- หน้าแรก
- ระบบอักขระยมโลก
- ตอนที่ 64 แม่ทัพไร้หัว
ตอนที่ 64 แม่ทัพไร้หัว
ตอนที่ 64 แม่ทัพไร้หัว
ตอนที่ 64 แม่ทัพไร้หัว
ลูกผู้ชายเมืองเผิงเชิดชูการต่อสู้ รักในการรบ
ที่นี่คือปฐมบทแห่งราชวงศ์ฮั่นอันเกรียงไกร
ลูกผู้ชายเมืองเผิงนับแต่อดีตล้วนเปี่ยมด้วยจิตใจหาญกล้าและองอาจ
บัดนี้ เมื่อพวกเขาได้ปลุกพลังแห่งรอยสักขึ้นมา จึงมีพละกำลังที่จะปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
ในยามนี้ ไม่มีผู้ใดยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
สิ้นเสียงของชายวัยกลางคนพุงพลุ้ย ไม่มีผู้ใดถอยหลัง แต่กลับพร้อมใจกันก้าวไปข้างหน้า
พวกเขาจะเปิดศึกรุกเข้าใส่กองทัพยมโลกนี้
ลูกผู้ชายเมืองเผิงเช่นเรา มีแต่รุก ไม่มีถอย!
เมื่อออกรบ ย่อมต้องชนะ หากไม่ชนะ ขอเพียงสละเลือดเนื้อย้อมแผ่นดิน ปกป้องบ้านเกิดด้วยชีวิต!
ในที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็มาถึงจุดเผชิญหน้า
ระยะห่างระหว่างสองฝ่ายไม่ถึงห้าร้อยเมตร กองทัพยมโลกอันมหึมาปรากฏแก่สายตาจนหมดสิ้น นำโดยแม่ทัพไร้หัวร่างสูงตระหง่าน สวมเกราะคร่ำคร่า ในมือถือกระบองหนามขนาดมหึมา
และเบื้องหลังของมัน คือทหารยมโลกอีกนับร้อย
มีขุนพลยมโลกระดับเจ็ดสามนาย ทหารยมโลกระดับแปดไม่ต่ำกว่าสามสิบนาย ที่เหลืออีกหลายร้อยล้วนเป็นระดับเก้า
นี่คือศึกหนัก เป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เมืองเผิงเคยเผชิญนับตั้งแต่การรุกรานของอสัตย์
โดรนหลายลำบินวนอยู่บนท้องฟ้า คอยจับตาสถานการณ์และถ่ายทอดสดภาพไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้รอดชีวิตทุกคน
ศึกครั้งนี้ ถูกกำหนดให้ต้องดุเดือดเลือดพล่าน
เมื่อสงครามสิ้นสุด ผู้ใช้อักขระชะตาที่มาช่วยอาจเหลือรอดไม่ถึงหนึ่งในสิบ
แต่ทางการต้องการให้ผู้รอดชีวิตทุกคนได้เห็นว่า ทางการไม่เคยยอมแพ้ แม้จะมีกำลังจำกัด พวกเขายังคงทุ่มเทความพยายามจนสุดความสามารถ
เช่นเดียวกัน ทางการยังต้องการให้เหล่าผู้รอดชีวิตได้รู้ว่า ท่ามกลางพวกเขา ยังมีวีรบุรุษนิรนามอีกมากมายเช่นนี้
แม่ทัพไร้หัวผู้โหดเหี้ยมและกองทัพยมโลกอันเกรียงไกร ร่างกายของพวกมันแผ่ไอสังหารและไอแห่งความตายที่แทบจะจับต้องได้ออกมา
ไอสังหารและไอแห่งความตายรวมตัวกันเป็นเมฆดำทะมึนอยู่เหนือศีรษะของพวกมัน
เมฆดำบดบังท้องฟ้า สร้างความรู้สึกหวาดหวั่นและกดดันในใจผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในขณะนั้น โทรศัพท์มือถือของผู้รอดชีวิตในเมืองเผิงต่างดังขึ้นพร้อมกัน ข้อความที่ปรากฏคือข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่สะพานเหอผิง
ผู้รอดชีวิตจำนวนไม่น้อยเปิดข้อความด้วยมือที่สั่นเทา พวกเขากลั้นหายใจ จ้องมองภาพที่ถ่ายทอดสดด้วยความตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
เมื่อได้เห็นฉากที่เหล่าผู้ใช้อักขระชะตากำลังเผชิญหน้ากับกองทัพยมโลก ผู้รอดชีวิตในเมืองเผิงต่างตะโกนก้องอยู่ในใจ
แพ้ไม่ได้!
ต้องชนะ! ต้องชนะให้ได้!
...
“เหะ เหะ เหะ” เมื่อเห็นเหล่าผู้ใช้อักขระชะตาที่ไม่เจียมตัวมายืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า ช่องท้องของแม่ทัพไร้หัวพลันขยับขึ้นลง ส่งเสียงหัวเราะอันแสนพิลึกพิลั่นออกมา
“ช่างเป็นพลังที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก! วิญญาณและแก่นโลหิตของพวกเจ้า เทียบเท่ากับคนธรรมดาหลายหมื่นคน!”
