- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 501 ได้ตำแหน่งอรหันต์มาครอง
บทที่ 501 ได้ตำแหน่งอรหันต์มาครอง
บทที่ 501 ได้ตำแหน่งอรหันต์มาครอง
วัดหลิงก่านพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บินจากหมู่เมฆมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเซียงเซียง
หวงหมิงแสร้งทำเป็นกวาดพื้นลานหน้าวัด ที่จริงแล้วกำลังสังเกตการณ์สถานการณ์ และสงบจิตใจที่ตึงเครียดอย่างยิ่ง
เมื่อเขาเห็นชาวนาที่เพาะปลูกไร่นาอยู่บนภูเขา และเด็กๆ ที่วิ่งเล่นหยอกล้อกัน ก็รู้สึกราวกับว่าวัดหลิงก่านมีความเมตตาของสำนักพุทธอยู่จริงๆ
แต่ซากโครงกระดูกที่ถูกฝังอยู่ในป่าเขา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเส้นทางที่ผ่านมาล้วนเต็มไปด้วยคราบเลือด
หวงหมิงไม่สามารถปล่อยวางความสิ้นหวังจากการตายของคนในเผ่าได้เลย ความรู้สึกผิดทรมานร่างกายและจิตใจของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เขาหลับไม่ลงทั้งวันทั้งคืน
วัดสั่นสะเทือนขึ้นมา นั่นเป็นเพราะการร่วงหล่นด้วยความเร็วสูง
หวงหมิงได้สติ ปล่อยไม้กวาดแล้วเดินเข้าไปในวัดเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนลูกหลง แต่ชาวบ้านที่อยู่กลางเขาก็ทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
เขารู้สึกว่าวัดหลิงก่านกำลังจงใจหลีกเลี่ยงอันตราย แต่โลกภายนอกกลับเต็มไปด้วยความสงบสุข แม้แต่สัตว์ป่าก็มีไม่กี่ตัว
ภายใต้สายตาของเหล่าพระ หวงหมิงฝืนใจคุกเข่าลงเบื้องหน้ารูปปั้น
เป็นการสวดภาวนาเช่นเดียวกัน เสียงของพระรูปอื่นเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ ส่วนหวงหมิงนั้นพยายามรักษาสีหน้าไม่ยินดียินร้ายไว้ได้อย่างยากลำบาก
เวลาผ่านไป การเดินทางนับหมื่นลี้วนไปวนมาใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะใกล้ถึง
หวงหมิงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง เมื่ออยู่ในวัดหลิงก่านก็พยายามทำตัวให้เงียบที่สุด ส่วนใหญ่จะรับบทเป็นผู้ฟัง
เสียงร้องโหยหวนจนใจจะขาดของเซียนดินฝูเต๋อดังขึ้นจากภายนอก
สีหน้าของเหลี่ยวซ่านเปลี่ยนไปอย่างมาก ความเร็วในการบินของวัดหลิงก่านลดลงครั้งแล้วครั้งเล่า ระดับความสูงก็แนบชิดกับพื้นดิน กลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า จุดหมายปลายทางของพระอรหันต์นั่งกวางทำไมถึงมาอยู่ที่นี่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของเหลี่ยวซ่านก็เหลือบมองไปที่หวงหมิงอย่างลับๆ เดาว่าอีกฝ่ายใช้วิธีใดมาหลอกลวงไอพุทธะหรือไม่
“ท่านเจ้าอาวาส…”
สามเณรรูปหนึ่งวิ่งเข้ามาในวัดอย่างตื่นตหนก เหลี่ยวซ่านอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืน
เขาสังเกตเห็นว่านอกประตูมีพระจำนวนมากมามุงดูอยู่ เหล่าพระต่างมองไปยังที่ไกลๆ อย่างเงียบงัน เหลี่ยวซ่านรีบไปยังลานกว้างทันที
หวงหมิงเดินตามหลังเหลี่ยวซ่านไป แต่เมื่อพวกเขาเห็นแสงสีทองที่เหนือจินตนาการ ก็อดไม่ได้ที่รูม่านตาจะหดเล็กลง
