- หน้าแรก
- เส้นทางสู่บัลลังก์ของจอมทัพระบบ
- บทที่ 1 - กบฏ?
บทที่ 1 - กบฏ?
บทที่ 1 - กบฏ?
บทที่ 1 - กบฏ?
ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำ เมฆลอยเลื่อนดูอ้างว้าง
ใต้กำแพงดินที่พังทลาย ขอทานผู้หนึ่งผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่นกำลังขดตัวหลบลมหนาวอันเย็นเยียบ
กำแพงดินที่ผุพังเพียงด้านเดียวจะไปต้านทานลมหนาวที่แทรกซึมได้ทุกอณูได้อย่างไร
"ฮือ~"
ลมหนาวพัดผ่านผิวหนังที่เปลือยเปล่าของขอทานจนขนลุกไปทั้งตัว
"ซี๊ด—หนาวจัง หิวด้วย ทำไมข้าถึงโชคร้ายอย่างนี้นะ"
หลิวเฟิงลุกขึ้นจากพื้นดินที่เย็นเฉียบและแข็งกระด้างด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย เขาเป่าลมร้อนใส่มือพลางถูฝ่ามือไปมา เดินย่ำเท้าอยู่กับที่เป็นเวลานานกว่าจะรู้สึกอุ่นขึ้นมาบ้าง แต่การนอนนิ่งๆ ยังดีเสียกว่า พอขยับตัวท้องก็ยิ่งร้องประทวน
คิดถึงหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ห่านย่าง และไก่ทอดจังเลย~
นับตั้งแต่ข้ามมิติมาก็เป็นเวลาสองวันแล้ว หลิวเฟิงคาดว่าตนเองคงเป็นนักเดินทางข้ามมิติที่โชคร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ การมาเข้าร่างขอทานก็ว่าแย่แล้ว ยังต้องมาเจอกับทุพภิกขภัยที่ร้อยปีจะมีสักครั้งอีก
ซากศพผู้หิวโหยเกลื่อนกลาดไปไกลนับพันลี้ ผู้คนอดอยากจนเสียสติถึงขั้นแลกลูกกันกิน สองวันที่ผ่านมาเขาได้เห็นโศกนาฏกรรมบนโลกมนุษย์จนชินตาแล้ว ในฐานะขอทานตัวเล็กๆ ผอมแห้ง การจะหาอะไรกินนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย แค่ไม่ถูกชาวบ้านที่หิวโซจับไปกินก็ถือว่าโชคดีมหาศาลแล้ว
แต่หลิวเฟิงก็รู้ดีแก่ใจว่า ต่อให้ไม่ถูกกิน หากยังหาอะไรตกถึงท้องไม่ได้อีก เขาก็คงต้องอดตายอยู่ดี
"แจกข้าวแล้วโว้ย ใครอยากกินก็มาทางนี้เร็ว~"
ทันใดนั้นเสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากทิศทางของศาลเจ้าที่ดินซึ่งอยู่ไม่ไกล เสียงตะโกนนี้ในหูของเหล่าผู้ประสบภัยไม่ต่างอะไรกับเสียงสวรรค์
ชาวบ้านผู้หิวโหยที่เคยขดตัวอยู่ตามมุมต่างๆ อย่างสิ้นหวัง พลันลุกฮือขึ้นมาราวกับถูกกระตุ้นด้วยเลือดไก่ ผู้คนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลมารวมกันจากทุกทิศทุกทาง
หลิวเฟิงย่อมไม่ยอมน้อยหน้า แต่เมื่อแทรกตัวเข้าไปในฝูงชน เขาก็รู้สึกเหมือนกำลังเบียดเสียดขึ้นรถเมล์ในช่วงเวลาเร่งด่วน ไม่สิ ที่นี่ยิ่งกว่าการขึ้นรถเมล์เสียอีก บางคนที่เบียดไปข้างหน้าไม่ได้ก็ลงไม้ลงมือกันทันที ไม่นานก็บานปลายเป็นเหตุตะลุมบอนครั้งใหญ่ คนที่ถูกผลักล้มลงก็ถูกฝูงชนเหยียบย่ำจนจมหายไป ถึงจะไม่กลายเป็นเศษเนื้อแต่ก็คงไม่มีทางรอดชีวิต
