- หน้าแรก
- ระบบอักขระยมโลก
- ตอนที่ 9 เมดตัวน้อยผู้หยิ่งผยอง
ตอนที่ 9 เมดตัวน้อยผู้หยิ่งผยอง
ตอนที่ 9 เมดตัวน้อยผู้หยิ่งผยอง
ตอนที่ 9 เมดตัวน้อยผู้หยิ่งผยอง
ขณะที่จิ้งจอกขาวกำลังตัดเล็มต้นไม้ใบหญ้าในสวนอย่างไม่เต็มใจนัก ส่วนหลินหยวนในตอนนี้กำลังอาบน้ำอุ่นในห้องน้ำ พลางสำรวจร่างกายของตนเองที่หน้ากระจก
รอยสักส่วนใหญ่บนร่างกายยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ปราณอสัตย์จำนวนมหาศาลที่ได้รับจากการล่าอสัตย์อัคคีเมื่อคืน ไม่ได้ทำให้รอยสักยมทูตขาวดำตื่นขึ้น
จะว่าไปแล้ว รอยสักยมทูตขาวดำยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ปราณอสัตย์จากการล่าอสัตย์อัคคีเมื่อวานหายไปไหนหมด
ในไม่ช้า หลินหยวนจึงค้นพบความผิดปกติของรอยสักบนร่างของเขา
ประตูผี?
ถูกต้อง รอยสักยมทูตขาวดำไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่รอยสักประตูผีกลับเด่นชัดและดูจับต้องได้มากขึ้น
ภาพรอยสักบนร่างกายของหลินหยวนคือหัววัวหน้าม้าที่กำลังเฝ้าอยู่หน้าประตูผี
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลินหยวนจึงเข้าใจลำดับการตื่นขึ้นของรอยสักของตนเอง
หลังจากหัววัวหน้าม้า สิ่งที่จะตื่นขึ้นคือรอยสักประตูผี
หลังจากนั้นอีก ถึงจะเป็นรอยสักยมทูตขาวดำ...
หลินหยวนรวบรวมสมาธิในใจ คิดจะอัญเชิญรอยสักประตูผีออกมา เพื่อทดลองดูว่ามันมีประโยชน์อะไร
วื้ด...
วื้ด วื้ด...
ทว่ารอยสักประตูผีกลับส่งเสียงสั่นหึ่งๆ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลุดออกจากผิวหนังเพื่อจำแลงกายเป็นวิญญาณได้
ไม่พอ!
ดูเหมือนว่าปราณอสัตย์ยังไม่เพียงพอ
ปราณอสัตย์ที่จำเป็นสำหรับการปลุกรอยสักประตูผีให้ตื่นขึ้นนั้น มีปริมาณมากกว่าที่รอยสักหัววัวหน้าม้าต้องการอย่างมหาศาล
ดูท่าว่าคงต้องออกล่าอสัตย์และอสูรต่อไป
หากไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งย้ายมาอยู่วิลล่าและต้องการคนรับใช้มาดูแลจัดการจริงๆ หลินหยวนคงสังหารจิ้งจอกขาวทิ้งไปแล้ว การสังหารมันน่าจะทำให้ได้รับปราณอสัตย์มาไม่น้อย
หลังจากแน่ใจแล้วว่าการที่รอยสักประตูผีไม่สามารถตื่นขึ้นได้เป็นเพราะปราณอสัตย์ไม่เพียงพอ หลินหยวนจึงไม่คิดเรื่องนี้อีก
วันนี้เป็นเพียงวันแรกของการรุกรานจากอสัตย์ ในอนาคตย่อมมีโอกาสอีกมากมายที่จะได้ล่าพวกมันเพื่อช่วงชิงปราณอสัตย์
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งรอยสักประตูผีต้องการปราณอสัตย์ในการตื่นขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมายความว่าพลังของรอยสักนี้แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
หกโมงเช้า
ฟ้าสว่างแล้ว
จันทราสีเลือดหายไปชั่วคราว ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้กลับคืนสู่สภาวะปกติ
แต่เสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศที่ดังขึ้นไม่หยุดจากรอบทิศทาง รวมถึงข้อความที่ถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่อง คอยย้ำเตือนผู้คนว่า... หายนะ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
เมื่อเทียบกับเหล่ามนุษย์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย วันเวลาของหลินหยวนกลับผ่านไปอย่างสุขสบาย
เขากำลังฝึกเหยี่ยว
ไม่สิ ต้องบอกว่ากำลังฝึกจิ้งจอกถึงจะถูก
ดูเหมือนจิ้งจอกขาวจะไม่ยอมรับนายเหนือหัวคนใหม่อย่างเขาเลยแม้แต่น้อย!