ในรัศมีร้อยลี้ ต้นไม้ทั้งหมดกลายเป็นแก้วหลิวหลี ไอพุทธะจางๆ แผ่กระจายออกมา
ใจกลางของเซียงเซียงยังสังเกตเห็นได้ว่า มีรูปปั้นหลายสิบองค์กำลังล้อมรอบอะไรบางอย่างอยู่ ทิวทัศน์ที่นี่ดูน่าเหลือเชื่อ
เหล่าพระเกือบจะคลุ้มคลั่ง ในเมื่อมีไอพุทธะที่บริสุทธิ์เช่นนี้อยู่ ก็หมายความว่ามีพระพุทธะอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
พวกเขาหารู้ไม่ว่า ไอพุทธะที่เหรินชิงปกคลุมไว้ร้อยลี้นั้น ส่วนใหญ่เป็นภาพลวงตาที่จำลองขึ้นโดยใช้วิชาจื่อหลี ส่วนน้อยเป็นไอพุทธะที่รวบรวมมาจากร่างกายของพระในโลกในกระจกก่อนหน้านี้
วัดหลิงก่านลอยอยู่กลางอากาศ เหล่าพระสวดมนต์อย่างพร้อมเพรียงกัน
เหรินชิงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยใช้วิชาจื่อหลีต่อไป ไอพุทธะทำให้หมู่เมฆกลายเป็นพระพุทธรูป ดูเหมือนกำลังยอมรับในความศรัทธาของพวกเขา
หลังจากสวดมนต์เสร็จสิ้น วัดหลิงก่านจึงค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นดิน
พระทีละรูปเดินลงจากยอดเขา ในชั่วขณะที่สัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ที่จริงแล้วมีเมล็ดพันธุ์โรคหวาดระแวงแทรกซึมเข้าไปในวังหนีหวานแล้ว
เมล็ดพันธุ์โรคหวาดระแวงทำให้พวกเขาเมื่อเชื่อในความคิดใดความคิดหนึ่งแล้ว จะไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ
หลังจากที่เหล่าพระออกจากวัดหลิงก่านแล้ว ก็ถึงตาของชาวบ้านทั่วไป แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติเมื่อคนพวกนั้นหลบหนี จึงใช้โซ่เหล็กแทงที่ข้อเท้าเชื่อมต่อกันไว้โดยตรง
เหรินชิงยืนอยู่บนยอดเขา มองดูผู้คนนับหมื่นเดินไปมาราวกับนักโทษ ไม่มีความสงสารต่อศิษย์ร่วมสำนักของซ่งจงอู๋แม้แต่น้อย
คนบางคน ต่อให้ใช้วิชาจื่อหลีเปลี่ยนจิตใจ แต่แก่นแท้ก็หมดหนทางเยียวยาแล้ว
เขาคิดเพียงเล็กน้อย ป่าเขาหลิวหลีก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนขึ้นทันที ชักนำให้เหล่าพระมุ่งหน้าไปยังเขตหวงห้ามอมตะ
สภาพจิตใจของเหล่าพระเริ่มเสียสมดุล แม้แต่ระดับเทพหยางก็ไม่สามารถต้านทานได้
ด้วยวิชาจื่อหลีของเหรินชิงที่ได้รับการเสริมพลังจากรอยแยกวิถีสวรรค์ ระดับเทพหยางย่อมไม่สามารถต้านทานได้เลย แม้แต่เจ้าอาวาสที่มีพลังฝีมือสูงสุด ก็ยังคงสติได้เพียงครึ่งชั่วยามก็ตกอยู่ใต้อำนาจแล้ว
ไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางไม่มีวี่แววว่าจะอาละวาด ไม่รู้ว่าเถระนิรนามใช้วิธีใด
เหล่าพระลืมไปแล้วว่าตอนมาเซียงเซียงนั้นมีจุดประสงค์อะไร พวกเขาเดินสามก้าวคำนับเก้าครั้ง ราวกับว่าเส้นทางใต้ฝ่าเท้าคือทางลัดสู่การบรรลุเป็นพุทธะ
พวกเขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ผู้คนข้างกายกำลังน้อยลงเรื่อยๆ
เหรินชิงนำผู้คนเข้าไปในโลกในกระเพาะ พบว่ามาจากพื้นที่ต่างๆ กว่าสิบแห่ง จึงจัดให้อยู่ในตำแหน่งต่างๆ กันไป
จะพัฒนาได้หรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเหรินชิงแล้ว เขาเพียงแค่ต้องการเสริมระบบนิเวศเท่านั้น
“แสงพุทธะ!!!”
