- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 627 สามปรมาจารย์แห่งเต๋าผู้ยากจะหยั่งถึง
บทที่ 627 สามปรมาจารย์แห่งเต๋าผู้ยากจะหยั่งถึง
บทที่ 627 สามปรมาจารย์แห่งเต๋าผู้ยากจะหยั่งถึง
ศาสตราวุธวิเศษรูปทรงเมฆหมอกสว่างวาบผ่านไป เผยให้เห็นพลังอาคมอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากศาสตราวุธวิเศษอย่างชัดเจน ทั้งยังปรากฏสีเขียวอมฟ้าจางๆ
ชาวนาในทุ่งนาต่างมองไปยังเมฆหมอกนั้น อดไม่ได้ที่จะแสดงแววตาเคารพยำเกรง
กระทั่งมีชาวนาหลายคนคุกเข่าลงกับพื้น อธิษฐานขอให้เซียนคุ้มครองลูกเล็กเด็กแดงในบ้าน หรือขอให้ปีหน้าฟ้าฝนเป็นใจ
พวกเขาอาจจะไม่ได้พบเห็นผู้ฝึกตนเลยสักครั้งในช่วงชีวิตหลายสิบปี ย่อมต้องปฏิบัติดั่งเป็นเซียน อยากจะนำสัตว์สามชนิดมาเซ่นไหว้บูชาเสียเดี๋ยวนั้น
แม้ว่าโลกหล้าแห่งนี้สำนักเต๋าจะรุ่งเรือง แต่สำนักต่างๆ ล้วนตั้งอยู่ในป่าลึกภูเขาสูง คนธรรมดาน้อยนักที่จะได้พบเจอเซียน อีกทั้งยังสร้างกระแสที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ มองปราดเดียวรู้ว่าพลังบำเพ็ญของท่านเซียนสูงล้ำเพียงใด
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…
มีกระบี่บินอีกหลายเล่มหายลับไปสุดขอบฟ้า หมู่เมฆถูกตัดขาดออกจากกันอย่างเป็นระเบียบ
ชาวนาพลันตระหนักถึงความผิดปกติ หรือว่าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีปีศาจจุติสู่โลก จึงได้ดึงดูดเหล่าเซียนจำนวนมากให้มุ่งหน้าไปรวมตัวกัน?
ขบวนรถม้าและผู้คนบนถนนหลวง ต่างหยุดฝีเท้าลงโดยพร้อมเพรียง สนทนากันถึงเรื่องราวของเหล่าเซียน
พ่อค้าเร่บางคนที่ข่าวสารว่องไว พลันนึกถึงข่าวลือเมื่อครึ่งเดือนก่อนได้ รีบหันหลังกลับและล่าถอยไปในทิศทางตรงกันข้ามทันที
พวกเขาได้ยินมาว่าอารามสามชิงเพราะเรื่องปีศาจ ประตูสำนักถึงได้ปิดตายโดยสมบูรณ์ และตำแหน่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
บางทีสำนักเต๋าอาจจะกำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพราะปีศาจจริงๆ เพียงหวังว่าจะไม่พัวพันมาถึงคนธรรมดา
ความจริงเป็นดั่งที่คนธรรมดาคาดการณ์ไว้ ลำแสงแห่งการเหินหาวทีละสายมุ่งเข้าใกล้อารามสามชิง รวบรวมยอดฝีมือของสำนักเต๋าจากทั่วสารทิศมาไว้ด้วยกัน
พวกเขาหยุดฝีเท้าลงนอกประตูสำนัก หลังจากแลกเปลี่ยนคำพูดกันอย่างง่ายๆ มองไปยังอารามสามชิงอยู่ไกลๆ กลับพบว่าประตูสำนักถูกหมอกหนาปกคลุมไปนานแล้ว
นักพรตสุ่ยเหิงขมวดคิ้วแน่น หันหน้าไปมองนักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงที่อยู่ข้างกาย
นักพรตสุ่ยเหิงคือเจ้าสำนักชิงเฉิง เมื่อสามร้อยปีก่อนก้าวเข้าสู่ระดับเซียนเหนือพื้นดินแล้ว
ส่วนนักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงนั้นมาจากสำนักกระบี่เซวียนหยวน มีสถานะเทียบเท่าปรมาจารย์อาวุโส อายุพันปีแล้ว เช่นเดียวกันเป็นเซียนเหนือพื้นดิน
พวกเขาในฐานะตัวแทนของสำนักเต๋า ยืนอยู่บนยอดหน้าผา
เหล่านักพรตที่เหลือแม้ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูงของแต่ละสำนัก แต่ยังห่างไกลจากขอบเขตเซียนเหนือพื้นดินอยู่มาก ดังนั้นจึงจงใจถอยหลังอยู่หลายเมตร ไม่กล้าแทรกคำพูดแม้แต่น้อย
