผ่อนให้เยอะๆ"
"เอาอย่างนี้ เจ้าเข้าไปนอนสักงีบเถอะ เดี๋ยวเที่ยงๆ ข้าจะปลุก แล้วเราค่อยออกจากป่าใหญ่ซิงโต้วกัน" อาจินกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
บรู๊ววว!
ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เถียงกันจบ เสียงหมาป่าเห่าหอนก็ดังขึ้นหลายระลอก
"ฝูงหมาป่า... กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้" พร้อมกับเสียงหอน หมาป่านับสิบตัวก็ปรากฏขึ้นในขอบเขตการรับรู้ของเนตรจิต
"อืม... เป็นฝูงหมาป่าพงไพร จ่าฝูงอย่างน้อยก็ระดับสามพันปีขึ้นไป" อาจินได้รับข้อมูลจากเหล่าต้นหญ้าเงินครามที่เป็นบริวารของนางทันที
"หนี!" ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกันอย่างรู้ใจ
พวกเขารีบเก็บสัมภาระอย่างรวดเร็วและพุ่งตัวออกจากบริเวณนั้นทันที แต่เสียงฝีเท้าที่ดังตามหลังมา บ่งบอกชัดเจนว่าฝูงหมาป่ากำลังไล่กวดพวกเขามาติดๆ