เหลี่ยวซ่านไม่มีความสง่างามของเจ้าอาวาสเหลืออยู่เลย ตะโกนเสียงดังอย่างเสียกิริยา จากนั้นก็วิ่งสุดฝีเท้าไปยังกลุ่มพระพุทธรูป
เหล่าพระก็แย่งกันวิ่งไป มีเพียงหวงหมิงที่ยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างประหลาด
ในสายตาของหวงหมิง เห็นเพียงบ่อร้างธรรมดาบ่อหนึ่ง แต่พระรูปอื่นกลับพบว่ามีแสงพุทธะนำทางสู่แดนสุขาวดี
เหล่าพระกระโดดลงไปในบ่อร้าง ไม่นานรอบข้างก็เหลือเพียงร่างของหวงหมิงคนเดียว
จากนั้น ป่าเขาหลิวหลีก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพต้นไม้ใบหญ้าตามปกติ ไอพุทธะก็สลายไปจนหมดสิ้น เสียงของนกและสัตว์ป่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
แกรก แกรก แกรก แกรก…
หวงหมิงตัวแข็งทื่อ พระพุทธรูปที่นั่งล้อมรอบบ่อร้างกลับเคลื่อนไหวขึ้นมา สีหน้าที่ประหลาดพิลึกพิลั่นทำให้คนรู้สึกขนลุก
พระพุทธรูปหมุนศีรษะ ปากพึมพำด้วยสำเนียงแปลกๆ
จากนั้นพระพุทธรูปก็ใช้ท่าทางที่บิดเบี้ยวอย่างยิ่งพากันเข้าไปในบ่อร้าง นกกระจอกหลายตัวบินผ่าน ยังคงหยุดอยู่ที่ขอบบ่อครู่หนึ่ง
หวงหมิงถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็เห็นใบหน้าที่ยิ้มเยาะของเหรินชิง
เหรินชิงโยนหวงหมิงเข้าไปในเมืองอู๋เหวยของโลกในกระเพาะ จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของเขาเอง อย่างน้อยก็ไม่อดตาย
เมืองอู๋เหวยเต็มไปด้วยโรงน้ำชา โรงเตี๊ยม โรงละคร… ต่อให้เป็นขอทานก็มีกินมีใช้ไม่อดอยาก
ส่วนเหรินชิงก็หายตัวไปยังเขตหวงห้ามอมตะ ยืนดูละครอยู่บนยอดวัดเสี่ยวเหลยอิน มองดูเหล่าพระที่เดินมายังวัดพุทธะ
วัดเสี่ยวเหลยอินที่เขาสร้างขึ้นนั้นยิ่งใหญ่กว่าในไซอิ๋วมากนัก
อิฐทองคำสุดลูกหูลูกตาปูเต็มทะเลเมฆ เงยหน้าขึ้นก็สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ที่ส่องประกาย วัดเสี่ยวเหลยอินที่อยู่ไกลออกไปยิ่งแผ่แสงเจ็ดสีนับหมื่นจั้ง
สองข้างทางมีพระอรหันต์สูงร้อยกว่าเมตรยืนเรียงราย สวดเนื้อหาของคัมภีร์พระมหาเมตไตรยอย่างแข็งทื่อ
เหล่าพระรวมถึงเหลี่ยวซ่านต่างถูกวัดเสี่ยวเหลยอินทำให้ตาลายไปนานแล้ว ไม่ได้สังเกตเลยว่า ยิ่งความศรัทธาในใจรุนแรงขึ้นเท่าใด ไอพุทธะในร่างกายก็ยิ่งถูกแยกออกไปทีละน้อย
ไอพุทธะของเหล่าพระเป็นของพระอรหันต์นั่งกวาง ภายในมีวิญญาณที่เหลืออยู่จำนวนมาก
เหรินชิงใช้บุปผาฝันรวบรวมไอพุทธะ สัมผัสได้ว่าไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางดูเหมือนจะสูญเสียสติปัญญาไปแล้ว ไม่ต่อต้านวิธีการผนึกของเขาเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่เหล่าพระมาถึงหน้าประตูวัดเสี่ยวเหลยอิน เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น
“มนุษย์มีแปดทุกข์ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ความทุกข์ที่เกิดจากการประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความทุกข์ที่เกิดจากความปรารถนาที่ไม่สมหวัง และความทุกข์ที่เกิดจากเบญจขันธ์ที่รุ่งเรือง”
“มีเพียงการปล่อยวางทั้งกายและใจ จึงจะสามารถพ้นจากความยากลำบาก ความยากลำบากพ้นจากกาย ภัยพิบัติทั้งปวงกลายเป็นธุลีดิน”
“ปรารถนาจะบรรลุเป็นพุทธะหรือไม่…”
ประตูใหญ่เปิดออก พระพุทธะสูงพันเมตรองค์หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในพระอุโบสถ สองข้างทางมีพระโพธิสัตว์หลายร้อยองค์ ราวกับกำลังฟังพระตถาคตแสดงธรรม
“พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปรารถนา!”
