- หน้าแรก
- เทพกล้ามเนื้อแห่งอุจิวะ
- บทที่ 301 โลกนินจาตกตะลึง
บทที่ 301 โลกนินจาตกตะลึง
บทที่ 301 โลกนินจาตกตะลึง
บทที่ 301 โลกนินจาตกตะลึง
ในห้องประชุม
เมื่อฟุงาคุพูดขึ้น ห้องที่แต่เดิมมีเสียงดังก็เงียบลงอย่างรวดเร็ว และทุกสายตาก็จับจ้องไปที่ผู้นำตระกูลอุจิวะ
เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แล้ว
ฟุงาคุไม่เพียงแต่เป็นผู้นำของตระกูลอุจิวะเท่านั้น เขายังมีตัวตนที่สำคัญกว่านั้นอีกด้วย นั่นก็คือพี่เขยของอุจิวะ อารุโตะ
ตอนนี้พวกเขาส่วนมากต่างสงสัยกันว่าอีกฝ่ายตายไปแล้ว แต่ไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกปรากฏบนใบหน้าของฟุงาคุ ซึ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่าเขามีข้อมูลอะไรที่พวกเขาไม่รู้กันแน่
วูบ
เนตรวงแหวนของฟุงาคุมองไปที่ทุกคนที่นั่งอยู่ทีละคน จากนั้นเขาก็พูดอีกครั้งด้วยเสียงเย็นชาว่า:
"อารุโตะนั้นไร้เทียมทาน เขาไม่ทางแพ้ได้ คิดจะฆ่าเขาก็เหมือนฝันกลางวัน ก่อนที่เขาจะกลับมา ฉันขอให้ทุกคนสงบสติอารมณ์เสียก่อน หากใครทำอะไรที่พิเศษ อย่ามาโทษตระกูลอุจิวะที่หยาบคาย"
ทันทีที่เขาพูดจบ ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาทันที
ไม่ใช่แค่ฟุงาคุเท่านั้น
อิทาจิ ซาสึเกะ เท็ตกะ อากิโกะ และอิซึมิ นินจาอุจิวะทั้งห้า ยืนอยู่ด้านหลังฟุงาคุ ต่างก็เบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาของตนเองออกมา
เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาสีแดงสดหกคู่รวมตัวกัน สร้างแรงกดดันมหาศาลให้เกิดขึ้นมาในทันทีทำให้สีหน้าของทุกคนที่อยู่ตรงนี่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และพวกเขาไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่ามใดๆ
พวกเขาเกือบลืมไปแล้ว
แม้จะไม่มีอุจิวะ อารุโตะ แต่ตระกูลอุจิวะในปัจจุบันก็กลายเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกนินจาอย่างแท้จริง แค่เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาหกคู่นี้ก็เพียงพอที่จะกวาดล้างหมู่บ้านนินจาทั้งหมดได้
“โชคดีที่สถานการณ์ยังควบคุมได้”
คาคาชิพึมพำเมื่อเขาเห็นแบบนี้ และในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
จากนั้นเขาก็มองหน้ากันกับฮิวงะ ฮิอาชิที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา และทั้งสองก็เดินไปยืนอยู่ด้านหลังฟุงาคุและคนอื่นๆด้วย เป็นการแสดงท่าทีของโคโนฮะ อันบุและกรมตำรวจ
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว อิทาจิก็หรี่ตาลง
“สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การจัดตั้งกองบัญชาการร่วม แต่เป็นการค้นหาจุดที่ท่านโฮคาเงะรุ่นที่หกกำลังปะทะอยู่กับศัตรู แล้วรีบรุดไปสนับสนุนทันทีที่การต่อสู้ระหว่างนินจาระดับเดียวกันเกิดขึ้น การต่อสู้ครั้งนี้จะต้องดุเดือดมากอย่างแน่นอน”
ทุกคนมีสีหน้าแตกต่างกันเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น แต่ไม่มีใครตอบสนองทันที
จนกระทั่งโอโนกิพูดออกมาว่า:
“นั่นแหละคือปัญหา”
"อินเตอร์เน็ตในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างมาก หากเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นที่ไหนสักแห่ง ในไม่ช้ามันจะปรากฏเป็นข่าวทางทีวีและแพร่กระจายไปทั่วโลกนินจาในชั่วข้ามคืน"
"แต่แปดชั่วโมงเต็มผ่านไปแล้วนับตั้งแต่การต่อสู้ระหว่างโฮคาเงะรุ่นที่หกกับศัตรู แต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย ไม่คิดว่ามันแปลกหรอ?"