ได้รับสาสน์จากชิงเสวียนซ่างเหรินเมื่อสิบกว่าวันก่อน
พวกเขาเดิมทีคิดว่าแค่เกี่ยวข้องกับผู้ฝึกตนสายมารของอารามอู่จวงกวน จึงทำให้เจดีย์ผนึกมารเกิดการอาละวาด ไม่เชื่อเรื่องไร้สาระอย่างปีศาจจุติสู่โลกเลยแม้แต่น้อย จึงไม่ได้รีบร้อนเดินทางมายังอารามสามชิง
คาดไม่ถึงว่า อารามสามชิงจะสูญเสียการติดต่อกับโลกภายนอกไปอย่างกะทันหัน
พวกเขาจึงรีบรุดมา ถึงได้รู้ว่าประตูสำนักของอารามสามชิงปิดตายไปแล้ว จะติดต่อชิงเสวียนซ่างเหรินอย่างไรไร้ผล
“อีกเพียงไม่กี่ลี้จะถึงอารามสามชิง แต่ที่นี่กลับมีบางอย่างไม่ถูกต้องนัก”
นักพรตสุ่ยเหิงอดกล่าวไม่ได้ สภาพแวดล้อมของเทือกเขาโดยรอบนั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่กลับไม่มีสีเขียวแม้แต่น้อย
ดินปรากฏเป็นสีดำสนิท ราวกับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่ไม่อาจล่วงรู้ได้
“ไอปีศาจช่างรุนแรงนัก”
สีหน้าของนักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงเคร่งขรึม เค้นเสียงสี่คำออกมาจากไรฟัน จากนั้นใช้นิ้วเกี่ยว หยวนภูตจางๆ สายหนึ่งตกลงบนฝ่ามือ
หยวนภูตเดิมทีมีคุณสมบัติกัดกร่อน เมื่อปะทะกับพลังอาคมพลันส่งเสียงดังฉ่าๆ
“เฮือก”
หากไม่ใช่นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงตอบสนองได้ทันท่วงที หยวนภูตเกรงว่าคงจะกัดกร่อนผิวหนังไปแล้ว แม้แต่พลังอาคมของเซียนเหนือพื้นดินยังไม่อาจต้านทาน
แววตาของเขาฉายประกายประหลาด หยวนภูตสายนั้นเมื่อครู่ยังไม่นับว่าเป็นการฝึกปราณเปลี่ยนเป็นชี่ด้วยซ้ำ อย่างมากที่สุดแค่ระดับเพิ่งจะเริ่มต้น แต่กลับสามารถทำให้พลังอาคมของตนเองตกอยู่ในภาวะพ่ายแพ้ได้
หากเขาสามารถค้นพบความลับของหยวนภูตได้ เช่นนั้นแล้วจะสามารถก้าวหน้าต่อไปได้อีกขั้นหรือไม่
นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงนึกถึงการที่ตนเองติดอยู่ในระดับเซียนเหนือพื้นดินมาหลายร้อยปี หยวนภูตจะเกี่ยวข้องกับปฐมแห่งเซียนดินหรือไม่นั้นไม่สำคัญอีกต่อไป กระทั่งเขายังเคยแอบพยายามค้นหาซากกระดูกของปฐมแห่งเซียนดินด้วยซ้ำ
เพียงแต่ซากกระดูกปฐมแห่งเซียนดินนั้น ไม่เข้ากับวิชาสายหลักของฝ่ายธรรมะ
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ…”
นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงคิดจะเก็บหยวนภูต แต่กลับพบว่าศาสตราวุธวิเศษเก็บของถูกทำลายทันทีที่สัมผัส ไม่ต้องพูดถึงการใช้พลังอาคมห่อหุ้มเลย
หยวนภูตราวกับเป็นพลังอาคมของเซียน คนธรรมดาสามัญไม่อาจควบคุมได้
เมื่อเทียบกับนักพรตเฒ่าฮว่าเฟิง นักพรตสุ่ยเหิงกลับหวาดเกรงหยวนภูตอย่างยิ่ง
ทั้งสองคนสงสัยว่าอารามสามชิงอาจจะล่มสลายไปแล้ว มิฉะนั้นคงไม่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประหลาดเช่นนี้ สัตว์ป่าแมลงต่างๆ ล้วนไม่เห็นร่องรอย
“ท่านอาวุโสฮว่าเฟิง พวกเราเรียกสหายร่วมเต๋ามาเพิ่มอีกหน่อยแล้วค่อยไปยังอารามสามชิงจะดีกว่า เผื่อว่าจะได้พบเจอกับปีศาจชั่วร้ายที่ยากจะรับมือไหว…”
