- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 629 ต่อไป คือการเผชิญหน้ากับสวรรค์
บทที่ 629 ต่อไป คือการเผชิญหน้ากับสวรรค์
บทที่ 629 ต่อไป คือการเผชิญหน้ากับสวรรค์
ยอดเขาทะยานสูงเสียดฟ้า แต่รอยแยกของหน้าผากลับมีเสียงคำรามที่ไม่อาจอาจล่วงรู้ดังแว่วมาเป็นระยะ ผสมปนเปกับเสียงลม ฟังดูน่าขนพองสยองเกล้าอย่างยิ่ง
ในสายตาของเหล่านายพรานแถบนี้ ปรากฏการณ์ประหลาดของยอดเขานี้เกรงว่าคงเป็นเพราะเทพภูเขาที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม จึงได้เรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า “หุบเขาวิญญาณคร่ำครวญ” เป็นตัวตนที่สามารถทำให้เด็กเล็กหยุดร้องไห้ได้
แต่ทว่า นอกจากเสียงประหลาดแล้ว หุบเขาวิญญาณคร่ำครวญกลับเป็นสถานที่ที่สัตว์ป่าไม่กล้ำกราย นายพรานผู้มีประสบการณ์ในยามที่หลบหนีสัตว์ป่ากินคน โดยปกติจะจงใจเข้าใกล้ทิศทางของหุบเขาวิญญาณคร่ำครวญ
ในวันนี้ หุบเขาวิญญาณคร่ำครวญพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ฝูงนกต่างแก่งแย่งกันหนีตาย ราวกับว่าในหุบเขาวิญญาณคร่ำครวญมีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวจนยากจะบรรยายได้
แต่เพียงชั่วพริบตา ฝูงนกราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กลับมาเกาะบนกิ่งไม้ดังเดิม เอียงคอจ้องมองหุบเขาวิญญาณคร่ำครวญที่อยู่ไกลออกไป
มีนายพรานอยู่บนเนินสูงที่ห่างออกไปสิบกว่าลี้ มองเห็นยอดเขาของหุบเขาวิญญาณคร่ำครวญเกิดการเอนเอียง ทำให้เศษหินจำนวนมากร่วงหล่นลงมาจากยอดเขา
นายพรานคิดว่าเป็นเพราะเทพภูเขาพิโรธ ผลลัพธ์คือเพียงครู่ต่อมาสังเกตเห็นว่า ยอดเขากลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมอย่างกะทันหัน
นับตั้งแต่นั้นมา หุบเขาวิญญาณคร่ำครวญไม่ได้ยินเสียงโหยหวนอันน่าสะเทือนใจอีกต่อไป ในเทือกเขาเริ่มมีสัตว์ป่าปรากฏตัว
เหรินชิงลอยอยู่กลางอากาศของหุบเขาวิญญาณคร่ำครวญ มองดูมู่อี้ที่รูปร่างไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่เบื้องหน้า เลือดเนื้อและรากไม้แทบจะมองไม่ออกถึงความแตกต่าง แขนขาทั้งสี่บิดเบี้ยวราวกับเกลียวเชือก พันกันยุ่งเหยิงอยู่กับศีรษะ
มู่อี้พูดกับตนเองด้วยน้ำเสียงวิปลาส “ข้ามองเห็นชัดเจนแล้วใช่หรือไม่? พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเห็นอะไร?”
