เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 63 ลูกผู้ชายเมืองเผิง... แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีคนขี้ขลาด

ตอนที่ 63 ลูกผู้ชายเมืองเผิง... แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีคนขี้ขลาด

ตอนที่ 63 ลูกผู้ชายเมืองเผิง... แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีคนขี้ขลาด


ตอนที่ 63 ลูกผู้ชายเมืองเผิง... แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีคนขี้ขลาด

เมืองเผิง สะพานเหอผิง

สะพานเหอผิงตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้ม่านราตรี ท่ามกลางความมืดมิดอันเย็นเยียบและวังเวง

บริเวณโดยรอบสะพานเหอผิงในขณะนี้ว่างเปล่าจนน่าใจหาย เงียบสงัดถึงขนาดได้ยินเสียงเข็มตกพื้น ปราศจากสรรพเสียงใดๆ

ความเงียบงันแห่งความตายเข้าปกคลุมทั่วทุกสารทิศ

ใช่แล้ว ทุกหนแห่งล้วนตกอยู่ใต้ความเงียบงันแห่งความตาย

ทัพยมโลกยาตราไปถึงที่ใด พืชพันธุ์ ณ ที่นั่นพลันเหี่ยวเฉา วิหคร่วงหล่นจากเวหา

ปลาและกุ้งลอยตายเกลื่อนเต็มท้องน้ำ

ซากสุนัขและแมวทอดกายนิ่งเกลื่อนกลาดอยู่สองข้างทาง

ทุกคนที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านเรือนแถบนั้นได้กลายเป็นซากศพแห้งกรังไปจนสิ้น

แก่นโลหิตและดวงวิญญาณของพวกเขา หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ไอแห่งความตายแผ่ซ่านไปทั่ว

ทุกที่ที่ทัพยมโลกยาตราผ่าน ล้วนอบอวลไปด้วยไอแห่งความตาย

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าแม่ทัพไร้หัวและทัพยมโลกปรากฏตัวขึ้นที่เส้นทางโบราณแม่น้ำฮวงโหใต้สะพานเหอผิงได้อย่างไร

ราวกับผุดขึ้นจากความว่างเปล่า จากนั้นจึงยาตราทัพไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

เนื่องจากต้องกลืนกินแก่นโลหิตและวิญญาณไปตลอดทาง ความเร็วในการยาตราทัพจึงไม่เร็วมากนัก

นับตั้งแต่ทัพยมโลกปรากฏตัวจากเส้นทางโบราณแม่น้ำฮวงโหใต้สะพานเหอผิง จนถึงตอนนี้เป็นเวลาเพียงยี่สิบถึงสามสิบนาทีเท่านั้น

พวกมันเคลื่อนทัพไปข้างหน้าได้เพียงสองถึงสามกิโลเมตร แต่กลับสังหารผู้คนไปแล้วอย่างน้อยหลายพันคน

กระทั่งสรรพชีวิตทั้งมวลที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว ไก่ เป็ด หรือพืชพันธุ์ ล้วนถูกสูบสิ้นพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น

เมื่อแผ่นดินมีภัย สามัญชนย่อมมีหน้าที่ปกป้อง

มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ ทุกครั้งที่เผชิญกับสถานการณ์คับขัน ย่อมมีคนลุกขึ้นสู้เสมอ

เพื่อพลิกสถานการณ์ที่ใกล้จะพ่ายแพ้ ประคับประคองบ้านเมืองที่ใกล้จะล่มสลาย

บัดนี้ เหล่าผู้ใช้อักขระชะตากำลังหลั่งไหลเข้ามาจากทุกทิศทาง มุ่งหน้าสู่สะพานเหอผิง

พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อทางการ

แต่หลังจากเห็นข้อความเตือนภัยฉุกเฉินจากทางการ พวกเขายังคงเลือกที่จะมา

ปราศจากเหตุผลอื่นใด!

มีเพียงเหตุผลเดียว... เพราะพวกเขาคือ “คน”!

อักษรจีนคำว่า ‘คน’ เกิดจากสองขีดที่ค้ำจุนกันและกัน ดั่งมนุษย์ที่ยืนหยัดทระนงองอาจระหว่างผืนฟ้าและแผ่นดิน

บนทางหลวง รถยนต์และมอเตอร์ไซค์นับไม่ถ้วนกำลังทะยานไปข้างหน้า

กระทั่งบางคนขี่จักรยานสาธารณะ ปั่นบันไดเสียจนแทบจะมีควันขึ้น

คนที่ขี่จักรยานสาธารณะเป็นชายหนุ่มหน้าตาหมดจดอายุราวยี่สิบปี เขาตะโกนใส่รถยนต์คันหนึ่งที่วิ่งผ่านไป “พี่ชาย! จะไปสมทบที่สะพานเหอผิงใช่ไหม”

“ขอติดรถไปด้วยคนสิ! ผมสอบใบขับขี่ภาคทฤษฎีตกแปดรอบแล้ว ยังไม่มีใบขับขี่ ขับรถไม่เป็น!”

