- หน้าแรก
- ระบบอักขระยมโลก
- ตอนที่ 28 แนวคิดเรื่องการสร้างศูนย์พักพิง
ตอนที่ 28 แนวคิดเรื่องการสร้างศูนย์พักพิง
ตอนที่ 28 แนวคิดเรื่องการสร้างศูนย์พักพิง
ตอนที่ 28 แนวคิดเรื่องการสร้างศูนย์พักพิง
หลังจากรับการ “สำนึกบุญคุณ” จากเหวินอิ๋งอิ๋งแล้ว หลินหยวนก็นอนลงบนเตียงแล้วจุดบุหรี่ขึ้นสูบ
ในยุคที่อสัตย์รุกราน ไม่ว่าคนผู้หนึ่งจะอ่อนแอหรือแข็งแกร่ง อันที่จริงแล้ว ทุกคนต่างใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมหาศาล
แม้ว่าพลังของหลินหยวนจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าตนเองนั้นไร้เทียมทาน บางที พรุ่งนี้อาจมีอสูรที่ทรงพลังโผล่ออกมา แล้วสังหารพวกเขาทั้งหมดก็เป็นได้
เมื่อมีความกดดัน ย่อมต้องการที่ระบาย
สำหรับหลินหยวน การรับ “การสำนึกบุญคุณ” จากเหวินอิ๋งอิ๋ง ถือเป็นการระบายชั้นเยี่ยม และสำหรับเหวินอิ๋งอิ๋ง การ “สำนึกบุญคุณ” หลินหยวนก็เป็นการระบายเช่นกัน
เพราะเรื่องอย่าง “การสำนึกบุญคุณ” นั้นให้ความรู้สึกดีเยี่ยมกับทั้งสองฝ่าย
“กุญแจสำคัญในการเสริมความสามารถของรอยสักคือปราณอสัตย์ ยิ่งรอยสักดูดซับปราณอสัตย์ได้มากเท่าไหร่ พลังที่ได้จากรอยสักก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”
“ถึงแม้รอยสักจะดูดซับปราณอสัตย์ระหว่างฟ้าดินได้เอง แต่ความเร็วของมันเชื่องช้าอย่างยิ่ง”
“หากต้องการเพิ่มพลังอย่างรวดเร็ว ยังคงต้องออกไปล่าอสูร”
“ตอนนี้รอยสักของเธอทำได้เพียงสร้างพัดใบกล้วยออกมาหนึ่งเล่ม แต่เมื่อมันดูดซับปราณอสัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าทั้งร่างขององค์หญิงพัดเหล็กก็จะปรากฏออกมาได้” หลินหยวนเอ่ยขึ้นขณะสูบบุหรี่ เขาค่อยๆ ให้ความรู้เรื่องรอยสักแก่เหวินอิ๋งอิ๋ง
ในฐานะผู้ใช้รอยสักชะตามือใหม่ที่เพิ่งปลุกพลัง การมีหลินหยวนคอยชี้แนะอย่างใจเย็นและอธิบายเรื่องลึกซึ้งให้เข้าใจง่าย ช่วยให้เหวินอิ๋งอิ๋งไม่ต้องเดินอ้อมไปในเส้นทางที่ผิดพลาด
เธอพยักหน้ารับฟังคำของเขาแล้วกล่าวว่า “ฉันจะพยายามให้เต็มที่ จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงของนาย”
เหวินอิ๋งอิ๋งไม่ใช่แค่ไม้ประดับที่สวยงาม นอกจากจะเชื่อฟังแล้ว เธอยังเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยานอีกด้วย
“เริ่มตั้งแต่คืนนี้ เธอจะออกไปล่าอสูรพร้อมฉัน!”