นางอดทนต่อการพังทลายของร่างกายอย่างสุดความสามารถ ขณะเดียวกันเพราะการต่อต้านของวิญญาณ ทำให้ร่างกายของตนเองประกอบสร้างขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่อง ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างยากจะบรรยาย
การกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ของมู่อี้ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาที่งอกเงยขึ้นมาใหม่นับร้อยดวง จ้องมองร่างที่พร่ามัวของเหรินชิง จากนั้นตกอยู่ในความเงียบงัน
นางราวกับเห็นพฤกษาวิถีสวรรค์ต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่สุดขอบฟ้า จิตสำนึกดิ้นรนอยู่บนขอบเหวแห่งความเงียบงัน
แต่การถูกผนึกมาหลายพันปีได้ทำให้สติปัญญาของมู่อี้สูญสิ้นไปแล้ว ต่อมา ร่างกายและวิญญาณของนางพลันอาละวาดขึ้นมาโดยไม่มีลางบอก
เถาวัลย์เลือดเนื้อนับไม่ถ้วนกองทับถมกัน ก่อตัวเป็นยักษ์พิกลพิการสูงหลายพันเมตร แต่เพราะวิชาเคราะห์กรรมมารฟ้าได้ลบตัวตนไป จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสังเกตเห็นมู่อี้เลย
“เฮ้อ…”
ในตอนนั้นซ่งจงอู๋ผนึกมู่อี้ไว้ในหุบเขาวิญญาณคร่ำครวญ ผลลัพธ์คือเวลาผ่านไปหลายพันปี พลังบำเพ็ญของมู่อี้กลับไม่ก้าวหน้ามีแต่จะถดถอย
เหรินชิงรู้สึกได้ว่าแม้การกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ของมู่อี้จะเกินกว่าเจ็ดส่วนแล้ว ยังทำได้เพียงบรรลุถึงระดับเซียนดินอย่างยากลำบาก จะเห็นได้ถึงความอ่อนแอของร่างกายและวิญญาณ
เขายื่นมือเดียวสะกดข่มมู่อี้ไว้ จากนั้นใช้กลิ่นอายวิชาอาคมของวิชากำเนิดวิถีสวรรค์ห่อหุ้มไว้
การกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ของมู่อี้บรรเทาลงเล็กน้อย แต่ยังคงไม่อาจอาจฟื้นคืนสติปัญญาได้ เห็นได้ชัดว่าเพียงแค่วิชากำเนิดวิถีสวรรค์นั้นไม่สามารถรักษาที่ต้นเหตุได้
สีหน้าของเหรินชิงค่อนข้างซับซ้อน
หากตนเองไม่ปรากฏตัว เหล่าเทพเซียนหอผู้คุมที่หลงเหลืออยู่ในโลกหล้าแห่งนี้ คงไม่ต่างอะไรกับเนื้อร้ายที่เติบโตอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด
หากมู่อี้ตายในผนึก ระบบนิเวศโดยรอบนับหมื่นลี้คงต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง กลายเป็นเขตหวงห้ามที่ประหลาดพิสดารอย่างยิ่ง
เหรินชิงไฉนจึงรู้สึกว่าวิชาผู้คุม มีแต่จะทำให้โลกหล้าแห่งนี้ตกสู่ห้วงอเวจีอีกครั้ง
สามปรมาจารย์แห่งเต๋าที่จุติสู่โลกหล้า ตกลงแล้วเป็นมารนอกพิภพจริงหรือ?