นักพรตสุ่ยเหิงยังพูดไม่ทันจบ นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงกลายเป็นแสงสว่างวาบหายไปในทันที มุ่งหน้าไปยังอารามสามชิงด้วยความเร็วสูงสุด
“สำนักเต๋าตกอยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว ยังจะคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนอีก”
นักพรตสุ่ยเหิงส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา แต่หัวใจกลับเต้นเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไล่ตามร่างของนักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงไปโดยไม่ลังเล
ทั้งสองคนไม่ทันได้ตระหนักว่า ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้อารามสามชิงมากเท่าใด ความละโมบราวกับจะถูกขยายใหญ่ขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด
ความคิดฟุ้งซ่านผุดขึ้นมาในใจ มีทั้งความปรารถนาที่จะสำเร็จเป็นเซียนบรรลุเต๋า มีทั้งความกลัวตาย หรือกระทั่งความอาฆาตมาดร้ายที่คิดจะเหยียบย่ำซ้ำเติม
เหล่านักพรตที่เหลือแม้จะมีเซียนเหนือพื้นดินสองคนคอยคุมเชิงอยู่ แต่จิตใจแตกต่างกันไปนานแล้ว ทอดทิ้งจุดประสงค์ที่มาในตอนแรกไปจนหมดสิ้น
พวกเขาใช้เวลาเพียงครู่เดียว มาถึงอารามสามชิง
จนกระทั่งเมื่อเผชิญหน้ากับประตูสำนักอารามสามชิงที่พังพินาศยับเยิน เหล่านักพรตถึงได้สติกลับคืนมาอย่างกะทันหัน สีหน้าอดไม่ได้ที่จะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เกิดความรู้สึกอยากจะหันหลังกลับและจากไป
เห็นเพียงยอดเขาทั้งลูกกลับขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า ดินกลายเป็นสีแดงเข้ม พื้นผิวยังปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์คล้ายเส้นเลือดทีละเส้น หยวนภูตสีเทาดำแผ่กระจายไปทั่วทุกหนแห่งในหุบเขา
สิ่งปลูกสร้างไม่ดีไปกว่ากัน ล้วนปรากฏร่องรอยการกลายเป็นเลือดเนื้อมีชีวิต ทำให้ผู้คนขนหัวลุก
สิ่งที่ทำให้พวกเขาหวาดผวาที่สุดคือ ศิษย์หลายพันคนของอารามสามชิงไม่มีผู้ใดรอดพ้น กลับกลายเป็นไข่โลหิตสีดำแดงทีละฟอง ข้างในนั้นสามารถมองเห็นร่างมนุษย์กำลังฟูมฟักอยู่ลางๆ
เจดีย์ผนึกมารในฐานะต้นตอของภัยพิบัติ เอนเอียงล้มลงอยู่บนพื้น ที่เดิมเหลือเพียงหลุมลึกขนาดหลายร้อยเมตร เห็นได้ชัดว่ามีสัตว์ประหลาดยักษ์คลานออกมาจากส่วนลึกของใต้ดิน
ในรัศมีร้อยเมตรจากหลุมลึก วางกระถางสำริดสามขาทองเหลืองทีละใบ ธูปเทียนข้างในเพิ่งจะมอดดับไปไม่นาน เห็นได้ชัดว่าใช้สำหรับบูชาตัวตนที่ไม่อาจบรรยายได้ซึ่งอยู่ในหลุมลึก
ยากที่จะจินตนาการได้ว่า ปีศาจที่ถือกำเนิดขึ้นมานั้นจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ขนาดตัวอย่างน้อยร้อยเมตร สามารถทำให้ศิษย์อารามสามชิงยอมศิโรราบได้อย่างเต็มใจ
นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงสูดหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสกระถางสำริดทองเหลือง
กระถางสำริดทองเหลืองยังคงแผ่ไออุ่นออกมา เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะมีธูปเทียนลุกไหม้ไปไม่นาน เวลาที่มาถึงของพวกเขา อาจจะไม่ต่างกันเกินหนึ่งชั่วยาม
“ผีอะไรกันวะ?”