“เราต้องรีบแล้ว เวลาของเรามีไม่มากนัก!” หลินหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
จากประสบการณ์ก่อนย้อนชีวิตของเขา นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนาตนเอง
เมื่อเวลาผ่านไป วันคืนของผู้ใช้รอยสักชะตาเช่นพวกเขาก็จะลำบากขึ้น ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่แม้จะมีอสูรอยู่มากมาย แต่โดยรวมแล้วพวกมันยังไม่แข็งแกร่งนัก ขอเพียงขยันออกล่า ก็จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป จะมีอสูรที่แข็งแกร่งปรากฏตัวออกมาเป็นจำนวนมาก
ในระยะนั้น มนุษย์โดยพื้นฐานแล้วจะทำได้เพียงหลบซ่อนตัวอยู่ในศูนย์พักพิงต่างๆ ซึ่งมีผู้ใช้รอยสักชะตาจำนวนมากคอยดูแล จึงสามารถรับประกันความปลอดภัยได้ ทว่านอกเขตศูนย์พักพิง ทุกพื้นที่ล้วนกลายเป็นดินแดนของอสัตย์
แม้แต่ผู้ใช้รอยสักชะตา หากออกจากศูนย์พักพิงไปเมื่อใด โอกาสที่จะเสียชีวิตก็สูงอย่างยิ่ง
ต้องรีบเสริมความแข็งแกร่งของตนเองให้เร็วที่สุด
หลินหยวนรู้สึกว่า เขาจะต้องรีบปลุกพลังรอยสักยมทูตขาวดำตนใดตนหนึ่งขึ้นมาให้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขากำลังครุ่นคิดถึงปัญหาหนึ่งอยู่
จะสร้างศูนย์พักพิงขนาดเล็กขึ้นมาดีหรือไม่?
ตอนนี้มีทั้งไป๋หลิงเอ๋อร์และเหวินอิ๋งอิ๋งอยู่ด้วย การสร้างศูนย์พักพิงขนาดเล็กจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แค่วิลล่าหลังเดียว หากเผชิญหน้ากับอสูรระดับต่ำก็ยังพอรับมือไหว แต่หากต้องรับมือกับฝูงอสูรจำนวนมาก อาจจะไม่เพียงพอ
หลินหยวนอยากสร้างศูนย์พักพิงขนาดเล็ก แต่เขาก็ไม่ต้องการเลี้ยงคนไร้ประโยชน์ หากจะสร้าง ย่อมต้องจ้างคนงานจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่าเขาต้องคอยคุ้มครองพวกเขา ต้องทำตัวเป็นพี่เลี้ยง ในสถานการณ์เช่นนี้ การจะพัฒนาพลังของตนเองอย่างรวดเร็วย่อมเป็นเรื่องยาก
หลังจากคิดทบทวนไปมา หลินหยวนจึงตัดสินใจพับแผนการสร้างศูนย์พักพิงเก็บไว้ก่อน
เห็นได้ชัดว่า เมื่อเทียบกับการสร้างศูนย์พักพิง การเพิ่มพูนพลังของตนเองย่อมสำคัญกว่า
...
ตอนกลางวัน
ทุกคืนหลินหยวนต้องออกไปล่าอสูร ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงพักผ่อนในตอนกลางวัน
เมื่อนอนมาถึงตอนเที่ยง เขาก็ถูกปลุกด้วยเสียงจอแจ...เสียงเครื่องยนต์และเสียงบีบแตร
เมื่อมาถึงห้องนั่งเล่น หลินหยวนมองออกไปข้างนอก เห็นรถจี๊ปสีเขียวทหารหลายคันขับเข้ามาในบริเวณวิลล่า และรับผู้พักอาศัยไม่กี่ครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ไปจนหมด
“เป็นคนของทางการ!”
