เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 48 ชายผู้นี้สติไม่ดีเป็นแน่!

ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 48 ชายผู้นี้สติไม่ดีเป็นแน่!

ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 48 ชายผู้นี้สติไม่ดีเป็นแน่!


บทที่ 48 ชายผู้นี้สติไม่ดีเป็นแน่!

“เฒ่าโหว...ฝันถึงสตรีนางใดอยู่รึ? บอกมาซิ!”

เยี่ยฉวนยิ้มพลางกวาดสายตามองเฒ่าโหวจอมลวงโลกตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูจากรอยยิ้มยามละเมอที่แฝงไปด้วยความหยาบโลนแล้ว ชายชราผู้นี้เป็นตาเฒ่าหัวงูอย่างแท้จริง...เขากล้าดีอย่างไรจึงเชิญชวนสาวน้อยพราวเสน่ห์มากัดกินตอไม้เหี่ยวเฉาจนสภาพเหมือนดักแด้ของตน? ต่อให้ชำระล้างอย่างสะอาดก็คงไม่มีสตรีนางใดสนใจเป็นแน่!

“ไม่เอาน่า! ไอ้หนุ่ม อย่าพูดจาเหลวไหล!”

เฒ่าโหวสะบัดศีรษะโดยแรงก่อนเหลือบไปเห็นสตรีงามเช่นจูซือเจียที่ยืนกอดอกมองอยู่ไม่ไกล ครู่นี้เยี่ยฉวนพูดกระเซ้าให้เขารู้สึกกระดากอายยิ่ง ทว่าขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อนกว่า...ชายชราแปรสีหน้ากลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วและแสร้งทำราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขายิ้มพร้อมกล่าวออกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไอ้หนู เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่เล่า? ยังไม่ถึงวันตั้งตลาดเสียหน่อย...”

“เอาดินมาให้ข้าอีกถุงหนึ่งซิ!” เยี่ยฉวนควักเหรียญออกมาสามตำลึงก่อนโยนไปบนแผงขายสินค้าของอีกฝ่าย

“ว่าอย่างไรนะ?!”

เฒ่าโหวจอมลวงโลกตาสว่างทันที!

ชายผู้นี้ต้องสติไม่ดีเป็นแน่! ทุกพื้นที่มีดินอยู่ทุกหนแห่ง...เขาสามารถไปขุดมาจากที่ใดก็ย่อมได้ แต่เขากลับเจาะจงมายังร้านนี้เพื่อซื้อมัน! เขามีเงินมากเสียจนไม่รู้ว่าจะจับจ่ายซื้อสมบัติใด หรือเสียสติไปแล้วกันแน่?!

จูซือเจียผู้ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ถึงกับเบิกตากว้างด้วยกล่าวคำใดไม่ออก...

นางนึกไปว่าเยี่ยฉวนคงพบกับสมบัติล้ำค่าบางอย่างเข้าเป็นแน่ จึงติดตามมาด้วยความใคร่รู้ แต่แล้วก็ต้องตกตะลึงด้วยคาดไม่ถึงว่าเขาเร่งร้อนมาที่นี่เพื่อซื้อถุงบรรจุดินเท่านั้น!

เฒ่าโหวจอมลวงโลกลอบพึมพำไปอย่างนั้น สองมือของเขาหยิบพลั่วออกมาจากใต้โต๊ะอย่างคล่องแคล่ว “ข้าคิดราคาดินถุงละห้าตำลึง เจ้าต้องการกี่ถุงล่ะ?!”

จอมลวงโลกก็คือจอมลวงโลกอยู่วันยังค่ำ เขาตอบโดยโก่งราคาขึ้นจากสามเป็นห้าตำลึงหน้าตาเฉย ชายชราสนใจในตัวเงินมิใช่ตัวบุคคล แม้ลูกค้าผู้นี้จะเสียสติแต่อย่างน้อยก็คงมีเงินมากพอที่จะจ่าย

“ตาเฒ่าบัดซบ! เจ้ากล้าขูดรีดกันเพียงนี้เชียวรึ?!”

จ้าวต้าจื่อเบิกตากว้างด้วยความโมโห ยังไม่ทันสบถต่อ เยี่ยฉวนกลับบีบไหล่ของเขาเป็นเชิงปราม

“ห้าตำลึงก็ห้าตำลึง...ข้าไม่มีปัญหาเรื่องเงิน!”