นักพรตสุ่ยเหิงยิ่งคิดยิ่งหวาดกลัว หรือว่าปีศาจตนนั้นจะสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังจะมาถึง? ปุ ปุ ปุ…
ในขณะนั้น เสียงไข่เลือดเนื้อแตกออกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศิษย์อารามสามชิงทีละคนเจาะออกมาจากไข่ ร่างกายอาบชุ่มไปด้วยของเหลวหนืดข้น
สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง ลืมเลือนความทรงจำในช่วงหลายวันที่ผ่านมาไปแล้ว
เหล่านักพรตรีบตรวจสอบศิษย์อารามสามชิง พบว่าร่างกายของอีกฝ่ายไม่มีความผิดปกติใดๆ แม้แต่น้อย พลังอาคมดูเหมือนจะไม่ได้รับความเสียหาย
“ชิงเสวียนเล่า ชิงเสวียนเล่า?!!”
นักพรตสุ่ยเหิงตะโกนถาม รีบร้อนค้นหาชิงเสวียนซ่างเหริน
นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงจ้องมองเข้าไปในประตูสำนักอย่างเหม่อลอย จากนั้นหลับตาสัมผัสถึงความอัศจรรย์ของหยวนภูต สีหน้าเริ่มพร่ามัว
ในตอนที่นักพรตสุ่ยเหิงสังเกตเห็นชิงเสวียนซ่างเหริน อีกฝ่ายเพิ่งจะทะลวงออกมาจากไข่เลือดเนื้อพอดี
ในปากของชิงเสวียนซ่างเหรินพึมพำถ้อยคำว่า “ปรมาจารย์แห่งเต๋ามาถึงแล้ว” สภาวะจิตใจไม่มั่นคงอย่างยิ่ง แต่ร่างกายและวิญญาณกลับไม่ได้รับความเสียหาย
“ปรมาจารย์แห่งเต๋ามาถึงแล้ว? พวกเจ้าไปสัมผัสกับปีศาจชั่วร้ายอะไรมากันแน่?”
นักพรตสุ่ยเหิงไล่ต้อนถาม ชิงเสวียนซ่างเหรินพอได้สติกลับคืนมาบ้าง แต่เพิ่งจะคิดตอบ กลับพบว่าความทรงจำสับสนวุ่นวายอย่างยิ่ง
ภายใต้แรงกระตุ้นของความเจ็บปวด สติของเขาตกอยู่ในความพร่ามัว สองมือกุมศีรษะทุบตีอย่างบ้าคลั่ง เลือดกำเดาไหลออกมาจากโพรงจมูก
จากนั้น เรื่องที่ทำให้เหล่านักพรตต้องตะลึงเกิดขึ้น
การกลายสภาพเป็นเลือดเนื้อของตำหนักในอารามสามชิงกลับถดถอยอย่างรวดเร็ว สิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่สภาพเดิมในพริบตา ต้นไม้ใบหญ้าที่เหี่ยวเฉากลายเป็นเถ้าธุลี และมีหน่อใหม่งอกเงยขึ้นมาจากผืนดิน
หยวนภูตที่แผ่กระจายไปทั่วฟ้าดิน ราวกับไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ไม่! ไม่!! ไม่!!!”
“วาสนาเซียนของข้า โอกาสสำเร็จเป็นเซียนบรรลุเต๋าของข้า ปรมาจารย์แห่งเต๋า ปรมาจารย์แห่งเต๋า!!!”
นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงคำรามอย่างสิ้นหวัง สองมือปล่อยพลังอาคมมหาศาลออกมา พยายามที่จะรวบรวมหยวนภูตของอารามสามชิง แต่กลับพบว่าหยวนภูตนั้นราวกับเม็ดทรายระหว่างนิ้วมือ ไม่อาจคว้าจับไว้ได้เลย
“เฒ่าสารเลว เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!!”