เหรินชิงยื่นมือออกมา ฉีกรอยแยกที่เชื่อมต่อไปยังโลกในกระเพาะขึ้นกลางอากาศ ร่างของมู่อี้พลันถูกดูดเข้าไปในโลกในกระเพาะในทันที
มู่อี้ร่วงหล่นลงข้างพฤกษาวิถีสวรรค์ ร่วมสะกดข่มการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์พร้อมกับเหล่าเทพเซียนคนอื่นๆ
สถานการณ์ของพวกเขาล้วนไม่สู้ดีนัก ร่างกายและวิญญาณปรากฏการบิดเบี้ยวผิดรูปในระดับที่แตกต่างกัน กระทั่งตำแหน่งเซียนยังเริ่มไม่มั่นคง
ปัจจุบันเหรินชิงยังคงหาร่องรอยของหานลี่ไม่พบ
เขาตระหนักได้ว่าสถานการณ์ของหานลี่ ไม่น่าจะง่ายดายอย่างที่ซ่งจงอู๋พูด ต่อให้จะต้องปิดด่าน เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในโลกภายนอกตลอดเวลา
เวลาของเหรินชิงมีจำกัด ไม่สามารถค้นหาหานลี่แบบปูพรมได้
เขาจึงได้แต่วางวิญญาณเชื้อราไว้ตามที่ต่างๆ ของโลกหล้าแห่งนี้ ทันทีที่หานลี่ปรากฏตัว เหรินชิงจะสามารถติดต่ออีกฝ่ายผ่านวิญญาณเชื้อราได้
สิ่งเดียวที่เหรินชิงโล่งใจคือ เมื่อดูจากการเชื่อมต่อระหว่างพฤกษาวิถีสวรรค์และตำแหน่งเซียนสวรรค์ อย่างน้อยสามารถรับประกันความปลอดภัยในชีวิตของหานลี่ได้
ก่อนที่เขาจะออกจากโลกในกระเพาะ ได้มองไปยังใต้พฤกษาวิถีสวรรค์
พฤกษาวิถีสวรรค์แผ่แสงเรืองรองออกมา ร่างของเหล่าเทพเซียนบังเกิดเสียงดังฉ่าๆ เลือดเนื้อราวกับเดือดพล่านดั่งน้ำต้ม
ด้วยความเร็วในการฟื้นฟูของพวกเขา อย่างน้อยต้องใช้เวลาห้าพันปีขึ้นไปถึงจะหายเป็นปกติ
เหรินชิงเมื่อเห็นดังนั้นไม่ลังเลอีกต่อไป ควบคุมกิ่งก้านหนึ่งของพฤกษาวิถีสวรรค์ ยื่นเข้าไปในพุทธเกษตรแดนประจิมของวังเมฆา ชี้ตรงไปยังกายเนื้อตถาคตที่อยู่ใจกลาง
กายเนื้อตถาคตแม้จะมีการเซ่นไหว้บูชาจากพระสงฆ์นับหมื่นพัน แต่การยกระดับพลังบำเพ็ญกลับน้อยนิดอย่างยิ่ง
เหรินชิงแทงกิ่งก้านเข้าไปในร่างของกายเนื้อตถาคต ถ่ายโอนการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ของมู่อี้และเหล่าเทพเซียนคนอื่นๆ ไปให้ภูเขาหลิงซาน ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้กายเนื้อตถาคตมีโอกาสเลื่อนขั้นเป็นเซียนสลายศพได้
กิ่งก้านขยับเขยื้อน เพลิงแห่งกรรมถูกส่งมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ภูเขาหลิงซานลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งกรรมอีกครั้ง กายเนื้อตถาคตอาศัยการย่อยสลายการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ พลังบำเพ็ญปรากฏการยกระดับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
สำหรับเหรินชิงแล้ว ประโยชน์ของกายเนื้อตถาคตมีไม่มากนัก