เยี่ยฉวนหยุดชะงักครู่หนึ่งขณะมองไปยังเฒ่าโหวจอมลวงโลกด้วยรอยยิ้ม ก่อนกล่าวออก “แต่...ข้าไม่ต้องการดินที่ถูกขุดขึ้นอย่างลวกๆ เช่นครั้งก่อน ข้าต้องการดินที่มีเมล็ดพืชผสมอยู่ด้วย!”

“ไอ้หนุ่ม สิ่งที่เจ้าต้องการคือเมล็ดพืชเหล่านั้นหรอกรึ?!”

เฒ่าโหวตอบกลับพร้อมคิดตามอย่างรวดเร็ว ถึงเขาจะแก่แต่สมองของเขายังปราดเปรื่องไม่เขรอะไปด้วยสนิม ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกายเจิดจ้าและเจ้าเล่ห์ประหนึ่งจิ้งจอกเฒ่า!

“ถูกแล้ว! ตั้งแต่ข้านำเมล็ดเหล่านั้นไปเป็นอาหารให้ฝูงปลาที่ข้าเลี้ยงไว้ พวกมันก็ร่าเริงเสียจนกระโดดโลดเต้นอยู่เหนือผิวน้ำไม่หยุดหย่อน” เยี่ยฉวนกล่าวตอบอย่างหนักแน่น จ้าวต้าจื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ลอบแสดงความนับถือต่อข้ออ้างที่อีกฝ่ายสรรหา

ศิษย์พี่ใหญ่ของเขามีฝีมือด้านการเสแสร้งตบตาผู้อื่นนัก! ขณะที่กำลังพูดเรื่องโกหก...สีหน้าของเขาปราศจากความแตกตื่นหรือท่าทีกระสับกระส่ายโดยสิ้นเชิง เยี่ยฉวนแสร้งให้ผู้อื่นมองว่าตนเป็นคนโง่ ทว่าคนที่ตัดสินว่าเขาโง่กลับไร้ซึ่งความเฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง!

จูซือเจียที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์บ้างแล้ว จ้องเขม็งไปยังเยี่ยฉวนอย่างโกรธเคืองและชิงชังที่เขาสามารถเล่นละครตบตานางได้สำเร็จ

นางระงับอารมณ์โกรธไว้ในใจไม่ให้พุ่งเข้าทำร้ายอีกฝ่าย พลางอดทนรอดูฉากต่อไป เพราะยังมีข้อสงสัยที่ยังไม่กระจ่างเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืชที่เขาให้ความสำคัญถึงเพียงนี้...

“เงินจำนวนห้าตำลึงมีมูลค่ามากจริง...ถึงกระนั้นก็เถอะ! แม้เจ้ามีเงินมากเพียงใดก็ไม่อาจหาซื้อมันที่อื่นได้อย่างแน่นอน!” เฒ่าโหวจอมลวงโลกนั่งลงที่เก่าก่อนโก่งราคาอย่างเจ้าเล่ห์ ชัดเจนแล้วว่าเขาต้องการขูดรีดเยี่ยฉวนอย่างเต็มที่!

“นั่นไม่ใช่ปัญหา...เจ้ามีจำนวนเท่าใด ข้าต้องการทั้งหมด!”

เยี่ยฉวนมองท่าทีของชายชราออกจึงไม่หลงกลและทำการต่อรองจนอีกฝ่ายตกตะลึง จ้าวจ้าจื่อเห็นแววตาที่มีนัยแอบแฝงของศิษย์พี่ใหญ่ จึงหยิบถุงบรรจุเหรียญเงินใบใหญ่ออกมาวางโครมต่อหน้าเฒ่าโหวอย่างรู้หน้าที่...ถุงใบนี้มีน้ำหนักมาก และอาจมีเงินรวมกันมากกว่าสองร้อยตำลึง!

ไอ้หนุ่มผู้นี้ร่ำรวยจริงๆ งั้นหรือ?

เฒ่าโหวรู้สึกประหลาดใจยิ่ง เขายังไม่ทันตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ไร้ชื่อที่ปะปนอยู่กับดินเหล่านั้นว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ครั้นกำลังจะแจกจ่ายเป็นของกำนัล จู่ๆ ก็มีบุคคลมาขอซื้อโดยให้ราคาสูงเกินความเป็นจริง!