เพราะผลของพลังแห่งกฎเกณฑ์ ตราบใดที่หลินหยวนไม่สั่งให้หยุด นางจะไม่มีวันหยุดพักได้
ขณะนี้ นางกำลังใช้กรรไกรขนาดใหญ่ตัดเล็มต้นไม้ดอกไม้อยู่ในสวน พลางทบทวนเหตุการณ์ตอนที่ตนเองขอคำยืนยันเมื่อวาน ว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นในขั้นตอนใดกันแน่
ไม่น่าจะเป็นไปได้!
ทำไมผลลัพธ์ถึงได้ออกมาเป็นเช่นนี้
สมองของจิ้งจอกขาวแทบจะไหม้เป็นควัน แต่นางยังคงคิดหาเหตุผลของเรื่องนี้ไม่ออก
จิ้งจอกขาวกำลังทำงาน ส่วนหลินหยวนนั่งมองอยู่บนเก้าอี้โยก
บางครั้งบางคราวยังชี้นิ้วสั่งการว่า “ต้นไม้นั่นตัดเล็มใหม่หน่อยสิ ต้องทำให้ประณีตกว่านี้”
“ต้นสนทางขวานั่น ต้องตัดแต่งให้เป็นรูปเจดีย์”
“ทำงานก็ทำงานไปสิ จะบ่นพึมพำอะไรไม่หยุด? ยังไงล่ะ ไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้หรือไง?”
หลินหยวนคิดดูอีกที เอ๊ะ ก็ไม่ได้จ่ายจริงๆ นี่นา
เมื่อมองดูหลินหยวนที่เอาแต่ชี้นิ้วสั่ง จิ้งจอกขาวโกรธจนแทบคลั่ง หากไม่ใช่เพราะผลของพลังแห่งกฎเกณฑ์ นางรับรองว่าจะต้องใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้นี้โกนหัวหลินหยวนให้โล้นให้จงได้
ราวสิบโมงเช้า สวนถูกตัดแต่งจนเรียบร้อยสวยงาม
ตลอดทั้งช่วงเช้า ไม่มีใครเข้าใกล้บริเวณบ้านเลย หลินหยวนเลือกสถานที่สงบเงียบได้ดีจริงๆ
“อะแฮ่ม!” หลินหยวนกระแอมสองครั้งแล้วตะโกนเรียกจิ้งจอกขาว “มานี่สิ”
จิ้งจอกขาวมีความแค้นต่อหลินหยวนอย่างลึกซึ้ง นางไม่อยากจะสนใจเขา แต่ร่างกายไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของหลินหยวนได้
ความคิดและร่างกายสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง นางจำต้องก้าวเรียวขายาวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินหยวน
“ยอมรึยัง?” หลินหยวนถามพลางมองสำรวจขึ้นลง
“ยอม...”
“ยอมแล้ว!” จิ้งจอกขาวเค้นคำสองคำออกมาจากไรฟัน
หลังจากตัดเล็มต้นไม้ดอกไม้มาทั้งคืน จิ้งจอกขาวจึงพอจะคิดตกแล้ว
ด้วยผลของพลังแห่งกฎเกณฑ์ การที่นางจะต่อกรกับหลินหยวนซึ่งๆ หน้า คนที่เสียเปรียบย่อมเป็นนางเสมอ
นางตัดสินใจแสร้งยอมสวามิภักดิ์ต่อหลินหยวนไปก่อน รอจนกว่าจะหาวิธีปลดปล่อยพลังแห่งกฎเกณฑ์บนร่างของตนเองได้เมื่อไหร่ ค่อยสั่งสอนเขาให้สาสม
เจ้าคอยดูเถอะ... เจ้าคอยดูข้าไว้ให้ดี! จิ้งจอกขาวคิดในใจ สามสิบปีธาราตะวันออก สามสิบปีธาราตะวันตก อย่าได้รังแกจิ้งจอกผู้ยากไร้! รอวันที่ข้าปลดปล่อยพลังแห่งกฎเกณฑ์บนร่างได้เมื่อไหร่ ข้าจะให้เจ้าเลียเท้าของข้า แล้วโห่ร้องว่าราชินีทรงพระเจริญ!