บัดนี้เขาไม่จำเป็นต้องเลื่อนขั้นวิชาอาคมผ่านกระแสข้อมูลอีกต่อไป ดังนั้นในยามปกติ การกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ของร่างกายและวิญญาณแทบจะไม่เพิ่มขึ้น สู้ใช้มาช่วยเหลือเหล่าเทพเซียนฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเสียยังดีกว่า
ดีที่สุดคือสามารถทำให้เหล่าเทพเซียนหายเป็นปกติได้ภายในสองพันปี จากนั้นทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์ครั้งใหญ่
จิตสำนึกของเหรินชิงกลับคืนสู่ร่างต้น หาสถานที่ในเทือกเขาที่ผู้คนไปมาไม่ถึงเพื่อปิดด่าน หลับตาฝึกฝนวิชากำเนิดวิถีสวรรค์ที่อยู่ในระดับเทวะประหลาดแล้ว
กลิ่นอายวิถีสวรรค์ไหลเวียนไปทั่วร่างตามเลือดเนื้อและกระดูก ลวดลายวิถีสวรรค์ที่จารึกไว้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น
ร่างกายของเหรินชิงเอนเอียงเข้าใกล้วิญญาณ ประสิทธิภาพในการฝึกตนค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น กระทั่งพฤกษาวิถีสวรรค์ในโลกในกระเพาะได้รับประโยชน์ไม่น้อย
หนึ่งหมื่นปีต่อจากนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด วิถีเซียนและวิถีเทพจะปรากฏเซียนดินจำนวนมาก กระทั่งต้าหลัวจินเซียน
เหรินชิงวิเคราะห์ถึงปัจจัยสำคัญในนั้น ไม่รับรู้ถึงการไหลผ่านของเวลาเลยแม้แต่น้อย
ความก้าวหน้าของวิชากำเนิดวิถีสวรรค์ลึกซึ้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โลกภายนอกผ่านไปเพียงร้อยปี วิชาอาคมบรรลุถึงระดับเทวะประหลาดที่สมบูรณ์แล้ว อยู่ห่างจากการเลื่อนขั้นเป็นเซียนดินใช้เวลาอีกไม่นาน
เหรินชิงเดินบนเส้นทางการฝึกตนซ้ำอีกครั้ง การช่วยเหลือต่อรากฐานนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง
ข้อสงสัยบางอย่างที่เคยไม่เข้าใจในอดีต บัดนี้หลังจากที่ได้สัมผัสด้วยตนเอง พลันกระจ่างแจ้งในทันที ประตูสู่วิถีสวรรค์เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ตอนที่วิชากำเนิดวิถีสวรรค์ของเหรินชิงเลื่อนขั้นเป็นเซียนดิน เป็นไปอย่างราบรื่นเมื่อถึงเวลา
ลวดลายวิถีสวรรค์เริ่มหยั่งรากลึกลงไปในไขกระดูกและโลหิต ไม่ได้ยึดติดอยู่กับร่างกายอีกต่อไป ทำให้เซลล์ทุกเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
แต่สิ่งที่เหรินชิงสงสัยคือ ในช่วงเวลานั้นหอผู้คุมได้ระดมกำลังคนตามหาหานลี่ ผลลัพธ์คือไม่ว่าจะเป็นโลกในกระเพาะ หรือโลกภายนอก ไม่มีเบาะแสใดๆ ที่หานลี่ทิ้งไว้แม้แต่น้อย
ทำให้เหรินชิงเกิดข้อสันนิษฐานขึ้นมาข้อหนึ่ง
ในเมื่อแม้แต่เขายังไม่สามารถสัมผัสถึงหานลี่ได้ เกรงว่าหานลี่คงจะไม่ได้อยู่ในโลกหล้าแห่งนี้อีกต่อไป อาจจะถูกกักขังอยู่ในโลกย่อยสักแห่ง
อย่างเช่นโลกในกระจก ความฝันระดับลึก หรือกระทั่งสวรรค์มหาอสูรของจอมมารไร้เทียมทาน
การที่จะทะยานสู่สวรรค์มหาอสูรนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ในตอนที่เหรินชิงสร้างรังแพะภูเขาดำ เกือบจะเป็นหานลี่ที่รับผิดชอบการเลี้ยงดูแพะภูเขาดำ