“หากกลืนกินพวกเจ้าจนหมดสิ้น ศีรษะของข้าก็จะงอกออกมาได้!”
“ถึงเวลานั้น เมื่อกลืนกินแก่นโลหิตและวิญญาณของชาวเมืองนี้ได้ทั้งหมด ข้าย่อมบรรลุเป้าหมายสูงสุด”
แม่ทัพไร้หัวไม่ใช่อสูรหรืออสัตย์ธรรมดาที่จะนำมาเปรียบเทียบได้ มันคืออสูรระดับหก
ด้วยพลังของมัน หากไปอยู่ในโลกของไซอิ๋ว ก็นับเป็นราชันย์ปีศาจตนหนึ่ง
แม่ทัพไร้หัวไม่มีศีรษะ มันใช้ช่องท้องในการพูด เสียงของมันจึงประหลาดพิสดารอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน ร่างของแม่ทัพไร้หัวและกองทัพยมโลกใต้บังคับบัญชา พลันเริ่มแผ่รัศมีสีดำทมิฬอันเย็นเยียบออกมา
รัศมีสีดำแพร่กระจายราวกับหมอกควัน ทุกที่ที่มันเคลื่อนผ่าน พลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลจะถูกสูบออกไป
ต้นไม้ใบไม้เหี่ยวเฉา สัตว์น้อยใหญ่และแมลงต่างกลายเป็นซากแห้งกรัง
โชคดีที่ผู้คนโดยรอบอพยพออกไปหมดแล้ว
รัศมีสีดำที่แผ่ออกมาจากร่างของแม่ทัพไร้หัวนั้นรุนแรงเกินไป ผู้ใช้อักขระชะตาส่วนใหญ่ในที่นี้ ทำได้เพียงอาศัยพลังจากรอยสักบนร่างกายต้านทานไว้ได้อย่างยากเย็น ไม่มีแรงที่จะตอบโต้กลับได้เลยแม้แต่น้อย
แม้แต่ผู้ที่มีฝีมืออย่างหลินหยวนและไป๋หลิงเอ๋อร์ ภายใต้การครอบงำของรัศมีสีดำ ยังรู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อโคลน
“นี่มัน...”
สีหน้าของหลินหยวนดูไม่สู้ดีนัก เพราะเขาพลันตระหนักได้ว่าตนเองประเมินแม่ทัพไร้หัวต่ำเกินไป และประเมินตนเองสูงเกินไป
แม้แม่ทัพไร้หัวตนนี้จะยังอยู่ระดับหก แต่มันคือระดับหกขั้นสูงสุด
มันอยู่ห่างจากระดับห้าเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น!
ในตอนนี้ หลินหยวนเห็นว่าบริเวณรอยตัดของคอแม่ทัพไร้หัว มีเนื้อเยื่อสีแดงสดงอกออกมาแล้ว
เพียงแค่กลืนกินแก่นโลหิตและวิญญาณให้เพียงพอ ศีรษะของแม่ทัพไร้หัวจะสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้
สำหรับแม่ทัพไร้หัวแล้ว วันที่ศีรษะงอกออกมา คือวันที่มันก้าวเข้าสู่ระดับห้า
ต้องรู้ไว้ว่า...
อสูรระดับเจ็ด ถือเป็นพลังต่อสู้สูงสุดของสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว
การปรากฏตัวของแม่ทัพไร้หัวระดับหก หากเป็นในเกม นี่คือบั๊กของระบบ
ผู้ใช้อักขระชะตาทั้งหมดของเมืองเผิงในตอนนี้ ยังพอมีปัญญาต่อกรกับแม่ทัพไร้หัวระดับหกได้
หากปล่อยให้แม่ทัพไร้หัวระดับหกงอกศีรษะออกมา กลายเป็นแม่ทัพมีหัวระดับห้า...