เหลี่ยวซ่านจะไปใส่ใจอะไรได้อีก ถูกความโลภครอบงำไปนานแล้ว รีบคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระตถาคตปลอม ไอพุทธะในร่างกายก็สลายไปกว่าครึ่ง
ใบหน้าที่แก่ชราของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนา เพราะอีกไม่ถึงร้อยปีก็ต้องสิ้นอายุขัยแล้ว
เหล่าพระทยอยคุกเข่าลง แต่กลับมีระดับเทพหยางหลายองค์ที่รู้สึกถึงความผิดปกติอยู่ลางๆ ฝืนทนความกลัวเลือกที่จะยืนนิ่งไม่ไหวติง
เหรินชิงควบคุมภูตเงา ส่งยาอายุวัฒนะเข้าไปในกระเพาะของเหลี่ยวซ่าน
ใบหน้าแก่ของเหลี่ยวซ่านแดงก่ำ ทั่วร่างคันยุบยิบอย่างทนไม่ไหว ใช้เล็บเกาจนเลือดเนื้อถลอกปอกเปิก พร้อมกับมีผิวหนังใหม่เกิดขึ้น
คิ้วจากสีเทาขาวกลายเป็นสีดำสนิท ริ้วรอยก็ถูกลบเลือนไป ราวกับหนุ่มลงไปหลายสิบปี
มีพระอีกหลายรูปที่ทนต่อสิ่งยั่วยวนไม่ไหวคุกเข่าลง ไอพุทธะที่กระจัดกระจายพุ่งไปยังบุปผาฝัน ภายในมีดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนปะปนอยู่
พระตถาคตปลอมก็เริ่มสวดมนต์อีกครั้ง แม้ว่าเหรินชิงจะไม่รู้หลักธรรมของพุทธเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ได้เรียนรู้มาจากพระมหาเมตไตรยโพธิสัตว์ไม่น้อย
เพื่อให้พระตถาคตปลอมมีอำนาจข่มขวัญเหนือกว่าระดับเทพหยาง เขาจึงใช้ศพของนักพรตจิ่วโร่วหลอมสร้างขึ้นเป็นพิเศษ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายระดับเทวะประหลาด
ความคืบหน้าในการหลอมสร้างนักพรตจิ่วโร่วในปัจจุบันยังไม่ค่อยดีนัก อาศัยไอพุทธะที่แผ่ออกมาจากบุปผาฝันช่วยเสริมบารมี แต่การหลอกคนนั้นเพียงพออย่างแน่นอน
ไม่นานนัก พระของวัดหลิงก่านก็ตกอยู่ใต้อำนาจของพระตถาคตปลอมในวัดเสี่ยวเหลยอิน นั่งฟังธรรมบนเบาะรองนั่งที่มุมห้องอย่างเคารพเลื่อมใส
เหรินชิงสามารถอาศัยช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจของพวกเขาผ่อนคลาย สกัดไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางออกมาได้
วัดเสี่ยวเหลยอินได้ผลดีเกินกว่าที่คาดไว้ แม้จะถูกปล้นจนหมดตัวเหล่าพระก็ยังไม่รู้ตัว ยังคงดื่มด่ำอยู่กับคำพูดเหลวไหลของพระตถาคตปลอม
ในมือของเหรินชิงมีกล่องไม้ใบหนึ่งปรากฏขึ้น ภายในกักขังไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางไว้ส่วนใหญ่ จากนั้นเขาก็ออกจากเขตหวงห้ามอมตะ
เขาไม่อยากให้เขตหวงห้ามได้รับความเสียหายเพราะการอาละวาดของไอพุทธะ เพราะยังฝังตำแหน่งเซียนไว้อยู่
โลกในกระเพาะยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเสี่ยงรับไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางเข้ามา คิดไปคิดมาทำได้เพียงตรวจสอบตำแหน่งผลพุทธะจากภายนอกเท่านั้น ความเสี่ยงน้อยที่สุด
เหรินชิงดำดิ่งลงไปอีกพันเมตร มาถึงใต้ดินประมาณสามพันเมตรจึงหยุดลง
ภูตเงาขุดถ้ำขนาดสิบกว่าตารางเมตรขึ้นมา บุปผาฝันปกคลุมอยู่ทั่วทุกแห่ง กลัวว่าไอพุทธะจะรั่วไหลออกไป ทำให้เซียนที่แท้จริงเหล่านั้นค้นพบ
เหรินชิงใช้จิตสำนึกสำรวจเข้าไปในกล่องไม้ จากนั้นก็เห็นไอพุทธะที่กว้างใหญ่ไพศาล
แต่สภาพของไอพุทธะนั้นค่อนข้างแปลกประหลาด ราวกับเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ สีสันเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างสีทองเข้มและสีแดงเพลิงอย่างต่อเนื่อง