“ว่าอย่างไร? หากเงินเหล่านี้ยังไม่เพียงพอเช่นนั้นข้าคงจนปัญญาจะซื้อมันแล้วล่ะ...แม้ปลาคราฟของข้าจะชอบกินเมล็ดพันธุ์นั้น แต่หากมันแพงเกินไป เห็นทีข้าควรกลับไปเปลี่ยนอาหารให้พวกมันเสียใหม่...” เยี่ยฉวนส่ายศีรษะพร้อมตั้งท่าจะคว้าถุงเหรียญเงินคืน

“ช้าก่อน! ข้าจะเก็บเงินจำนวนนี้ไว้เป็นค่ามัดจำ...เจ้าค่อยกลับมาที่นี่เมื่อครบสามวันก็แล้วกัน!” เฒ่าโหวกล่าว

“ไม่ ข้าต้องการพวกมันเดี๋ยวนี้!” เยี่ยฉวนเอ่ยตอบ เขาอาจเจรจาต่อรองในเรื่องของราคาได้ ทว่าเขาไม่อาจยอมรับข้อต่อรองเรื่องระยะเวลาที่ล่าช้าออกไป เพราะต้องการหลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากที่อาจตามมาภายหลัง

“ไม่ได้! รอให้ครบสามวัน...นั่นคือข้อตกลง!”

เฒ่าโหวปฏิเสธการค้าขายเช่นกันเมื่อการต่อรองกับเยี่ยฉวนไม่เป็นผล เขาต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าแท้จริงแล้วเมล็ดพืชเหล่านั้นมีความสำคัญอย่างไร? หรือเป็นสมบัติล้ำค่าหรือไม่? จะได้ฉวยโอกาสโกงราคาให้สูงขึ้นไปอีกเพื่อตัดทอนขีดจำกัดในการซื้อของอีกฝ่าย

ขณะนั้นเอง สตรีผู้งดงามสะดุดตาและเปี่ยมไปด้วยความสง่างามเดินผ่านมา...

สตรีรูปโฉมหมดจดผู้นี้เตี้ยกว่าจูซือเจียเล็กน้อย บุรุษผู้แข็งแกร่งอาจยกตัวนางให้ลอยขึ้นจากพื้นดินด้วยมือเพียงข้างเดียว ทั้งรูปร่างยังโค้งเว้าเย้ายวนได้สัดส่วน ปทุมถันทั้งคู่ของนางดูใหญ่โตกว่าของจูซือเจียเสียอีก! คงไม่น่าแปลกใจนักหากจะมีบุรุษเพศหลายคนมองตาเป็นมันจนน้ำลายไหลหยดย้อย ทว่าจูซือเจียกลับเบ้ปากอย่างไม่ถูกชะตาเมื่อเห็นอีกฝ่าย

ขณะที่เยี่ยฉวนกำลังต่อรองกับเฒ่าโหวอย่างไม่มีใครยอมใคร หลิวหงจอมเจ้าชู้ที่เห็นร่างอันคุ้นตาจึงหมุนเอวบางของตนปรี่เข้าไปหาทันที “โอ้ ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักหมอกเมฆานี่เอง! ไม่น่าเชื่อว่าเราสองจะมีวาสนาได้พบกันอีก เฒ่าโหว...เจ้าอย่าได้ตระหนี่นักเลย จำหน่ายเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นให้เขาเร็วเถิด”

หลิวหงเป็นสตรีร่างเล็กงดงามผุดผ่อง...อุปนิสัยหรือก็กล้าหาญและดื้อรั้น เสื้อผ้าที่นางสวมใส่สั้นเสียจนเห็นเรือนร่างชัดเจน เฒ่าโหวเห็นเช่นนั้นจึงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ใบหน้าที่สวยสดของสตรีช่วยชะโลมจิตใจที่เหี่ยวเฉาของชายชราให้เบ่งบานอีกครั้ง จิตใจโสมมพลันนึกไปว่าร่างขาวโพลนยั่วยวนของสาวน้อยพราวเสน่ห์ที่เขาเห็นในความฝันจะใช่หลิวหงผู้นี้หรือไม่?!