นักพรตสุ่ยเหิงคว้าชุดคลุมเต๋าของนักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงไว้ บังคับควบคุมอีกฝ่ายไว้ เพื่อไม่ให้ทำลายรากฐานหลายพันปีจนพังพินาศ
“ข้าบ้าไปแล้ว?”
“เจ้าลืมตาดูเถิด พวกเขาเห็นได้ชัดว่ากำลังผ่านการชำระล้างของวาสนาเซียน เพียงเพราะปรมาจารย์แห่งเต๋าไม่ต้องการปรากฏกาย จึงได้เป็นเพียงฝันข้าวฟ่างเหลืองเท่านั้น”
นักพรตเฒ่าฮว่าเฟิงสะบัดนักพรตสุ่ยเหิงออกอย่างดื้อรั้น ไล่ตามหยวนภูตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
นักพรตสุ่ยเหิงมองไปรอบๆ อย่างสับสน ศิษย์อารามสามชิงต่างฟื้นคืนสติขึ้นมาทีละคน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด
ปีศาจชั่วร้าย หรือว่าปรมาจารย์แห่งเต๋า?
พวกเขาหารู้ไม่ว่า เหตุและผลทั้งหมดล้วนมาจากเหรินชิง
และตัวเหรินชิงเองยืนอยู่บนยอดเจดีย์ผนึกมาร ใช้มุมมองของบุคคลภายนอก เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอารามสามชิง
เขายืนยันว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่นแล้ว จึงได้ใช้วิชามารฟ้าเข้าสิงหายไปในทันที
ในสายตาของเหรินชิง อารยธรรมผู้ฝึกตนที่สามปรมาจารย์แห่งเต๋าเริ่มต้นขึ้นมาใหม่นั้น ไม่อาจเทียบเคียงกับยุคก่อนหน้าได้ สิ่งที่เรียกว่าเซียนเหนือพื้นดิน อย่างมากที่สุดเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับเทพหยางเท่านั้น
กระทั่งเพราะการพัฒนาการหลอมอาวุธที่ล้าหลัง เซียนเหนือพื้นดินยังด้อยกว่าระดับเทพหยางอยู่มาก
แต่เหรินชิงสังเกตเห็นสถานที่ที่ผิดปกติอยู่หลายแห่ง
อย่างแรกคือซ่งจงอู๋และคนอื่นๆ ความแข็งแกร่งของพวกเขาเห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือโลกหล้าแห่งนี้ แต่เหตุใดหลายพันปีจึงได้สร้างเพียงอารามอู่จวงกวนที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ขึ้นมา และตัวพวกเขายอมสยบอยู่ในความมืด
เหรินชิงเพราะต้องฝึกฝนวิชาอาคมใหม่ จึงไม่สามารถติดต่อพวกเขาได้โดยตรง ทำได้เพียงรับรู้ตำแหน่งของคนไม่กี่คนได้ลางๆ เท่านั้น
นอกจากนี้ โลกที่สามปรมาจารย์แห่งเต๋าสร้างขึ้นมาใหม่อย่างยากลำบาก เหตุใดจึงรู้สึกว่าไร้ความหมายเช่นนี้
สามปรมาจารย์แห่งเต๋าไม่มีทีท่าว่าจะแทรกแซงต่อไปเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าจุดประสงค์ในการมาถึง เป็นเพียงเพื่อทำลายโลกเดิม และสร้างโลกใหม่ขึ้นมาเท่านั้น
เหรินชิงเต็มไปด้วยความงุนงง
ในช่วงที่เขาว่างเว้นอยู่ที่อารามสามชิง ได้อ่านตำรามาไม่น้อย สังเกตเห็นว่าประวัติศาสตร์ของสำนักเต๋านั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง กลับสามารถสืบย้อนไปได้ถึงยุคดึกดำบรรพ์เมื่อสิบกว่าหมื่นปีก่อน
แต่ในช่วงหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา สำนักเต๋ากลับมีช่วงเวลาที่ว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด
เหรินชิงขบคิดอย่างละเอียด ช่วงเวลาที่ว่างเปล่านั้นคือหลายพันปีหลังจากที่สามปรมาจารย์แห่งเต๋ามาถึง อารยธรรมในปัจจุบันอาจจะเป็นอีกโลกหนึ่ง มิฉะนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้
สามปรมาจารย์แห่งเต๋าล้วนเป็นมารนอกพิภพ เขาจึงยากที่จะใช้ความคิดปกติทำความเข้าใจได้
เหรินชิงส่ายหน้า ตัดสินใจว่าจะหาที่สักแห่งเพื่อสะกดข่มการกลายสภาพให้หมดสิ้นก่อน แล้วจึงค่อยฝึกฝนวิชากำเนิดวิถีสวรรค์ให้บรรลุถึงขั้นเซียนสลายศพที่สมบูรณ์
ความเคลื่อนไหวที่เขาก่อขึ้นในอารามสามชิง ตราบใดที่ผู้ฝึกตนของหอผู้คุมไม่ได้กำลังปิดด่าน ย่อมต้องมาสืบหาข่าวคราวอย่างแน่นอน
เหรินชิงสุ่มหาถ้ำในเทือกเขาแห่งหนึ่ง หลังจากขับไล่สัตว์ป่าโดยรอบแล้ว เริ่มฝึกฝนวิชากำเนิดวิถีสวรรค์อย่างไม่หยุดพัก
โลกหล้าแห่งนี้หลังจากที่ถูกสามปรมาจารย์แห่งเต๋าสร้างขึ้นมาใหม่ โลหะเหลือเพียงแร่ทองแดง จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ทองแดงแพร่หลายทั้งในโลกเซียนและโลกมนุษย์
เหรินชิงรู้สึกว่า หากทรัพยากรยังคงจำกัดเพียงนี้ต่อไป โลกหล้าแห่งนี้ย่อมไม่นับว่าสมบูรณ์
อารยธรรมผู้ฝึกตนขาดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไป เซียนเหนือพื้นดินระดับเทพหยางคือขีดจำกัดแล้ว กระทั่งยังด้อยกว่าโลกในกระเพาะเสียอีก
อย่างน้อยโลกในกระเพาะอยู่ภายใต้การคุ้มครองวิชาอาคมของเหรินชิง ความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดการกลายสภาพของร่างกายและวิญญาณถูกลดลงจนต่ำที่สุดแล้ว ต่อให้มีการกลายสภาพ ยังมียาเม็ดที่ใช้สะกดข่มการกลายสภาพ
บัดนี้เหรินชิงแทบจะไม่ได้เข้าไปแทรกแซงโลกในกระเพาะแล้ว
ญาติสนิทมิตรสหายที่คุ้นเคยในตอนนั้น ถ้าไม่ใช่อายุขัยหมดสิ้นนั่งสมาธิมรณภาพไป กำลังฝึกฝนวิชาศพอย่างขมขื่นอยู่ในยมโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปนานแล้ว
แม้แต่สภาวะจิตใจของเขาเอง ไม่อาจหลีกเล้นการชะล้างของกาลเวลาได้
เหรินชิงยากที่จะหาความมุทะลุในตอนที่เพิ่งจะสัมผัสกับการฝึกตนในอดีตกลับคืนมาได้อีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกันยิ่งยึดติดกับการหลุดพ้นจากวิถีสวรรค์มากขึ้น
ความยึดติดของเขามาจากความสับสนในแผนการของสามปรมาจารย์แห่งเต๋า และมาจากความอัดอั้นตันใจที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อื่น วิธีการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ล้วนต้องก้าวข้ามคอขวดของเซียนสลายศพนั้นไปให้ได้
เหรินชิงโคจรจิตวิชากำเนิดวิถีสวรรค์ กลิ่นอายไหลเวียนไปทั่วร่างในเส้นลมปราณพิเศษแปดสาย
หลังจากที่วิชากำเนิดวิถีสวรรค์มาถึงระดับเทพหยาง การสะสมกลิ่นอายวิถีสวรรค์ไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจารึกกฎเกณฑ์ของวิถีสวรรค์ลงในเลือดเนื้อและกระดูก ทำให้ร่างกายและวิญญาณเกิดเสียงสะท้อน
สิ่งที่เหรินชิงต้องทำคือ ทำให้ร่างกายและวิญญาณค่อยๆ ใกล้เคียงกับพฤกษาวิถีสวรรค์