ทว่าหน้าต่างรถยนต์ปิดสนิท อีกทั้งยังวิ่งด้วยความเร็วสูง อีกฝ่ายจึงไม่ได้ยินเสียงตะโกนของเขาเลยแม้แต่น้อย

จีนมีคำโบราณกล่าวไว้ว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

คนเราถ้าจะโชคร้าย ดื่มน้ำเย็นยังติดฟัน

ชายหนุ่มบนจักรยานสาธารณะยิ่งร้อนใจก็ยิ่งเร่งปั่นเร็วขึ้น พลันได้ยินเสียง “แกร็ก” โซ่จักรยานขาดผึง

“โธ่เว้ย!”

“ซวยชิบหาย!”

“กว่าฉันจะไปถึง พวกนั้นคงกินของร้อนกันจนเย็นหมดแล้ว!” ชายหนุ่มร้อนใจจนกระทืบเท้า

ทว่าจีนยังมีคำโบราณอีกประโยคหนึ่งที่ว่า ฟ้าไม่เคยตัดหนทางใคร

ในตอนนั้นเอง...

“ครืน”

“ครืนนน”

เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มขึ้น มอเตอร์ไซค์เพลิงอสัตย์คันหนึ่งมาจอดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม

“นายจะไปสมทบที่สะพานเหอผิงใช่ไหม” เสียงแหบพร่าที่ไม่บ่งบอกเพศของนักบิดเพลิงอสัตย์ดังขึ้น

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดรีบตอบรับ “ใช่! ใช่!”

“พี่ชาย นายก็เหมือนกันเหรอ”

“รถฉันพัง ขอติดรถไปด้วยได้ไหม”

นักบิดเพลิงอสัตย์พูดน้อยคำราวทองคำ เพียงพยักหน้าแล้วตอบ “ขึ้นมาสิ!”

นักบิดคนนั้นสวมหมวกกันน็อก เผยให้เห็นเพียงดวงตา จึงมองไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง

แต่คนที่ขี่มอเตอร์ไซค์เพลิงอสัตย์แบบนี้ แปดในสิบส่วนล้วนเป็นพวกวัยรุ่นสุดเฟี้ยว

ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดก้าวขึ้นรถพร้อมกับแนะนำตัวเอง “ฉันชื่อจูเก๋อหมิง พี่ชาย นายชื่ออะไ...”

พลันเสียงของจูเก๋อหมิงหยุดชะงักลงกลางคัน

หลังจากขึ้นมาบนมอเตอร์ไซค์ เขาโอบเอวของนักบิดเพลิงอสัตย์ตามสัญชาตญาณ

การซ้อนมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นเมื่อรถใช้ความเร็วสูง คุณจะถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไปทันที

ทว่าขณะที่เขาโอบเอวของนักบิดปริศนา มือกลับเผลอเลื่อนสูงขึ้นเล็กน้อย

เมื่อฝ่ามือสัมผัสถูกแผ่นอกของอีกฝ่าย ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจของจูเก๋อหมิง

นั่นคือ...

เหตุใดกล้ามอกของสหายท่านนี้จึงได้ใหญ่โตโอฬารเช่นนี้?

จูเก๋อหมิงนั้นฉลาดเป็นกรด ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาคือผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดของเมืองเผิง

หลังจากนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ เขาจึงตระหนักได้ในทันที นี่ไม่ใช่พี่ชาย แต่เป็นพี่สาวต่างหาก!

จูเก๋อหมิงจึงเปลี่ยนจากการโอบเอวมาเป็นกำชายเสื้อหนังของเธออย่างแนบเนียน

โชคดีที่มันเป็นเสื้อหนัง จึงยังนับว่าทนทานพอ

“บรึ้ม!”

เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้อง มอเตอร์ไซค์เพลิงอสัตย์พาทั้งสองมุ่งตรงไปยังสะพานเหอผิง

...