เหรินชิงจ้องมองเพียงไม่กี่อึดใจ เปลวไฟก็ก่อตัวเป็นแท่งทรงกระบอก ดวงวิญญาณจำนวนมหาศาลลอยขึ้นลงอยู่ ราวกับเทียนที่กำลังละลาย สามหุนเจ็ดพั่วก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในพริบตา
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเริ่มปวดแสบ รีบดึงจิตสำนึกกลับมาทันที
“เทียนไข”
เหรินชิงนึกถึงพระทีปังกรพุทธเจ้าโบราณที่เหลือบเห็นโดยบังเอิญ อีกฝ่ายเหมือนเทียนไขที่ละลายไปครึ่งหนึ่ง เป็นไปได้มากว่าจะเป็น “การกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์” อีกรูปแบบหนึ่ง
เขาขมวดคิ้วแน่น เถระนิรนามต้องการจะบอกความลับอะไรบางอย่างผ่านสิ่งนี้อย่างแน่นอน
เหรินชิงตรวจสอบกล่องไม้อย่างละเอียด ยืนยันว่าเป็นเพียงศาสตราวุธวิเศษธรรมดา อย่างมากก็แค่ค่อนข้างแข็งแกร่งหน่อย ไม่น่าจะผนึกไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางได้
แสดงว่าวิธีการของเถระนิรนาม น่าจะส่งผลต่อตัวไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางเอง
เขาอ้าปากพ่นไอยินที่เข้มข้นออกมา พลังฝีมือระดับเทวะประหลาดถูกเปิดเผยอย่างสมบูรณ์ ปกคลุมถ้ำไว้ทั้งหมด ไม่เหลือช่องว่างใดๆ
กล่องไม้เปิดออกเล็กน้อย ไอพุทธะยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง ลุกไหม้เป็นเปลวไฟ
เหรินชิงใช้บุปผาฝันดึงไอพุทธะออกมาเส้นหนึ่ง เป็นร่องรอยของการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์จริงๆ
และทันทีที่ไอพุทธะหลุดออกจากกล่องไม้ ก็เหมือนประกายไฟที่กระเด็นออกมา ไม่นานก็มีแนวโน้มที่จะแตกสลาย
เหรินชิงรวบรวมไอพุทธะในนั้นไว้ เปลวเทียนสีแดงเลือดลอยอยู่ในถ้ำ ต้องการจะไปยังโลกภายนอกที่ถูกไอยินปิดกั้นไว้
เขาใช้วิธีต่างๆ ทดสอบเปลวเทียนสีแดงสด ผลคือขอเพียงเป็นวัตถุที่เข้าใกล้ไฟขุ่น ก็จะเกิดการละลายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เหรินชิงใช้ไอพุทธะแห่งความเมตตาที่รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้เข้าใกล้ไฟขุ่น เปลวเทียนกลับหลอมรวมเข้าไปโดยอัตโนมัติ ทำให้ไอพุทธะลุกไหม้ขึ้น
เขาใช้ไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางอีกครั้ง เปลวเทียนกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
ตำแหน่งผลพุทธะของสำนักพุทธดูเหมือนจะมีความสามารถที่พิเศษอย่างยิ่ง คือการถ่ายทอดการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ให้กับพระพุทธะชั้นสูง ทำให้ในที่สุดการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ทั้งหมดจะรวมศูนย์อยู่ที่พระทีปังกรพุทธเจ้าโบราณ
ว่าให้ถูกคือ ตำแหน่งผลพุทธะของสำนักพุทธน่าจะมีความเชื่อมโยงกัน
แล้วตำแหน่งผลพุทธะสามารถคัดลอกได้หรือไม่
วิธีการบางอย่างของเถระนิรนามทำให้พระอรหันต์นั่งกวางไม่สามารถถ่ายทอดการกลายสภาพเป็นวิถีสวรรค์ได้ โดยให้วิญญาณรับผิดชอบความบ้าคลั่ง ส่วนไอพุทธะก็ตกอยู่ในสภาวะหลับใหล
ขอเพียงเหรินชิงแยกส่วนไอพุทธะอย่างระมัดระวัง ไอพุทธะของพระอรหันต์นั่งกวางก็ไม่มีภัยคุกคามใดๆ เลย
(จบตอน)