ส่วนตอนนี้ คงทำได้เพียงอดทนอดกลั้นไปก่อน
“เรียกนายท่านให้ฟังหน่อยสิ” หลินหยวนกล่าวต่อ
“เจ้าอย่าทำเกินไปนักนะ!” จิ้งจอกขาวชี้หน้าหลินหยวนพลางกล่าว
“หา?” หลินหยวนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวอย่างยียวนว่า “ทำเกินไปเหรอ? แกต้องเป็นคนก่อนสิ!”
“อีกอย่าง ฉันจะบอกให้ กฎหมายของโลกนี้คุ้มครองแต่คน ไม่ได้คุ้มครองแกนะ?”
“อันที่จริง ร่างมนุษย์ของแกก็สวยดีนี่!”
“อย่ามายั่วโมโหฉันนะ! ไม่งั้น ไม่แน่ว่าฉันจะทำอะไรกับแก”
หลินหยวนถลึงตาใส่ ทำให้จิ้งจอกขาวตกใจ จึงทำได้เพียงเรียกออกมาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “นายท่าน!”
“ถูกต้อง!”
“อย่างนี้ถึงจะถูก!”
“จิ้งจอกที่ดีไม่เสียเปรียบซึ่งหน้า แกเห็นด้วยไหม จะดึงดันไปเพื่ออะไรกัน!” พูดจบ หลินหยวนจึงตบศีรษะของจิ้งจอกขาวเบาๆ แล้วกล่าวหยอกล้อว่า “แต่ว่านะ ฉันยังชอบท่าทางหยิ่งผยองไม่ยอมใครของแกเมื่อวานมากกว่า”
กรอด...
กรอด กรอด...
จิ้งจอกขาวกัดฟันสีเงินจนเกิดเสียงดังกรอดๆ อยากจะกัดเข้าที่ร่างของหลินหยวนเสียให้ได้
“มีชื่อไหม?”
“ถ้าไม่มี ฉันช่วยตั้งให้เอาไหม!”
“ฉันตั้งชื่อเก่งนะ เอาเป็นว่า... แกชื่อเสี่ยวเฮยเป็นไง?” หลินหยวนถามจิ้งจอกขาว
จิ้งจอกขาว “??????”
จิ้งจอกขาวถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก!
แกตาบอดหรือไง? จิ้งจอกขาวคิดในใจ ก่อนที่ข้าจะจำแลงกาย ข้าเป็นสีขาว แกกลับเรียกข้าว่าเสี่ยวเฮย? อีกอย่าง ต่อให้ข้าจำแลงกายแล้ว ก็ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับสีดำเลยไม่ใช่รึ? ดำ... ข้าดำตรงไหน! แกพูดมาสิ ว่าข้าดำตรงไหน!
“ข้ามีชื่อ!”
“ไป๋หลิงเอ๋อร์!” จิ้งจอกขาวกล่าวอย่างกระฟัดกระเฟียด
“ไป่หลิง?”
“ไป่หลิงไม่ใช่นกหรอกเหรอ? แต่แกเป็นจิ้งจอกนะ?” หลินหยวนแสร้งทำเป็นจริงจังพลางพูดจาเหลวไหล
จิ้งจอกขาว “??????”
จิ้งจอกขาวหมดปัญญาจะต่อล้อต่อเถียง นางอยากจะพูดเพียงว่า ข้าขอร้องล่ะ ไปอ่านหนังสือให้มากกว่านี้หน่อยเถอะ ข้าชื่อไป๋หลิงเอ๋อร์ ไม่ใช่ไป่หลิง!