เหรินชิงรีบค้นดูบันทึกเกี่ยวกับหานลี่ในหอต้าเมิ่งในทันที
เป็นจริงดั่งที่เขาคาดไว้ ก่อนที่หานลี่จะหายตัวไปได้จัดซื้ออาภรณ์วิเศษแพะภูเขาดำ และภาชนะที่กักเก็บกลิ่นอายมารฟ้าไว้จริงๆ
เหรินชิงไม่รู้แน่ชัดถึงจุดประสงค์ของหานลี่ ตกลงแล้วถูกบีบให้ทะยานสู่สวรรค์หรือไม่
หากหานลี่ไปรวมกลุ่มกับเถระนิรนามในสวรรค์มหาอสูร เถระนิรนามไม่น่าจะลงมือกับหานลี่ เพียงหวังว่าจะสามารถประคองตัวอยู่ได้จนถึงวันที่ตนเองเลื่อนขั้นเป็นวิถีสวรรค์
เหรินชิงสะกดความคิดฟุ้งซ่านลงอย่างแข็งขัน ตกอยู่ในสภาวะฝึกตนอีกครั้ง
กลิ่นอายวิถีสวรรค์โคจรวิถีโคจรใหญ่อย่างต่อเนื่อง กระตุ้นลวดลายวิถีสวรรค์ของร่างกายและวิญญาณ เส้นสายอันลึกล้ำทีละเส้นแผ่ขยายออกไป
เหรินชิงเบิกตาขึ้นอย่างกะทันหัน ร่างกายและวิญญาณพลันทำท่าทางยกนิ้วขึ้นพร้อมกัน
จะเห็นได้ว่าลวดลายวิถีสวรรค์บนฝ่ามือของร่างกายและวิญญาณ มีลวดลายสองเส้นหลอมรวมเข้าด้วยกันตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ ทำให้ร่างกายและวิญญาณแนบแน่นยิ่งขึ้น
เหรินชิงเผยสีหน้ายินดี เขาเข้าใจว่าเส้นทางของวิชากำเนิดวิถีสวรรค์นั้นเดินมาถูกทางแล้ว
ระดับเซียนดินของวิชากำเนิดวิถีสวรรค์ อันที่จริงคือกระบวนการหลอมรวมร่างกายและวิญญาณ ในที่สุดร่างกายและวิญญาณจะใกล้เคียงกับพฤกษาวิถีสวรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด และอาศัยสิ่งนี้บรรลุเป็นเซียนสลายศพ
เขาได้ก้าวเท้าออกไปก้าวแรกแล้ว ตราบใดที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง วิชาอาคมจะกลับคืนสู่ระดับเซียนสลายศพเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
บัดนี้เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงสองร้อยปี เวลาที่จอมมารไร้เทียมทานจะจุติสู่โลกหล้ายังมีเหลือเฟือ
การคาดการณ์ของเหรินชิงเกี่ยวกับจอมมารไร้เทียมทาน เป็นการอ้างอิงจากระยะเวลาห่างในการมาถึงของสามปรมาจารย์แห่งเต๋า ย่อมต้องมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วจอมมารไร้เทียมทานกับสามปรมาจารย์แห่งเต๋าไม่ถูกกันเลยแม้แต่น้อย
“ต้องรีบฉวยโอกาสนี้ไว้ หลังจากที่จอมมารไร้เทียมทานมาถึง เกรงว่าคงจะต้องลงไม้ลงมือกับสามปรมาจารย์แห่งเต๋า นี่คือโอกาสเดียวของข้า…”
ในดวงตาของเหรินชิงฉายประกายเฉียบแหลม ศึกประชันวิถีสวรรค์ย่อมไม่ว่างมาสนใจตนเอง ถึงจะสามารถลองเลื่อนขั้นเป็นวิถีสวรรค์ และเดินออกจากกระดานหมากนี้ได้อย่างสิ้นเชิง
เขากวาดตามองสถานการณ์ของโลกในกระเพาะ เลือกที่จะปิดด่านต่อไป