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ในถ้ำ ผิวหนังเปล่งแสงจางๆ สะท้อนอยู่บนผิวผนังหิน ก่อเกิดเป็นลวดลายวิถีสวรรค์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
แม้ว่าเหรินชิงจะไม่ได้ตรวจสอบกระแสข้อมูล รู้ดีว่าพลังบำเพ็ญกำลังลึกซึ้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งพฤกษาวิถีสวรรค์ในโลกในกระเพาะ เริ่มเติบโตรอบใหม่ บนกิ่งก้านพลันปรากฏตำแหน่งเซียนสวรรค์นับไม่ถ้วน
อย่าเห็นว่าสามภพเป็นดั่งน้ำนิ่ง แต่มีเฒ่าชราเจ้าเล่ห์ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมากมาย
พวกเขาสังเกตเห็นความผิดปกติของพฤกษาวิถีสวรรค์ ตระหนักได้ในทันทีถึงการกลับมาของเหรินชิง และรีบลงมือเตรียมการเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรมอัสนีของต้าหลัวจินเซียนในทันที
ทันทีที่บรรลุต้าหลัวจินเซียน หมายความว่าจะผูกพันกับโลกในกระเพาะอย่างลึกซึ้ง
ก่อนหน้านี้เหรินชิงไม่รู้เป็นตายร้ายดี พวกเขาย่อมไม่กล้าเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรมอย่างบุ่มบ่าม เพราะกลัวว่าจะต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยในตอนที่โลกในกระเพาะพังทลาย
นี่ไม่ใช่ว่ามีภัยไม่ร่วมต้าน แต่เป็นกฎที่เหรินชิงตั้งไว้
เหรินชิงทิ้งประตูสู่โลกในกระจกไว้ในโลกในกระเพาะ หากตนเองประสบอุบัติเหตุ หอผู้คุมจะจัดการอพยพ
แต่ตอนนี้คนตาสว่างย่อมมองออกว่า เหรินชิงได้ขจัดข้อเสียของวิชาอาคมไปแล้ว
ภายในวังเมฆาวิถีสวรรค์ที่รุ่งเรืองอย่างยิ่ง ชายชราสองคนที่กำลังสนทนากันอยู่ข้างทางสบตากันยิ้มๆ หลังจากเล่นหมากกระดานตรงหน้าจบหายตัวไป
ในยมโลกมีโลงศพหลายใบสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไอหยินที่ไร้ขอบเขตหลั่งไหลเข้าไปในนั้น
ในโลกมนุษย์เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทะเลสุรามีเสียงมังกรคำรามดังขึ้น ในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นมีบุรุษร่างสูงใหญ่ก้าวเดินออกมา ในป่าลึกมีอสูรนับหมื่นวิ่งพล่าน ในวังเมฆามีแสงกระบี่นับไม่ถ้วนพุ่งทะยาน…
ที่พวกเขาต้องรวมตัวกันเผชิญหน้ากับเคราะห์กรรม เพราะยังคงจดจำคำพูดของเหรินชิงได้
วิถีสวรรค์ที่มาถึงไม่ได้มีเพียงสามปรมาจารย์แห่งเต๋า ความสงบสุขในปัจจุบันอาจจะเป็นความเงียบสงบก่อนพายุจะมาถึง และกำลังจะนำมาซึ่งเคราะห์กรรมที่พัวพันถึงวิถีสวรรค์
จอมมารไร้เทียมทานอาจจะมาถึงโลกหล้าภายในหนึ่งพันปีเป็นได้
โลกในกระเพาะสามารถต้านทานพลังทำลายล้างของภัยพิบัติได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หากวิถีสวรรค์ต่อสู้กัน เกรงว่ามีเพียงต้าหลัวจินเซียนถึงจะมีโอกาสรอดชีวิต
เหรินชิงหลับตาครั้งหนึ่งลืมตาครั้งหนึ่ง เวลาหลายสิบปีผ่านไป
วิชากำเนิดวิถีสวรรค์ทะลวงผ่านสู่ระดับเทวะประหลาดได้อย่างราบรื่น แต่สหายเก่าเหล่าเทพเซียนของหอผู้คุม กลับไม่มีผู้ใดติดต่อมาแม้แต่คนเดียว ไร้ซึ่งข่าวคราวโดยสิ้นเชิง
(จบตอน)