นัยยะก็คืออารุโตะคงตายไปแล้ว
“บางทีท่านโฮคาเงะอาจจะย้ายสนามรบไปยังสถานที่ที่ห่างไกลมาก เช่น ทะเล ทะเลทรายลึก ฯลฯ เพื่อไม่ให้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์” ซาสึเกะขมวดคิ้วและคิด
โอโนกิถอนหายใจทันทีและพูดด้วยความเสียใจ:
"ในกรณีนี้ คงยากที่จะหาตัวเจอ ดังนั้น ฉันคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคืออยู่ในโคโนฮะ ระวังการโจมตีครั้งที่สองของศัตรู และขณะเดียวกันก็รอข่าวดีการกลับมาอย่างมีชัยของโฮคาเงะรุ่นที่หกอย่างอดทน"
“สิ่งที่ซึจิคาเงะพูดนั้นสมเหตุสมผล”
คาเสะคาเงะ ไรคาเงะ และซารุโทบิ ฮิรุเซ็นต่างก็เห็นด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนในอุจิวะก็มีสีหน้าน่าเกลียด
เห็นได้ชัดว่าโอโนกิและคนอื่นๆ ไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนโฮคาเงะรุ่นที่หก และกระตือรือร้นที่จะได้ยินข่าวการตายของอารุโตะ อุจิวะไม่สามารถรีบเร่งออกไปได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครคอยปกป้องโคโนฮะ และคนนอกกลุ่มนี้อาจฉวยโอกาสนี้
ในพริบตา
บรรยากาศในห้องประชุมก็หยุดชะงักเพราะไม่สามารถบรรลุฉันทามติได้
ในห้องที่มีผนังกั้น
ซามุย แม่และลูก อุจิวะ มิโคโตะ และซึนาเดะ ได้ยินบทสนทนาของเพื่อนบ้านคำต่อคำผ่านอุปกรณ์ดักฟัง
“พี่มิโคโตะ พี่ซึนาเดะ บอกฉันหน่อยสิ...ว่าเขาไม่ได้เป็นแบบนั้นจริงๆใช่ไหม...”
เสียงของซามุยสั่นเล็กน้อย และใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“อย่ากังวลไปเลยน่า เขามีพลังชีวิตอึดยิ่งกว่าแมลงสาป เขาไม่มีทางตายแน่นอน”
ซึนาเดะตบไหล่ซามุยเบาๆ แล้วมองเธอตรงๆ “ถ้าถามฉันนะ ไม่ใช่แค่เขาสบายดีหรอก แต่อาจจะจัดการศัตรูไปแล้วด้วยก็ได้ เหตุผลที่เขาจงใจเลี่ยงการปรากฏตัวก็เพื่อรอคนข้างบ้าน รอความจริงถูกเปิดเผยแล้ว และเรากำลังรอให้พวกเขาก่อเรื่อง”
"ที่อารุโตะมักพูดช่วงนี้ว่า... “ตกปลา” น่ะหรอค่ะ?"
ซามุยได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง เธอจึงเริ่มครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน เมื่อพิจารณาจากนิสัยชอบแกล้งคนอื่นของเขาแล้ว จึงไม่แปลกเลยที่เขาจะทำเรื่องแบบนี้
มิโคโตะรู้สึกว่าการคาดเดาของซึนาเดะนั้นสมเหตุสมผล ดังนั้นเธอจึงปลอบใจซามุยอย่างอ่อนโยนและบอกเธอว่าไม่ต้องกังวลมากเกินไป
ผู้หญิงทั้งสามคนกำลังเดาถึงเจตนาของอารุโตะ
ฮาโกโรโมะ ลูกชายคนเล็กของอารุโตะ เดินไปที่หน้าต่างมองออกไปด้านนอกเพื่อคลายความเบื่อในการเฝ้ารอของตัวเอง แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ก็ต้องประหลาดใจ ชี้ออกไปนอกหน้าต่างแล้วพูดกับมาริสะ พี่สาวของเขาว่า:
“พี่ครับ มาดูสิ ดวงจันทร์บนท้องฟ้ามีรอยแตกร้าวล้ะ”
“เจ้าโง่เอ๊ย พระจันทร์ใหญ่ขนาดนั้นจะมีรอยแตกได้ยัง สายตานายมัน...”