เมื่อเผชิญกับหมัดและเท้าที่มาจากทุกทิศทาง หลิวเฟิงทำได้เพียงใช้สองมือป้องกันศีรษะแล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง อาศัยความบ้าบิ่นถึงแม้จะโดนชกต่อยที่แผ่นหลังไปหลายที แต่ด้วยรูปร่างที่ผอมเล็ก เขาก็สามารถแทรกตัวไปตามช่องว่างและโชคดีที่ไปถึงด้านหน้าได้สำเร็จ
หน้าศาลเจ้าที่ดินที่ทรุดโทรม ชายฉกรรจ์หลายร้อยคนถือดาบยาวโพกผ้าดำบนศีรษะยืนขวางฝูงชนไว้อย่างแน่นหนา ด้านหลังพวกเขาคือตะกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยหมั่นโถวสีเทาและแป้งแผ่น
เมื่อเผชิญหน้ากับฝูงชนที่ถาโถมเข้ามา ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็รีบตั้งกำแพงมนุษย์ขึ้น ดาบยาวในมือกวัดแกว่งไปมา ฟันคนที่พุ่งเข้ามาหมายจะแย่งชิงอาหารจนล้มลงกับพื้น ในชั่วพริบตาเลือดก็สาดกระเซ็น เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดสาย
"หยุดให้หมด!"
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายถืออาวุธคมกริบ ทำให้ชาวบ้านผู้หิวโหยหลายพันคนที่ผอมแห้งเป็นไม้เสียบผีได้สติขึ้นมาทันที ทุกคนต่างหยุดชะงัก
หลิวเฟิงเห็นศพที่นอนจมกองเลือดเหล่านั้นก็รู้สึกขนหัวลุก เมื่อครู่ใบมีดหยักๆ นั่นเพิ่งจะเฉียดผ่านหน้าเขาไปนิดเดียว เกือบจะกลายเป็นผีเฝ้าดาบไปแล้ว ชีวิตคนไร้ค่าดั่งใบไม้ใบหญ้าจริงๆ
เมื่อเห็นว่าผู้ประสบภัยสงบลงแล้ว ชายฉกรรจ์ตาเดียวคนหนึ่งก็เดินออกมาแล้วตะโกน "เข้ามาทีละคน ใครรับแล้วให้ไปทางโน้น อย่าวิ่งวุ่นวาย!"
เพราะหลิวเฟิงยืนอยู่ค่อนข้างหน้า ไม่นานหมั่นโถวเย็นชืดก้อนหนึ่งก็ถูกยัดใส่มือเขา จากนั้นก็ถูกพาไปยังลานกว้างอีกแห่งหนึ่ง
เมื่อหาที่นั่งในมุมหนึ่งได้แล้ว หลิวเฟิงก็กัดหมั่นโถวที่ทั้งเย็นและแข็งในมืออย่างแรง
คำแรกที่กัดเข้าไปก็ทำเอาฟันแทบหัก
หมั่นโถวก้อนนี้ไม่เพียงแต่รสชาติแย่มาก ข้างในยังมีทรายและเศษหญ้าปะปนอยู่ด้วย หากเป็นก่อนที่จะข้ามมิติมา ต่อให้โยนทิ้งไว้บนพื้นหมาก็คงไม่กิน แต่ตอนนี้หลิวเฟิงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ถึงแม้จะไม่อร่อย เขาก็ยังคงปิดปากแน่นแล้วใช้แรงกลืนหมั่นโถวลงท้องไป
เพิ่งจะกินหมั่นโถวไปได้ครึ่งก้อน จู่ๆ ก็มีคนเตะเข้าที่แผ่นหลังอย่างแรง พลังมหาศาลส่งผลให้เขาล้มหน้าคว่ำลงกับพื้น แผ่นหลังเจ็บแปลบจนคาดว่าคงจะบวมแดงไปแล้ว หมั่นโถวในมือก็หลุดลอยไปข้างหน้า
หลิวเฟิงกำลังจะก้มลงไปเก็บหมั่นโถว ก็มีคนเหยียบหลังมือของเขาจนเจ็บแปลบไปถึงหัวใจ ชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ใบหน้าซีดเซียวมองเขาอย่างเย็นชา จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิบหมั่นโถวครึ่งก้อนนั้นขึ้นมายัดใส่ปากตัวเอง
ชายคนนั้นยัดหมั่นโถวเข้าปากแล้วก็รีบวิ่งไปยังเป้าหมายต่อไปทันที
สำหรับเหตุการณ์ชิงอาหารเช่นนี้ ชายฉกรรจ์โพกผ้าดำที่ถือดาบยาวอยู่ไม่ไกลไม่มีทีท่าว่าจะสนใจเลยแม้แต่น้อย