“อา...คุณหนู คือว่า...” ชายชรากล่าวอย่างตะกุกตะกัก

หลิวหงงดงามเสียจนเขาลอบกลืนน้ำลายด้วยโลภในตัณหา ทว่าต่อหน้าแล้วเขาต้องเคารพและระมัดระวังคำพูดไม่ให้เสียมารยาท นางเป็นถึงบุตรสาวของท่านเจ้าสำนักเบญจลักษณ์...ส่วนเขาเป็นเพียงศิษย์ชั้นนอกของสำนักเท่านั้น แม้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในตัวนางเพียงใด เขาก็ยังเจียมตัวด้วยเพราะคางคกน่าเกลียดไม่ควรผยองไปกินเนื้อหงส์

“ว่าอย่างไร? เงินที่ท่านชายเสนอให้ท่านไม่เพียงพองั้นหรือ?!” หลิวหงเอ่ยถามพร้อมเผยสีหน้าเย็นชา

“มิได้ขอรับ! เงินจำนวนนี้เพียงพอแล้ว...”

เฒ่าโหวหยุกชะงักไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวออกอย่างตรงไปตรงมา “ข้าได้รับเมล็ดพืชถุงนั้นมาจากผู้อื่นอีกที และก่อนหน้านี้ได้แจกจ่ายมันไปจนหมดแล้ว ดังนั้นหากยังต้องการ...ข้าก็จะไปถามเขาอีกครั้ง”

“คนผู้นั้นคือใครหรือ?” หลิวหงเอ่ยถาม

“เขาเป็นศิษย์ชั้นนอกของสำนัก นามว่าอู๋เฟิง ข้าได้ยินมาว่าบัดนี้เขาถูกย้ายไปยังเหมืองแร่มณีคราม หากท่านต้องการไปพบเขา ข้าเกรงว่า...” เฒ่าโหวเอ่ยตอบอย่างกระดากอาย

บรรดาศิษย์สำนักหมอกเมฆามีงานอดิเรกคือการปลูกพืชสมุนไพร เช่นเดียวกับศิษย์ของสำนักเบญจลักษณ์ที่ถูกบังคับให้ลงไปขุดเหมืองแร่บ่อยครั้ง ราวเป็นแรงงานราคาถูกที่สำนักไม่จำเป็นต้องจ้าง เหมืองแร่มณีครามตั้งอยู่ในทุ่งกลางหุบเขาลึกที่มีอสุรกายปีศาจพลุกพล่าน...หากประมาทเพียงเล็กน้อยอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต ศิษย์ที่ลงไปยังเหมืองใต้ดินจะทำงานโดยไม่พบเจอโลกภายนอกเป็นเวลาสามถึงหกเดือน ดังนั้นผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องหากต้องการเข้าไปภายในอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

“เอาล่ะ เช่นนั้นข้าจะไปเอง!”

หลิวหงหันกลับมาสบตาเยี่ยฉวนโดยไม่ใส่ใจท่าทีเอียงอายของชายชราแม้แต่น้อย แม้ทหารอารักขาประจำเหมืองเข้มงวดจนบุคคลนอกไม่สามารถเข้าไปภายในได้ ทว่าด้วยฐานันดรของนางทำให้สามารถเข้าออกได้อย่างเสรี “ท่านชายเยี่ยโปรดวางใจให้ข้าเป็นผู้จัดการเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เถิด ท่านจะกลับมาตามระยะเวลาที่เฒ่าโหวกำหนด หรือต้องการไปยังเหมืองใต้ดินกับข้าเพื่อตามหาคนผู้นั้น?”

“ข้าจะไปกับเจ้า” เยี่ยฉวนกล่าวตอบ

เขาไม่มีเวลารอนานถึงเพียงนั้นเพราะการประลองครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างสามสำนักใกล้เข้ามาทุกที จุดประสงค์ของเขาคือต้องการผลชิ่งหยางเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูพลังยุทธ์อย่างรวดเร็ว

“อืม...ท่านชายช่างเด็ดเดี่ยวเสียจริง! เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ!”

ดวงตาคู่งามของหลิวหงเปล่งประกายสดใส นางหมุนกายออกจากร้านของเฒ่าโหวและนำทางไปโดยไม่รอช้า

“ศิษย์พี่ใหญ่...”