มาริสะพูดอย่างไม่ใส่ใจ จนกระทั่งเธอหันไปมองข้างนอกและตกตะลึง
ในไม่ช้า ซึนาเดะ ซามุย และมิโคโตะก็เงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกหวาดกลัว
เพราะ
สิ่งที่ฮาโกโรโมะพูดนั้นเป็นความจริง
บนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้เมฆ พระจันทร์เต็มดวงที่สะดุดตากลับแยกออก เหมือนชิ้นขนมปังที่ถูกฉีกออกเป็นสองซีกด้วยมือใหญ่ที่มองไม่เห็น
จากนั้น ดวงจันทร์ที่แตกร้าวก็ระเบิดออกไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็กลายเป็นเศษชิ้นส่วนเล็กๆ นับไม่ถ้วน
เมื่อดวงจันทร์ระเบิด แสงจันทร์ก็หายไป ท้องฟ้ายามค่ำคืนทั้งหมดก็มืดลงอย่างรวดเร็ว และพื้นโลกก็มืดสนิท
“นี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
ดวงตาของซึนาเดะเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อบนใบหน้าของเธอ
เธอใช้ชีวิตมาหลายปีและพบเห็นสิ่งแปลกประหลาดและเหตุการณ์ใหญ่ๆมามากมาย แต่ดวงจันทร์ที่ระเบิดต่อหน้าต่อตาเธอ... เริ่มทำให้เธอสงสัยในชีวิตของตัวเอง
“ผมรู้สึกได้ นี้มันคือจักระของพ่อ”
ฮาโกโรโมะซึ่งเป็นคนแรกที่ค้นพบเรื่องนี้ ชี้ไปที่ดวงจันทร์ที่กำลังระเบิดอีกครั้งและพูดอย่างตื่นเต้นว่า "พ่ออยู่บนดวงจันทร์ พ่อต้องทำมันแน่เลย"
แม้ว่าฮาโกโรโมะจะไม่มีพรสวรรค์ทางกายภาพเหมือนมาริสะ แต่เขาก็มีพรสวรรค์ด้านการรับรู้ที่น่าทึ่งมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะกับอารุโตะ ดูเหมือนจะมีการสื่อสารทางจิตบางอย่างระหว่างพ่อกับลูก
ทุกครั้งที่อารุโตะกลับบ้าน ฮาโกโรโมะมักจะเป็นคนแรกที่รู้ก่อนที่เขาจะเข้ามาในบ้านด้วยซ้ำ
ดังนั้นทั้งซามุยและมาริสะจึงเชื่อคำพูดของเขาอย่างจริงจังและไม่คิดว่าลูกชาย (น้องชาย) ของตนกำลังพูดจาไร้สาระ
“จะบอกว่าอารุโตะระเบิดดวงจันทร์งั้นหรอ?”
ซามุยพึมพำกับตัวเอง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซึนาเดะและมิโคโตะก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันและพูดไม่ออกเป็นเวลานาน
ในขณะเดียวกันในห้องประชุมข้างๆ
“ตาของฉันไม่เสียแล้วรึเปล่า นี่มันภาพลวงตาหรือเปล่า”
“ดวงจันทร์ระเบิด นี่มันเรื่องตลกอะไรกันว่ะ”
ทุกคนยืนเรียงแถวหน้าต่าง เงยหน้าและยืดคอ มองดูดวงจันทร์ระเบิดออกแล้วหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน
หลังจากความเงียบอันยาวนาน
“ฟุงาคุ”
มิโคโตะพาฮาโกโรโมะเข้าไปในห้องประชุมและเล่าให้สมาชิกตระกูลอุจิวะฟังอย่างเงียบๆ เกี่ยวกับการค้นพบที่สำคัญที่เด็กคนนี้ได้ทำ
ในช่วงเวลานี้เอง การแสดงออกบนใบหน้าของฟุงาคุค่อยๆ เปลี่ยนจากความตกใจไปเป็นความปีติยินดี
"ฉันรู้อยู่แล้ว!"
เมื่อเขารู้สึกตัวก็หัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า "ไม่แปลกใจเลยที่เราหาสนามรบไม่เจอ ปรากฏว่าเขาพาศัตรูไปถึงดวงจันทร์นี้เอง ฮ่าๆๆๆๆ!"
เมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูด คนอื่นๆ ก็มีสีหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว
เดิมทีทุกคนมีความคิดที่จะฉวยโอกาศ แต่ตอนนี้ที่พวกเขารู้ว่าอารุโตะชกดวงจันทร์จนระเบิดหายไป พวกเขาก็หยุดทันทีและเริ่มซุกหางของพวกเขา
แม้แต่ดวงจันทร์ก็ยังถูกอุจิวะ อารุโตะระเบิด ถ้านี่ไม่ใช่เทพเจ้า แล้วเขาจะเป็นอะไรได้อีก
บูม
ซารุโทบิ ฮิรุเซ็นดูเหมือนจะได้ยินข่าวที่น่าตกใจนี้ เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ อ้าปากค้าง และจ้องมองด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
โทบิรามะที่อยู่ข้างๆ เขาก็มีสีหน้าย่ำแย่เช่นกัน นอกจากจะตกใจแล้ว สีหน้าของเขายังเคร่งขรึมและกังวลมากขึ้น
ดวงจันทร์ที่แขวนอยู่บนท้องฟ้ายามราตรีของโลกนินจามานานกว่าพันปี ถูกระเบิดด้วยหมัดของอุจิวะ อารุโตะ นั่นหมายความว่าทุกค่ำคืนนับจากนี้ไป แสงจันทร์จะไม่ส่องลงมายังโลกมนุษย์อีกต่อไป
นี้มันจะเกิดความโกหลไม่น้อยแน่นอน
คนในอุจิวะล้วนเป็นพวกบ้า และอารุโตะก็เป็นคนบ้าที่สุดในบรรดาคนบ้า
โทบิรามะไม่มีข้อสงสัยเลยว่าหากวันหนึ่งอีกฝ่ายจะวิ่งขึ้นไปบนดวงอาทิตย์แล้วโจมตีด้วยหมัดเดียว ทำให้โลกมืดมนไปตลอดกาล
พลังเหนือมนุษย์เช่นนี้จะนำมาซึ่งความหายนะให้กับโลกเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม ฮาชิรามะไม่ได้คิดมากนัก แต่ถอนหายใจด้วยความจริงใจ:
"อุจิวะ อารุโตะคือเทพเจ้านินจาตัวจริงเสียงจริง เขาระเบิดดวงจันทร์ได้ เขา... แข็งแกร่งมาก"
จิไรยะจ้องมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างว่างเปล่า มองไปยังที่ที่พระจันทร์หายไป และรู้สึกกังวลใจอย่างมากเกี่ยวกับคนคนหนึ่ง
อุซึมากิ นารูโตะ
นารูโตะ เขาถูกอารุโตะฆ่าแล้วเหรอ?
พระจันทร์หายไปจากท้องฟ้ายามค่ำคืน
ปรากฏการณ์อันเลวร้ายนี้ยังถูกมองเห็นโดยผู้คนจากทั่วทุกมุมของโลกนินจา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งโลกนินจา
ไม่มีใครเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
มีช่วงหนึ่งที่ทุกคนคิดว่าวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง
จนกระทั่งสถานีโทรทัศน์โคโนฮะขัดจังหวะ แล้วรายการข่าวด่วนออก พิธีกรพูดด้วยความตื่นเต้นว่า
อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะตามข่าวกรองล่าสุด โฮคาเงะรุ่นที่หกเป็นผู้ระเบิดดวงจันทร์เองขณะต่อสู้กับศัตรูบนดวงจันทร์
ทันทีที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลกนินจาทันที
คืนนี้คงเป็นคืนที่นอนไม่หลับแน่นอน
โลกนินจาทั้งหมดเดือดพล่านไปหมด
โคโนฮะ ร้านอิจิราคุราเม็ง
ร้านนี้โชคดีมาก รอดพ้นจากฝนดาวตกตอนกลางวันมาได้ และกลายเป็นอาคารเดียวที่ยังคงสภาพสมบูรณ์บนถนนสายนี้
เจ้าของร้านไม่ได้หลบอยู่ในที่กำบัง
แทนที่จะทำเช่นนั้น เขาและลูกสาวของเขา ไอริส ได้ทำราเม็งหลายร้อยชามและแจกฟรีให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและนินจาโคโนฮะที่ทำงานอย่างหนักเพื่อให้ความช่วยเหลือ