หลิวเฟิงคลานกลับมานั่งที่มุมเดิมอย่างเงียบๆ ถึงแม้จะกินหมั่นโถวไปครึ่งก้อน แต่ท้องกลับรู้สึกหิวกว่าเดิม ส่วนเรื่องที่จะไปหาเรื่องชายคนนั้น เลิกพูดไปได้เลย ด้วยร่างกายที่ผอมแห้งเหมือนถั่วงอกของเขาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ นั่นคือการไปส่งตายชัดๆ
ไม่นานอาหารก็แจกจ่ายหมด คนโชคร้ายที่อยู่ข้างหลังซึ่งไม่ได้รับอาหารก็ถูกไล่มายังลานกว้างแห่งนี้ ในชั่วพริบตาพื้นที่ก็เต็มไปด้วยผู้คน ดูวุ่นวายไปหมด
หลังจากที่ผู้ลี้ภัยทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ด้วยกัน ชายคนหนึ่งสวมเกราะหนังสีดำ ใบหน้าสี่เหลี่ยม หูใหญ่ จมูกโด่ง ปากกว้าง ก็ก้าวขึ้นไปยืนบนโต๊ะที่พังๆ ในลานกว้าง ท่ามกลางการคุ้มกันของชายฉกรรจ์ร่างกำยำโพกผ้าดำ เผชิญหน้ากับผู้ประสบภัยทั้งหมด
"ทุกคนอาจจะไม่รู้จักข้า ข้าชื่อเฉินเซิง เดิมเป็นนายพรานในหมู่บ้านเฉิน หลายปีมานี้ทุกคนลำบากมาก ภาคเหนือเกิดภัยแล้งติดต่อกันหลายปี พืชผลในนาเสียหายหมด เก็บเกี่ยวไม่ได้เลย สัตว์ป่าบนภูเขาก็ไม่มีแล้ว แต่ราชสำนักในปัจจุบันไม่คิดจะช่วยเหลือผู้ประสบภัย กลับเพิ่มภาษีให้หนักขึ้น ขุนนางทุจริตกดขี่ข่มเหงประชาชน ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากแสนสาหัส ซากศพผู้หิวโหยเกลื่อนกลาดไปไกลนับพันลี้!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็เปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและขุ่นเคือง "ทุกท่าน ราชสำนักไม่ให้ทางรอดแก่พวกเราแล้ว หากต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น ข้ารู้ว่าพวกท่านยังไม่อิ่ม อย่าว่าแต่พวกท่านเลย แม้แต่ข้าเองก็ไม่ได้กินอิ่มมานานแล้ว มื้อเมื่อครู่เป็นเสบียงมื้อสุดท้ายที่ข้ามีอยู่ แต่ไม่เป็นไร เพราะข้ารู้ว่าในเมืองมีเสบียงมากมาย เพียงแต่ไม่รู้ว่าทุกท่านจะมีความกล้าไปเอากับข้าหรือไม่!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหล่าผู้ประสบภัยก็มองหน้ากันไปมา ในตอนนี้ต่อให้เป็นคนที่โง่ที่สุดก็รู้ว่าชายฉกรรจ์โพกผ้าดำเหล่านี้ต้องการก่อกบฏ
ในตอนนี้ ใบหน้าของหลายคนก็ปรากฏแววหวาดกลัวขึ้นมา ราชวงศ์เฉียนปกครองมานานกว่าหกร้อยปี การปกครองฝังรากลึกในใจผู้คน การก่อกบฏเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารเก้าชั่วโคตร เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทุกคนก็รู้สึกกลัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
"ข้าว่าพวกเราจะลังเลอะไรกันอีก อยู่ที่นี่ต่อไปก็มีแต่รอความตาย หรือว่าพวกท่านยอมอดตายดีกว่าที่จะตามท่านหัวหน้าเฉินไปหาทางรอด"
มีคนยืนขึ้นตะโกน หลิวเฟิงมองแวบเดียวก็รู้ว่านี่เป็นหน้าม้าที่จัดเตรียมไว้ในฝูงชนอย่างเห็นได้ชัด
"พูดถูก แค่ก่อกบฏเท่านั้นเอง ยังไงก็ไม่มีทางรอดแล้ว พวกเราจะกลัวอะไร ต่อให้ตายก็ต้องตายอย่างอิ่มท้อง!"