จันทราสีเลือดลอยเด่นกลางนภา ไอแห่งความตายแผ่ซ่าน

ณ ตำแหน่งที่ห่างจากสะพานเหอผิงไปทางทิศตะวันตกสามกิโลเมตร เหล่าผู้ใช้อักขระชะตาจำนวนมากได้มารวมตัวกันแล้ว

ในตอนนี้ ขบวนทัพยมโลกอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตร

แนวหน้าสุดของกลุ่มคนคือรถจี๊ปลายพรางหลายคัน ซึ่งมีผู้ใช้อักขระชะตาในเครื่องแบบเดียวกันสี่ถึงห้าสิบคนก้าวลงมา

เห็นได้ชัดว่านี่คือเหล่าผู้ใช้อักขระชะตาที่ทางการรวบรวมไว้

ถัดไปด้านหลัง คือผู้ใช้อักขระชะตาอิสระจากชาวบ้านอีกราวหนึ่งถึงสองร้อยคน

โดยรวมแล้ว ความแข็งแกร่งของผู้ใช้อักขระชะตาของทางการนั้นเหนือกว่าผู้ใช้อักขระชะตาอิสระอยู่ขั้นหนึ่ง

นอกจากกลุ่มคนหนึ่งถึงสองร้อยคนนี้ ยังคงมีผู้ใช้อักขระชะตาอิสระทยอยเดินทางมาสมทบอย่างต่อเนื่อง

เพราะก่อนการรุกรานของอสัตย์ก็มีคนสักอยู่ไม่น้อย ผู้ใช้อักขระชะตาเพียงหยิบมือเดียวย่อมไม่ใช่จำนวนสูงสุดของเมืองเผิงอย่างแน่นอน

ในเวลานี้ ทีมเล็กๆ ของพวกหลินหยวนก็มาถึงเช่นกัน

รถแลนด์โรเวอร์จอดเทียบข้างทาง พวกหลินหยวนลงจากรถแล้วเข้าไปปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ใช้อักขระชะตาอิสระ

ตอนนั้นเอง มีชายคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มผู้ใช้อักขระชะตาของทางการ แล้วเริ่มกล่าวกับทุกคนที่อยู่ในที่นั้น

“ผมชื่อลวี่ตง เป็นผู้รับผิดชอบภารกิจนี้ที่ทางการส่งมา”

“ขอบคุณทุกท่านที่มาช่วยสนับสนุน พี่น้องทั้งหลาย ข้างหน้าไปอีกหนึ่งกิโลเมตร คือชุมชนที่พักอาศัยชั่วคราวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเผิงของเรา”

“ข้างในยังมีผู้รอดชีวิตอีกหลายพันคน ที่นั่นคือเส้นทางที่ทัพยมโลกต้องผ่าน เราต้องสกัดพวกมันไว้ที่นี่ และกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก”

“ไม่เช่นนั้น ผลที่ตามมาจะเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้”

“ขอให้ทุกท่านโปรดช่วยกันอย่างสุดความสามารถ ผมลวี่ตงขอคุกเข่าขอบคุณทุกท่าน ณ ที่นี้!” พูดจบ ผู้ใช้อักขระชะตาที่ชื่อลวี่ตงพลันคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง “ตุ้บ”

ในตอนนั้น ท่ามกลางกลุ่มผู้ใช้อักขระชะตาอิสระ มีชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยคนหนึ่งเดินออกมา

เขาพยุงลวี่ตงให้ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “สหายลวี่ตง ทำแบบนี้ทำไม”

“คุณเป็นคน พวกเราก็เป็นคน!”

“เมืองเผิงเป็นบ้านของคุณ และก็เป็นบ้านของพวกเราด้วย”

“การปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง เป็นสิ่งที่เราควรทำ คุณจะมาคุกเข่าให้พวกเราทำไม”

พูดจบ ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยจึงก้าวออกมายืนข้างหน้า แล้วตะโกนก้อง “พี่น้องทั้งหลาย! ลูกผู้ชายเมืองเผิงเราแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีคนขี้ขลาด!”

“เมืองเผิงเป็นบ้านของพวกเราทุกคน ในยุคสมัยแบบนี้ ถ้าเมืองเผิงล่มสลาย พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนได้”

“การปกป้องบ้านเกิด ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของพวกเขา แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราด้วย ในเมื่อพวกเรามีความสามารถ วันนี้ก็ต้องออกแรง!”

“วันนี้ ผมขอประกาศจุดยืนเป็นคนแรก! ถ้ากำจัดทัพยมโลกนี่ไม่ได้ ไอ้ร่างร้อยกว่าโลนี่แหละ จะขอฝังไว้ที่นี่!”

จบบทที่ ตอนที่ 63 ลูกผู้ชายเมืองเผิง... แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีคนขี้ขลาด

คัดลอกลิงก์แล้ว