ในเวลานี้
ไม่ว่าจะเป็นอาหารทำเองหรือลูกค้าที่อยู่ในร้านหรือข้างนอกร้านต่างก็ลืมกินราเม็งและดูข่าวทางทีวีด้วยความสยองขวัญ
ท่ามกลางลูกค้าที่มาใช้งาน มีชายหนุ่มผมยาวสีเทาคนหนึ่ง เขาตาบอดและดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บ
เขาเงี่ยหูฟังและหลังจากฟังข่าวที่ออกอากาศทางทีวี สีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ มืดมนลง และเขาพึมพำกับตัวเองว่า:
“ตระกูลโอซึซึกิจบสิ้นแล้ว”
ชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก โอซึซึกิ โทเนริ ที่เพิ่งหนีจากดวงจันทร์มายังโคโนฮะ
เมื่อได้ยินว่าดวงจันทร์ถูกระเบิดด้วยหมัดของอุจิวะ อารุโตะ เขาก็รู้ว่าเขาเป็นคนเดียวที่ยังเหลือรอดอยู่ของตระกูลโอซึซึกิ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมารู้สึกโกรธแค้นแล้ววิ่งไปตาย
ไม่มีใครสนใจโทเนริ ทุกคนต่างจมอยู่กับข่าวที่น่าตกใจเกี่ยวกับการระเบิดของดวงจันทร์
เขาจึงลุกขึ้นอย่างเงียบๆ เดินไปที่ตรอกมืดที่อยู่ใกล้ๆ และรออย่างเงียบๆ
หนึ่งนาทีต่อมา
ร่างสูงโผล่ออกมาจากความมืดอย่างเงียบๆ และคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อแสดงความเคารพ
มันคือหุ่นเชิดลูกน้องของโทเนริ มีสัญลักษณ์รูปพระจันทร์สลักอยู่บนหน้าผาก ร่างกายของมันเต็มไปด้วยกลไกทำลายล้างอันทรงพลังมากมาย และยังสามารถปล่อยลูกบอลแสงสีเหลืองออกมาได้อีกด้วย
หากพิจารณาจากความแข็งแกร่งของนินจา พลังต่อสู้ของหุ่นเชิดนี้ถือว่าเทียบเท่ากับโจนินชั้นยอดของโคโนฮะเลยทีเดียว
มีหุ่นเชิดดังกล่าวอยู่มากกว่าสิบตัว และพวกมันได้ซุ่มซ่อนอยู่ในและรอบๆ หมู่บ้านโคโนฮะ รวบรวมข้อมูลข่าวกรองและดำเนินการเฝ้าระวังตามคำสั่งของโทเนริ
“รวบรวมหุ่นเชิดทั้งหมด แอบเข้าไปในตระกูลฮิวงะ แล้วเนตรสีขาวมาให้ฉันสักคู่ เป้าหมายคือฮิวงะ ฮานาบิ ลูกสาวคนเล็กของผู้นำตระกูลฮิวงะ”
โทเนริพูดอย่างเย็นชา
หุ่นเชิดยืนขึ้นโดยไม่พูดคำใด จากนั้นก็ออกไปโดยไม่พูดคำใด และดำเนินการตามคำสั่งของโทเนริอย่างรวดเร็ว
หลังออกคำสั่งโทเนริก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้แสงใดอีกต่อไป เขารีบออกจากโคโนฮะในคืนที่มืดมิดนี้และรออยู่นอกหมู่บ้าน
ท้ายที่สุดแล้ว อุจิวะ อารุโตะ คนนั้นอาจกลับมาเมื่อไรก็ได้ และหากเขาถูกอีกฝ่ายจับได้ ทุกอย่างก็จะจบลงโดยสิ้นเชิง
เขาไม่ใช่คนที่ชอบเสี่ยง
ในอวกาศ
หลังจากระเบิดดวงจันทร์ด้วยหมัดเดียว ซูซาโนะโอะกล้ามเนื้อที่ทำภารกิจสำเร็จก็ค่อยๆ สลายหายไป
เขาเฝ้าดูดวงจันทร์แตกออกจากกันและกลายเป็นอุกกาบาตน้อยใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน
ต่อมาบางส่วนยังคงอยู่ในอวกาศและกลายเป็นแถบดาวเคราะห์น้อยของโลก ในขณะที่บางส่วนกลายเป็นฝนอุกกาบาตและเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงของโลก
ดี
หลังจากสังเกตอย่างต่อเนื่องสักพัก เขาพบว่าฝนอุกกาบาตไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ทวีปนินจา แต่ส่วนใหญ่ตกลงไปในทะเลอันกว้างใหญ่
โลกนินจาไม่ควรประสบกับภัยพิบัติมากเกินไป
แน่นอนว่า
จากนี้ไป เมื่อใดที่ตกกลางคืน กิจกรรมบันเทิงอย่างการดูพระจันทร์ก็คงจะหายไปจากชีวิตกลางคืนของผู้คน
อารุโตะหันกลับไปมองหามาดาระและนารูโตะในซากดวงจันทร์ด้านล่าง
ซ่า
ฝุ่นผงจำนวนมากรวมตัวกัน ร่างของมาดาระค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในความว่างเปล่า ทันใดนั้น เขามีสีหน้าตกใจมากเช่นกัน
เมื่อกี้นี้ถึงแม้ว่าเขาจะซ่อนตัวอยู่ลึกใต้ดวงจันทร์ แต่เขาก็ยังถูกหมัดอันน่าสะพรึงกลัวของซูซาโนะโอะกล้ามเนื้อซัดจนหายไปพร้อมกับดวงจันทร์ และกลายเป็นผงธุลีไป
ถ้าไม่ใช่เพราะร่างสัมภเวสีนั้นอมตะ เกรงว่าจะหายไปไม่เหลือแล้วจริงๆ
นารูโตะเองก็โชคดีมากเหมือนกัน
บางทีจักระของเก้าหางอาจกำลังปกป้องเขาอยู่ หรือบางทีจักระของอาชูร่าอาจกำลังปกป้องตัวเองอยู่ก็ได้ สรุปก็คือ นารูโตะ บุตรแห่งคำทำนาย จะไม่ตายง่ายๆ แน่
การที่ทั้งสองคนรอดชีวิตก็อยู่ในความคาดหมายของอารุโตะเช่นกัน
วูบ
มาดาระรู้สึกว่าดวงตาของเขาพร่ามัวชั่วขณะก่อนที่จะเห็นอารุโตะซึ่งกำลังมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มบางๆ
“ฉันแพ้แล้ว”
สามคำนี้หลุดออกจากปากของมาดาระอย่างขมขื่น
ความแตกต่างคือครั้งนี้เขาเชื่อแล้ว
เพราะมาดาระได้ตระหนักแล้วว่าถึงแม้เขาจะฟื้นคืนชีพและกลับคืนสู่จุดสูงสุดในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เขาก็ยังไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของอารุโตะได้
เขาไม่สามารถระเบิดดวงจันทร์ได้ด้วยหมัดเดียว
อุจิวะ มาดาระผู้เย่อหยิ่งในที่สุดก็ยอมจำนนต่อพลังที่แข็งแกร่งกว่าและละทิ้งความทะเยอทะยานและความหลงใหลของเขาลง
เมื่อเห็นแบบนี้ นารูโตะก็รู้ว่าเขาหนีไม่พ้นเช่นกัน จึงยอมจำนนต่ออารุโตะด้วยสีหน้าหดหู่ ปล่อยให้อารุโตะจับไปอย่างทำอะไรไม่ได้
เขาสูญเสียจิตวิญญาณต่อสู้และรู้ว่าไม่ว่าเขาจะพยายามมากเพียงใด เขาก็ไม่มีวันเอาชนะชายที่ชื่ออุจิวะ อารุโตะ ที่อยู่ตรงหน้าเขาได้
“ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับแล้ว”
กลอุบายเก่าๆ ได้ถูกทำซ้ำอีกครั้ง โดยการวางมือสองข้างบนไหล่ของพวกเขา พลังเนตรสังสาระปะทุออกมาแล้วการเทเลพอร์ตก็เริ่มอีกครั้ง
วินาทีถัดมา
ทั้งสามคนมาถึงห้องประชุมของหอคอยปราสาทด้วยความแม่นยำสูง
"อารุโตะ!"
"น้า!"
"ท่านโฮคาเงะรุ่นที่หก!"
การปรากฏตัวของอารุโตะทำให้ทุกคนในโคโนฮะดีใจจนอุทานด้วยความประหลาดใจ และถอนหายใจด้วยความโล่งอก
คาเงะทั้งสี่ของโลกนินจา รวมถึงโทบิรามะ ซารุโทบิ ฮิรุเซ็น และคนอื่นๆ ก็มีสีหน้าที่แตกต่างกัน บางคนดูเป็นกังวล และบางคนดูตื่้นตระหนก
เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาอาจเป็นรายต่อไปที่ถูกชำระบัญชี