เมื่อต้องมาเจอกับนายท่านจอมป่วน ไป๋หลิงเอ๋อร์แทบจะถูกทรมานจนเป็นบ้า
“แปะ!” หลินหยวนตบลงบนบั้นท้ายกลมกลึงของไป๋หลิงเอ๋อร์หนึ่งทีแล้วหัวเราะ “ฉันแค่ล้อเล่นน่ะ!”
“ไป๋หลิงเอ๋อร์สินะ! ไปทำอาหารเถอะ! ฉันหิวแล้ว!”
ไป๋หลิงเอ๋อร์หน้าแดงก่ำด้วยความอาย นางคิดอย่างฉุนเฉียวว่า ข้าตัดเล็มต้นไม้ดอกไม้มาทั้งคืน ตอนนี้เจ้ายังจะให้ข้าไปทำอาหารอีก นายทุนเอ๊ย แกมันโหดยิ่งกว่านายทุนเสียอีก! คอยดูเถอะ สักวันหนึ่งข้าจะจับแกแขวนไว้บนเสาไฟให้ได้
“ทำไม่ได้!” ไป๋หลิงเอ๋อร์กล่าวอย่างหัวเสีย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินหยวนจึงคิดในใจ จิ้งจอกน้อยตัวนี้ เริ่มจะหยิ่งผยองขึ้นมาอีกแล้วรึ? ให้ทำอาหารแล้วไม่ทำ งั้นฉันคงต้องทำอย่างอื่นกับแกแทนแล้ว!
เมื่อเห็นหลินหยวนมองมาที่ตนเองด้วยสายตาไม่น่าไว้วางใจ ไป๋หลิงเอ๋อร์จึงกางมือออกแล้วกล่าวอย่างจนใจว่า “แม่ครัวเทวดาก็หุงข้าวโดยไม่มีข้าวสารไม่ได้ ไม่มีข้าว ไม่มีผัก ข้าจะทำได้อย่างไร?”
หลินหยวนจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า แม้วิลล่าหลังนี้จะมีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน สามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย
แต่วัตถุดิบสำหรับทำอาหารนั้นไม่มีเลยจริงๆ
แม้ตอนนี้หลินหยวนจะปลุกพลังรอยสักและมีพลังเหนือธรรมชาติแล้ว แต่โดยพื้นฐานแล้วร่างกายของเขายังคงเป็นมนุษย์
เป็นคนก็ต้องกินข้าว
หลังจากวุ่นวายมาทั้งคืน เขาก็หิวมากจริงๆ
“ซูเปอร์มาร์เก็ตกับร้านค้าต่างๆ คงจะปิดหมดแล้ว แต่ข้างในน่าจะยังมีของอยู่”
เอาเถอะ ฉันไปหาซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วหยิบของมาเองดีกว่า! หลินหยวนลูบคางพลางคิด
อันที่จริง ในยุคที่อสัตย์จุติ ตราบใดที่มีความสามารถ อาหารการกินจะไม่ขาดแคลนเลย
อสูร อสัตย์ และปีศาจไม่กินธัญพืช พวกมันกินแต่คน
เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนประชากรจะลดลงอย่างฮวบฮาบ
ต่อให้ทุกคนหยุดการผลิต อาหารที่มีอยู่ก็เพียงพอให้ผู้ที่รอดชีวิตใช้ไปได้อีกหลายปี
และในช่วงท้ายของการรุกรานของอสัตย์ หลังจากที่มนุษย์ได้สร้างศูนย์พักพิงซึ่งมีผู้ใช้อักขระชะตาคอยคุ้มกันขึ้นมา ในศูนย์พักพิงก็จะสามารถทำการเพาะปลูกธัญพืชและผลิตอาหารได้แล้ว
ตอนนี้คนส่วนใหญ่น่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านไม่กล้าออกมา
สถานที่อย่างซูเปอร์มาร์เก็ต หากต้องการอะไร หลินหยวนเพียงแค่เข้าไปหยิบออกมาเองก็พอแล้ว
ส่วนเรื่องจ่ายเงิน?