โลกในกระเพาะผ่านไปแล้วกว่าพันปี มีกายเนื้อตถาคตคอยถ่ายโอนการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ สถานการณ์ของเหล่าเทพเซียนย่อมต้องดีขึ้นมากอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะมหาปราชญ์ต้าเมิ่งที่เป็นต้าหลัวจินเซียน
มหาปราชญ์ต้าเมิ่งโดยพื้นฐานแล้วหายเป็นปกติ สามารถแบ่งสมาธิไปบรรลุวิถีสวรรค์แห่งความฝันบนพฤกษาวิถีสวรรค์ได้ พร้อมกับสะกดข่มอาการบาดเจ็บไปด้วย
วิถีเทพไม่ทำให้ผิดหวัง เข้าสู่ช่วงเวลาที่ระดับการหลอมอาวุธพัฒนาอย่างรวดเร็ว
เซียนธูปเทียนเหมาะสมกับการหลอมยาหลอมอาวุธอย่างยิ่ง พวกเขาไม่จำเป็นต้องฝึกฝนวิชาอาคม และไม่ต้องใช้เวลาทั้งสิบสองชั่วยามในการย่อยสลายธูปเทียน
หาอะไรทำบ้าง ย่อมดีกว่าคิดหาเรื่องไปทั่วทั้งวัน
โจวจั้วซานประจำการอยู่ที่สวรรค์ ช่วยเหลือเซียนธูปเทียนวิจัยและพัฒนาอาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูง และหุ่นเชิดทหารสวรรค์ขุนพลสวรรค์
เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อศึกประชันวิถีสวรรค์
สวรรค์ไหนเลยจะกล้าเกียจคร้าน ท้ายที่สุดแล้ววิถีเทพถูกผูกมัดอยู่บนเรือลำเดียวกับวิถีสวรรค์โดยสิ้นเชิง
หากเหรินชิงตัวตายเต๋าดับ ต่อให้โลกในกระเพาะจะสามารถหลงเหลืออยู่ได้ แต่พฤกษาวิถีสวรรค์ย่อมต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน ชะตากรรมของสวรรค์จะเป็นเช่นใดสุดจะคาดเดา
สวรรค์ตึงเครียดมากกว่าหอผู้คุมเสียอีก หากพ่ายแพ้คือไม่มีวันได้ผุดได้เกิดตลอดไป
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เหล่าเซียนธูปเทียนของสวรรค์จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจศึกษาการหลอมโอสถและอาวุธ ทุกๆ หลายปีที่ผ่านไป เก้าชั้นฟ้าจะแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
กระทั่งโลกมนุษย์และยมโลกยังได้รับผลกระทบ จงใจหรือไม่จงใจเริ่มสะสมกำลังรบ
แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายพันปี ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะลืมเลือนเรื่องการมาถึงของวิถีสวรรค์ไปแล้ว แต่สถานการณ์ที่มองไม่เห็นกลับยิ่งกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากผ่านไปอีกห้าร้อยปี วิชากำเนิดวิถีสวรรค์ของเหรินชิงบรรลุถึงระดับเซียนสลายศพ และทุ่มสุดตัวเพื่อจู่โจมวิถีสวรรค์ โลกในกระเพาะไม่สามารถติดต่อเหรินชิงได้อีกโดยสิ้นเชิง
เทพเซียนในสามภพต่างเริ่มต่อสู้กันภายในอย่างพร้อมเพรียงกัน
ไม่ใช่ว่าฉวยโอกาสตอนที่เหรินชิงปิดด่านเพื่อแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการซ้อมรบครั้งใหญ่ที่กินเวลานานหลายพันปี ทำให้สรรพชีวิตล้วนมีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นหมากบนกระดาน
ต่อให้จะมีการเสียสละเกิดขึ้น เพียงแค่เพิ่มจำนวนสายศพให้ยมโลกเท่านั้น