“ทางการมารับพวกเขาทั้งหมดไปแล้วเหรอ?” เหวินอิ๋งอิ๋งมองรถจี๊ปที่ขับจากไปไกลๆ แล้วเอ่ยขึ้น
แต่เดิมบริเวณวิลล่าแห่งนี้มีผู้อยู่อาศัยไม่มากนัก และเพราะไม่ค่อยมีคนนี่เอง ที่นี่จึงไม่เคยประสบเหตุการณ์ประหลาดที่รุนแรงเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่านอกจากไป๋หลิงเอ๋อร์ที่เขาเจอในตอนแรกแล้ว ก็ไม่มีอสูรตนอื่นมาที่นี่อีกเลย
อุทยานอูซานคุนอู๋ คือย่านวิลล่าสุดหรูที่สุดของเมืองเผิง คนที่สามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้ ถ้าไม่รวยก็มีเกียรติ แน่นอนว่าต้องยกเว้นกรณีของหลินหยวนที่ได้มาฟรีหลังยุคอสัตย์รุกราน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนของทางการมารับพวกเขาไปที่ศูนย์พักพิง และแน่นอนว่าทางการมารับคนตามรายชื่อเท่านั้น
ส่วนบ้านของพวกหลินหยวน ไม่มีใครสนใจเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่า ถึงแม้คนของทางการจะมารับเขาเข้าศูนย์พักพิง เขาก็ไม่ไป
ชาติก่อน หลินหยวนต้องผ่านความยากลำบากอย่างแสนสาหัสกว่าจะแย่งชิงสิทธิ์ในการอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงมาได้หนึ่งที่ น่าเสียดายที่ในฐานะคนธรรมดาที่ไม่ได้ปลุกพลังรอยสัก เขาเป็นได้เพียงชนชั้นล่างสุดในศูนย์พักพิง ชีวิตในตอนนั้น สุนัขยังดีเสียกว่า
ชีวิตในศูนย์พักพิง จะมาสุขสบายเหมือนที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ได้อย่างไร
“ช่างพวกเขาเถอะ!”
“ไปกันหมดก็ดีเหมือนกัน ในอนาคตถ้ามีโอกาส เราสามารถเปลี่ยนบริเวณวิลล่านี้ให้เป็นศูนย์พักพิงของเราเองได้” หลินหยวนพูดกับเหวินอิ๋งอิ๋ง
ทันใดนั้น เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่เห็นไป๋หลิงเอ๋อร์
“แล้วพี่หลิงเอ๋อร์ของเธอล่ะ?” หลินหยวนหันไปถาม
เหวินอิ๋งอิ๋งชี้ไปที่ห้องนอนของไป๋หลิงเอ๋อร์ที่ชั้นหนึ่งแล้วตอบ “ฉันเห็นเหมือนพี่เขากำลังฝึกพลังอยู่น่ะ”
หลินหยวนผลักประตูเข้าไปดู ก็เห็นไป๋หลิงเอ๋อร์นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ยังคงค้นคว้าหาวิธีเปลี่ยนอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ให้กลายเป็นอิทธิฤทธิ์
“หิวแล้ว!”
“ดูท่าคงต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว!” เขาพึมพำอย่างจนใจ
เดิมทีเขาตั้งใจจะให้แม่ครัวน้อยอย่างไป๋หลิงเอ๋อร์ทำอาหาร แต่เมื่อหล่อนกำลังฝึกพลังอยู่ เขาก็ไม่อยากรบกวน
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน ไป๋หลิงเอ๋อร์ก็ได้รับการยอมรับจากหลินหยวนแล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่แกล้งหล่อนเหมือนเมื่อก่อนอีก
“พี่หลิน นายหิวแล้วเหรอ!”
“ฉันทำอาหารเป็นนะ ฉันไปทำให้!” พอพูดถึงตรงนี้ เหวินอิ๋งอิ๋งก็เสริมขึ้นว่า “แต่ว่า...อาจจะทำได้ไม่ดีเท่าพี่หลิงเอ๋อร์นะ”
จะอร่อยหรือไม่อร่อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่เป็นอาหารบ้านๆ ก็พอแล้ว ที่ฝีมือการทำอาหารของไป๋หลิงเอ๋อร์ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ เป็นเพราะผลของอำนาจแห่งกฎเกณฑ์ล้วนๆ
“ไปทำเถอะ!”
“ยังไงก็ดีกว่ากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หลินหยวนพูดกับเหวินอิ๋งอิ๋ง
เธอเข้าไปทำอาหารในครัว ส่วนเขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วเริ่มตรวจสอบข่าวสารในฟอรัมต่างๆ
หลังจากฟ้ามืด เขาต้องพาเหวินอิ๋งอิ๋งออกไปล่าอสูร จึงต้องตรวจสอบข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาเป้าหมายสำหรับคืนนี้ไว้ล่วงหน้า การทำเช่นนี้ ย่อมดีกว่าการออกไปเดินเตร็ดเตร่เสี่ยงโชคเป็นไหนๆ