"ใช่แล้ว ก่อกบฏแม่งเลย ในเมืองมีเสบียงมากมายรอพวกเราอยู่!"
พร้อมกับเสียงสนับสนุนเหล่านี้ ความหวาดกลัวบนใบหน้าของผู้ประสบภัยก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความบ้าคลั่ง
"ท่านหัวหน้าเฉิน พวกเราฟังท่าน ก่อกบฏแม่งเลย!"
"ใช่ ก่อกบฏ!"
"ก่อกบฏ!"
······
มองดูฝูงชนที่ตื่นเต้นอยู่รอบๆ หลิวเฟิงรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย ของฟรีไม่มีในโลกจริงๆ กินหมั่นโถวไปครึ่งก้อนก็กลายเป็นกบฏไปแล้ว
แต่หากต้องการมีชีวิตรอด ตอนนี้ก็มีเพียงหนทางเดียวนั่นคือการก่อกบฏ เขาไม่เหมือนนักเดินทางข้ามมิติคนอื่นๆ ที่ทำสบู่ได้ ทำแก้วได้ เดินในเส้นทางแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
【ติ๊ง เลือกฝ่ายสำเร็จ ระบบกำลังเปิดใช้งาน...】
ทันใดนั้นเสียงที่เย็นชาและไร้อารมณ์ก็ดังขึ้นในใจของหลิวเฟิง จากนั้นหน้าจอแสงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ชื่อ:【หลิวเฟิง】
ฝ่าย:【กบฏ】
ยศ:【ไม่มี】
ค่าความดีความชอบ:【0】
ปลดล็อกประเภททหาร:【ทหารโจร: ทหารเริ่มต้น ระดับการฝึก (0/100) ข้อเสีย: ไม่ผ่านการฝึกอย่างเป็นทางการ ระเบียบวินัยต่ำ ข้อดี: ร่างกายแข็งแรง ขวัญกำลังใจสูง มีความภักดีต่อร่างสถิตอย่างยิ่ง เรียกตัว: 1 คน/1 แต้มความดีความชอบ】
ทักษะ:【ไม่มี】
ชื่อเสียง:【ไร้ชื่อเสียง】
ภารกิจทดสอบ:【ช่วยเหลือกองทัพโจรยึดครองเมืองระดับอำเภอได้หนึ่งเมือง รางวัลความสำเร็จ: แต้มความดีความชอบ 15 แต้ม ระดับการฝึกทหาร 20 แต้ม ความล้มเหลว: ระบบจะแยกร่างออกจากร่างสถิต】
"ดูเหมือนว่าในอนาคตข้าคงต้องเดินในเส้นทางแห่งการเป็นผู้พิชิตแล้วสินะ"
เมื่อเห็นเนื้อหาในหน้าจอแสง หลิวเฟิงก็รู้สึกตื่นเต้นในใจ ความรู้สึกนี้เหมือนกับได้เห็นแสงสว่างในความมืด "แต่คำว่ากบฏนี่มันฟังดูไม่ดีเลย ทำไมถึงไม่ใช่กองทัพคุณธรรมล่ะ"
[จบแล้ว]