ม่านฉากแห่งสงครามได้เปิดขึ้นแล้ว
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า เหตุใดฝ่ายเซียนและฝ่ายเทพที่ต่างคนต่างอยู่มาโดยตลอด กลับต้องตกอยู่ในการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานและไม่ตายกันไปข้างหนึ่งอย่างน่าประหลาด
หอผู้คุมและสวรรค์ต่างยึดครองพื้นที่ทางเหนือและใต้ของโลกมนุษย์ ใช้แม่น้ำที่ทอดยาวนับหมื่นลี้ในโลกในกระเพาะเป็นเส้นแบ่งเขตแดน เปลี่ยนพื้นที่นับพันลี้ให้กลายเป็นสมรภูไม่อาจ
ต่อมา ปรากฏการณ์อันน่าตื่นตาปรากฏขึ้นในแม่น้ำ
ภายใต้การขับเคลื่อนของสายน้ำที่ไหลเชี่ยวไม่หยุดนิ่ง ฟ้าดินถูกแบ่งแยกออกเป็นสามชั้น
โลกชั้นบนประกอบขึ้นจากทะเลเมฆผืนใหญ่ สามารถมองเห็นร่างเงาของเทพเซียนกำลังต่อสู้พัวพันกันอยู่ในนั้น ราวกับลานประลองของนักโทษประหาร จนกระทั่งฝ่ายหนึ่งสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิงถึงจะหยุดลง
โลกชั้นกลางลอยอยู่กลางอากาศ เรือรบเลือดเนื้อที่มีรูปแบบของหอผู้คุมทีละลำตั้งอยู่ทางทิศใต้ ส่วนเรือรบของสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่อลังการกว่า ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยพลังธูปเทียน
แม้ว่าสวรรค์จะสามารถเข้าออกเมืองฝันได้แล้ว แต่ขอบเขตกิจกรรมกลับไม่ใหญ่นัก และโควตารวมศูนย์อยู่ที่เซียนสุริยันจันทราที่เป็นผู้บริหารระดับสูง
นี่เป็นสิ่งที่โจวจั้วซานจงใจทำเช่นกัน ส่วนใหญ่เพื่อต้องการให้หอผู้คุมและสวรรค์ พัฒนาอารยธรรมการฝึกตนที่แตกต่างกันออกไปตามกาลเวลา
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ความคิดของโจวจั้วซานนั้นไม่ผิด
โลกชั้นล่างคือผู้ฝึกตนระดับต่ำ และสายปีศาจจงใจส่งอสูรสัตว์จำนวนมากออกไป เพื่อทดสอบการขนส่งเสบียงและยุทธปัจจัย
ทั้งสองฝ่ายไม่คิดที่จะต่อสู้กันจริงๆ ดังนั้นจึงพยายามใช้เครื่องจักรสงครามเป็นหลัก
มีเพียงสงครามเท่านั้น คือหนทางที่ดีที่สุดในการทดสอบอาวุธ และยังสามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของกันและกัน พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุถึงระดับที่โจวจั้วซานต้องการในที่สุด
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การบาดเจ็บล้มตายของบุคลากรจึงถูกรักษาไว้ในระดับต่ำสุด
หอผู้คุมเตรียมยาเม็ดและยุทธปัจจัยไว้จำนวนมาก ตราบใดที่ไม่ใช่ร่างกายแหลกละเอียด สามารถผ่านมู่อี้และยาเม็ดช่วยชีวิตกลับมาได้
ต่อให้จะเสียชีวิต ร่างกายและวิญญาณจะถูกนำไปหลอมสร้างเป็นเจียงซือเป็นลำดับแรก
โจวจั้วซานนั่งอยู่ในชั้นฟ้าที่หนึ่งของวังเมฆา เห็นได้ชัดว่าเป็นตำหนักที่สวรรค์สร้างขึ้นเพื่อเหรินชิง บัดนี้กลับถูกมอบให้โจวจั้วซานจัดการโดยสิ้นเชิง