เมื่อถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่ผู้ใช้อักขระชะตาที่นี่จะต้องตายด้วยน้ำมือมันเลย ทั้งเมืองเผิงจะไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว กลายเป็นดินแดนรกร้างอันเงียบสงัด
และตอนนี้ สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจเลย
แม่ทัพไร้หัวใช้เพียงรัศมีสีดำก็สามารถกดดันผู้ใช้อักขระชะตาส่วนใหญ่ได้แล้ว หากในตอนนี้มันออกคำสั่งให้ทหารยมโลกที่อยู่เบื้องหลังบุกเข้ามา หากไม่ทันตั้งตัว ผู้ใช้อักขระชะตาเหล่านี้จะล้มตายเป็นจำนวนมาก
เมื่อถึงเวลานั้น หลังจากที่แก่นโลหิตและวิญญาณของพวกเขาถูกแม่ทัพไร้หัวดูดกลืนไป มันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และรับมือได้ยากขึ้น
หลินหยวนรู้ว่าเวลานี้จะซ่อนฝีมือไว้อีกไม่ได้แล้ว
เขาอาจเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้ใช้อักขระชะตาที่นี่ หากจะถามว่าใครสามารถทำลายรัศมีสีดำของแม่ทัพไร้หัวได้ เกรงว่าคงมีเพียงเขาเท่านั้น
เขาจะมัวซ่อนตัวต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ขืนยังทำเช่นนี้ต่อไป ศึกครั้งนี้อาจจะเอาชนะไม่ได้จริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินหยวนจึงหันไปพูดกับไป๋หลิงเอ๋อร์ “แกกับฉันจัดการแม่ทัพไร้หัว ส่วนที่เหลือปล่อยให้พวกเขาจัดการทหารยมโลกพวกนั้น”
“เอาสิ!” ไป๋หลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับคำอย่างไม่ลังเล
ทว่า ในขณะที่หลินหยวนกำลังจะลงมือ ลวี่ตงที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดมาตลอดกลับก้าวออกไปก่อน
“ผม... ลวี่ตง”
“อายุสิบแปดปีเข้ารับราชการทหาร อายุยี่สิบสามปีได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญจากองค์กร ให้แฝงตัวเข้าไปเป็นสายลับในองค์กรอิทธิพลมืด”
“ผมเป็นสายลับอยู่แปดปี จนกระทั่งทลายองค์กรอิทธิพลมืดได้สำเร็จ หลังจากนั้น จึงเลือกที่จะถอนตัวออกมาอย่างสมเกียรติ”
“สามปีก่อน ผมปลดประจำการกลับบ้านมาทำงานในระดับท้องถิ่น สองปีก่อนผมแต่งงาน ผมมีลูกสาวที่น่ารักคนหนึ่ง”
“เป็นทหารหนึ่งวัน คือทหารตลอดชีวิต หากมีศึกเรียกขาน ต้องกลับมารบ”
“นับตั้งแต่การรุกรานของอสัตย์ นี่คือการต่อสู้ที่ยากลำบากที่สุดที่ผมเคยประสบมา บางทีเราอาจจะแพ้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้สู้”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลวี่ตงหันหน้าไปพูดกับสหายที่เป็นผู้ใช้อักขระชะตาของทางการเช่นเดียวกันที่อยู่ด้านหลัง “พวกคุณหลายคนคงสงสัยมาตลอด ว่าทำไมตั้งแต่การรุกรานของอสัตย์ องค์กรถึงได้ทุ่มเททรัพยากรมากมายเพื่อฝึกฝนผม!”
“ปราณอสัตย์จากอสูรที่พวกคุณล่ามาได้อย่างน้อยหนึ่งในสามถูกผมดูดซับไป”
“ผมรู้ว่า ปกติพวกคุณไม่พอใจกันมาก หลายคนคิดว่าผมเอาแต่ดูดซับปราณอสัตย์ แต่ไม่ทำงาน”
“กระทั่ง พวกคุณยังแอบพูดกันลับหลังว่าผมเป็นลูกนอกสมรสของท่านผู้เฒ่าหยาง เป็นเด็กเส้น... ใช่ไหมล่ะ”
“หลังจากดูดซับปราณอสัตย์ที่ควรจะเป็นของพวกคุณมามากมายขนาดนี้ จริงๆ แล้วรอยสักของผมตื่นขึ้นนานแล้ว เพียงแต่รอยสักของผมมันค่อนข้างพิเศษ มันใช้ได้แค่ครั้งเดียว”
“วันนี้จะให้พวกคุณได้เห็นกัน ว่ารอยสักของผมคืออะไร”
“ผมลวี่ตง ไม่ใช่ลูกนอกสมรสของท่านผู้เฒ่าหยาง ยิ่งไม่ใช่เด็กเส้นอะไรทั้งนั้น”
“ผมกำลังสะสมพลัง ผมกำลังรอคอย... รอคอยการปรากฏตัวของอสูรที่คู่ควรให้ผมใช้รอยสักนี้”
“พวกคุณคงจะสงสัยกันสินะ ว่ารอยสักของผมคืออะไร”
“พี่น้องทั้งหลาย โปรดตั้งตารอชม!”
“วันนี้... ผม ลวี่ตง จะขอเผาไหม้แสงสว่างในตัวเองจนมอดไหม้ จะขอเป็นตะเกียงเพียงดวงเดียวที่ส่องทางในความมืดมิดอันไพศาลนี้”
สิ้นเสียง ลวี่ตงฉีกเสื้อลายพรางบนร่างกายของตนเองเสียงดัง “แควก”
เผยให้เห็นรอยสักที่หลงเหลืออยู่ตั้งแต่สมัยที่เขาเป็นสายลับ
บางที... สิ่งนี้อาจไม่ใช่แค่รอยสัก แต่มันคือเกียรติภูมิที่เขาแบกรับไว้
รอยสักของเขาก็คือ...