จ้าวต้าจื่อรู้สึกวิตกกังวลเมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ตั้งท่าจะก้าวเดินตามนางไป

หลิวหงคือใคร?

นางคือบุตรสาวของท่านเจ้าสำนักเบญจลักษณ์ ฐานะของนางสูงส่งยิ่ง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักของนางและสำนักหมอกเมฆาจะไม่ตึงเครียดเท่าความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเครื่องนิล ทว่าเบื้องหลังแล้วพวกเขาทำการแข่งขันกันอยู่เสมอ ยามนี้เยี่ยฉวนตกปากรับคำจะไปกับหลิวหง หากทั้งหมดนั่นเป็นแผนการลอบโจมตีจากอีกฝ่ายจะทำอย่างไร?!

“เจ้าอ้วน ไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรอก...กลับสำนักไปก่อนเถิด แต่หากคืนนี้ข้ายังไม่กลับมาจงไปหาบริวารโอสถ และบอกกล่าวแก่เขาให้มาช่วยเหลือ” เยี่ยฉวนออกคำสั่งก่อนก้าวขายาวๆ ตามหลิวหงไป...

“นี่! ไอ้คนสารเลว เจ้าจะไปกับสตรีนางนั้นจริงหรือ?” จูซือเจียปริปากหลังจากนิ่งเงียบมานาน นางขบกรามแน่นอย่างไม่เข้าใจตนเองเสียเลย ว่าเมื่อเห็นเยี่ยฉวนกับหลิวหงผู้มีเรือนร่างเย้ายวนนางนั้น เหตุใดจึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาดื้อๆ

ชื่อเสียงของหลิวหงแห่งสำนักเบญจลักษณ์โดดเด่นจนแม้แต่ศิษย์ในสำนักหมอกเมฆายังรับรู้ ทั้งความงดงามของนางยังเลื่องลือเป็นที่ประจักษ์ เรือนร่างเย้ายวนดึงดูดความสนใจจากบุรุษเพศหลายราย ส่วนเยี่ยฉวนแม้ไม่บรรลุขั้นการฝึกตนจนเก่งกาจทว่าเขาก็ดำรงตำแหน่งเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ การที่เขาไปกับนางสองต่อสองเช่นนี้คงไม่...

จูซือเจียสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ ตอนที่เยี่ยฉวนใช้เงินหลายร้อยตำลึงเพื่อแลกกับถุงดินไร้มูลค่ายังพอทำใจยอมรับได้ เพราะเขาเป็นคนเบาปัญญาและไร้ทักษะการใช้จ่าย ทว่าตอนที่เขามีท่าทีสนิทชิดเชื้อกับหลิวหงผู้มากมารยา นางกลับโกรธาจนดวงตาแทบลุกเป็นไฟ!

“ข้ากำลังอยู่ท่ามกลางสงครามชิงรักหักสวาทหรือนี่? ศิษย์น้องหญิงยังเป็นห่วงเป็นใยข้ามากเช่นเคย อย่ากังวลไป...ข้ายังประพฤติตนเหมาะสมคู่ควรกับเจ้า รับรองได้ว่าจะไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น เจ้าควรไปอาบน้ำชำระร่างกายเสีย แล้วคืนนี้หากข้ากลับมาจะไปพบเจ้าที่เดิม!”

เยี่ยฉวนยิ้มด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม

จูซือเจียฟังเยี่ยฉวนพูดเชิงสองแง่สองง่ามเช่นนั้นก็โกรธจัดจนเผลอกระทืบเท้าเร่าๆ จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นเฒ่าโหวที่กำลังลอบมองแผ่นหลังของนางอย่างหยาบโลน ทันใดนั้นชายชราเฒ่าหัวงูจอมลวงโลกก็ต้องประสบกับความน่าสังเวช เมื่อจูซือเจียที่โกรธเกรี้ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เตะขวดโหลและไหจำนวนมากที่วางเรียงรายอยู่บนแผงของเขาตกแตกจนไม่เหลือชิ้นดี!

จบบทที่ ขุนศึกสยบสวรรค์ บทที่ 48 ชายผู้นี้สติไม่ดีเป็นแน่!

คัดลอกลิงก์แล้ว