ด้านหนึ่งเพราะโจวจั้วซานเป็นศิษย์ของเหรินชิง อีกด้านหนึ่ง เขาดูเหมือนจะสามารถปกครองทั้งวิถีเซียนและวิถีเทพได้แล้ว
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า ผู้ที่กุมอำนาจโดยรวมจะไม่ใช่มหาปราชญ์ต้าเมิ่ง ไม่ใช่ซ่งจงอู๋ หรือเซียนดินผู้มากประสบการณ์
หอผู้คุมกลับยอมรับโดยปริยายว่าโจวจั้วซานมีสิทธิ์ในการเคลื่อนย้ายผู้ฝึกตนนับหมื่นพัน ขณะเดียวกันสวรรค์เพราะการกดข่มของเหรินชิงก่อนหน้านี้ เลือกที่จะยอมสยบอยู่ใต้บัลลังก์ของเขา
ด้วยชื่อเสียงของโจวจั้วซาน อันที่จริงไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนยอมรับได้เลย
ความแข็งแกร่งของเขาเป็นเพียงระดับเทวะประหลาด จนถึงบัดนี้ยังไม่สามารถผ่านพ้นเคราะห์กรรมเซียนสวรรค์ได้ และไม่เคยคิดที่จะอาศัยทรัพยากรอันน่าสะพรึงกลัวของผู้หลอมอาวุธเพื่อสำเร็จเป็นเซียน
ที่โจวจั้วซานได้รับการยอมรับจากผู้ฝึกตนหลายร้อยล้าน เป็นเพราะเขาได้เลือกเส้นทางที่ยากลำบากที่สุดเพื่อศึกประชันวิถีสวรรค์ครั้งนี้
ยอมเป็นศิลาฤกษ์ให้แก่วิถีเซียนและวิถีเทพ
โจวจั้วซานทอดทิ้งร่างกายที่แก่ชราไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนเลือดเนื้อและกระดูกให้กลายเป็นศาสตราวุธวิเศษโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะศีรษะที่ใหญ่ถึงสิบเมตร
พื้นผิวของศีรษะมีรอยแตกอยู่ไม่น้อย สามารถมองเห็นข้างในถูกเติมเต็มด้วยเนื้อเยื่อคล้ายผลึก เลือดเนื้อเทียมที่ถักทออย่างหนาแน่นแทรกซึมอยู่ข้างใน ส่งสารอาหารไปยังสมองที่เป็นแกนกลางที่สุด
เพื่อรับประกันการหล่อเลี้ยงสมอง สารอาหารล้วนมาจากทรัพยากรที่ผลิตในชั้นฟ้าที่หนึ่ง เทียบเท่ากับผลประโยชน์เกือบหนึ่งส่วนของเมืองฝันในแต่ละวัน
โจวจั้วซานมองดูสมรภูไม่อาจในโลกมนุษย์ รวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแง่มุม
เขาเพื่อที่จะไม่ทำให้เหรินชิงผิดหวัง จึงยอมที่จะบีบคั้นพลังงานชีวิตของตนจนเหือดแห้ง ต้องยกระดับโลกในกระเพาะให้ถึงระดับที่เพียงพอต่อการชี้ขาดสถานการณ์ในศึกประชันวิถีสวรรค์ให้ได้ภายในหนึ่งหมื่นปี
โจวจั้วซานเข้าใจว่า หากการเลื่อนขั้นเป็นวิถีสวรรค์ของเหรินชิงไม่ราบรื่น
พวกเขาเกรงว่าคงจะต้องเผชิญหน้ากับอานุภาพที่เหลืออยู่ของวิถีสวรรค์เพียงลำพัง ทันทีที่พ่ายแพ้ นั่นไม่เพียงแต่โลกในกระเพาะจะพังทลายอย่างง่ายดาย แม้แต่เหรินชิงจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ศีรษะของโจวจั้วซานสั่นไหววูบหนึ่ง จากนั้นในปากมีเสียงโลหะที่ทรงพลังดังขึ้น
“ภัยพิบัติของจอมมารไร้เทียมทาน ย่อมต้องพัวพันมาถึงโลกในกระเพาะอย่างแน่นอน กระทั่งอาจจะดึงพวกเราเข้าไปในกระดานหมากของศึกประชันวิถีสวรรค์ด้วย”
“ต่อไป… เกรงว่าคงจะต้องเผชิญหน้ากับสวรรค์แล้ว”
(จบตอน)