ไม่จำเป็นอีกต่อไป
จากประสบการณ์ก่อนที่จะย้อนกลับมาของหลินหยวน ระบบเงินตรากำลังจะล่มสลายในไม่ช้า ถึงเวลานั้นเงินจะไม่มีค่าต่างจากเศษกระดาษ
ส่วนการสร้างระบบเงินตราขึ้นมาใหม่ ต้องรอไปอีกหนึ่งปีหลังจากที่ทางการสร้างศูนย์พักพิงขึ้นมาได้แล้ว
“เธอยืนอยู่ตรงนี้อย่าขยับไปไหน ฉันจะไปซื้อส้มให้สักสองสามลูก” หลินหยวนกล่าวกับไป๋หลิงเอ๋อร์
ไป๋หลิงเอ๋อร์ “????”
ไป๋หลิงเอ๋อร์ทำหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่านางไม่เข้าใจความหมายของหลินหยวน
หลินหยวนคิดในใจ แกเป็นปีศาจ ย่อมไม่เข้าใจมุกนี้หรอก ความหมายของฉันคืออยากให้แกเรียกฉันว่าพ่อ!
“ความหมายของฉันคือแกอยู่ที่นี่!”
“เรื่องอาหารการกิน ฉันจะออกไปจัดการเอง” หลินหยวนอธิบายด้วยคำพูดที่ไป๋หลิงเอ๋อร์สามารถเข้าใจได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของไป๋หลิงเอ๋อร์พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที
แกจะออกไปข้างนอกสินะ! ไป๋หลิงเอ๋อร์คิดในใจ ทันทีที่แกก้าวเท้าออกไป ข้าจะรีบเผ่นหนีทันที
“คิดจะหนี?” หลินหยวนมองไป๋หลิงเอ๋อร์แล้วถาม
ไป๋หลิงเอ๋อร์ส่ายหัวเป็นพัลวันราวกับลูกตุ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่นะ ไม่ได้คิด”
ไม่ได้คิด?
พอได้ยินว่าฉันจะออกไปข้างนอก ปากของแกก็ฉีกยิ้มกว้างจนจะถึงเป้ากางเกงอยู่แล้ว
“เอาเถอะ งั้นไปกับฉันด้วยกันนี่แหละ!”
“จำไว้ ห้ามอยู่ห่างจากฉันเกินสิบเมตร” หลินหยวนกล่าวกับไป๋หลิงเอ๋อร์
ตอนนี้ไป๋หลิงเอ๋อร์อยู่ในร่างมนุษย์ การพานางออกไปข้างนอกจึงไม่เป็นไร
แม้ว่าตอนนี้จะมีคนที่ปลุกพลังรอยสักขึ้นมาได้แล้ว แต่ล้วนเป็นพวกมือใหม่ไก่อ่อนทั้งนั้น
พวกมือใหม่เหล่านี้ไม่มีความสามารถพอที่จะแยกแยะได้ว่าไป๋หลิงเอ๋อร์เป็นคนหรือปีศาจ
หลินหยวนเปิดโปรแกรมนำทางในโทรศัพท์มือถือ ค้นหาซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้ที่สุด
“นี่คืออะไร?” ไป๋หลิงเอ๋อร์ชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือของหลินหยวนแล้วถามด้วยความสงสัย
เห็นได้ชัดว่า ในโลกของนางไม่มีผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือถือ
“โทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวฉันให้เครื่องหนึ่ง!” หลินหยวนตอบ
...อยากได้อะไร ก็แค่ชอปปิงศูนย์บาทก็พอแล้ว
การให้โทรศัพท์มือถือไป๋หลิงเอ๋อร์เครื่องหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมากอะไรเลย
หลังจากดูเส้นทางคร่าวๆ หลินหยวนจึงพาไป๋หลิงเอ๋อร์ออกจากโซนวิลล่า
พอถึงตอนกลางวัน บนถนนหลวงกลับว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด
คนที่ต้องการจะไปได้ออกเดินทางทั้งคืนเมื่อวานนี้แล้ว ส่วนคนที่เหลือ ตอนนี้น่าจะยังไม่หายจากความหวาดผวาจากการรุกรานของอสัตย์
ป่านนี้เกรงว่าคงยังหลบซ่อนตัวสั่นงันงกอยู่ในบ้านกันอยู่!