- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 455 ปรารถนาชีวิตอมตะ
บทที่ 455 ปรารถนาชีวิตอมตะ
บทที่ 455 ปรารถนาชีวิตอมตะ
บทที่ 455 ปรารถนาชีวิตอมตะ
เมฆาสีเทาดำแผ่ขยายอึมครึมบดบังผืนฟ้า สายฝนพร่างพรมลงมาไม่ขาดสาย
เมื่อหยาดฝนสัมผัสพืชพรรณบนพื้นดิน พลันบังเกิดไอหมอกบางเบาลอยอ้อยอิ่ง พร้อมกับเสียง ‘ฉี่ฉี่’ อันแผ่วเบาดังขึ้นอย่างประหลาด
เศษกระดูกสัตว์ที่ปะปนอยู่ในดิน เมื่อต้องหยาดฝนก็แปรเปลี่ยนเป็นหนองเหนียวข้น ก่อนจะถูกผืนดินดูดกลืนไปในเวลาไม่นาน
ทิวทัศน์งดงามราวแดนเซียน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเงียบสงัดอันน่าพรั่นพรึงและยากจะหยั่งถึง
ปัง…ปัง…ปัง…
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งดังก้องใกล้เข้ามาจากแดนไกล
พุทธศพยักษ์ทะลวงผ่านม่านเมฆออกมา ท่ามกลางแสงตะวันอันรำไร มันมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ร่างกายของมันเติบโตขึ้นจนมีความสูงราวสองพันห้าร้อยเมตร ประดุจภูเขาปู้โจวที่ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า
เหรินชิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนศีรษะของมัน สองตาปิดสนิท ริมฝีปากขมุบขมิบพึมพำบางอย่างไม่หยุดหย่อน
หลังจากพุทธศพยักษ์ออกจากเขตหวงห้ามมรณะ หลายเดือนก็ผ่านไปในพริบตา เขาไม่ได้เร่งร้อนฝึกตน แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพให้แก่ระดับขั้นของตน
แม้จะมีวิชาสู่เซียนที่มุ่งตรงสู่ระดับเซียนดิน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบรรลุเป็นเซียนได้สำเร็จ
เหรินชิงถอนหายใจยาว พลางขมวดคิ้วมองไปยังหมู่เมฆเบื้องบนซึ่งมีไอหยินปะปนอยู่ ในโพรงจมูกและลำคอคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าที่ยากจะทานทน
ไม่ว่าพุทธศพยักษ์จะเดินทางข้ามผ่านมากี่พันลี้ เขายังคงสัมผัสได้ถึงอานุภาพที่ตกค้างอยู่จากการต่อสู้ของเหล่าเซียนและพุทธะ
ทั้งเซียนและพุทธะล้วนมีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ถึงขั้นพลิกฟ้าคว่ำดินได้ ไม่ใช่สิ่งที่ปุถุชนจะสามารถจินตนาการตามได้เลย
แน่นอนว่าไอหยินไม่อาจทำลายล้างพืชและสัตว์ได้จนหมดสิ้น ขอเพียงเวลาอีกไม่กี่ปี ที่แห่งนี้ย่อมบังเกิดสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่สามารถปรับตัวเข้ากับฝนกรดได้
เหรินชิงมอบอำนาจควบคุมพุทธศพยักษ์ให้แก่หอผู้คุม นานครั้งจึงจะใช้จิตสำนึกตรวจสอบสถานการณ์ ส่วนเวลาที่เหลือทั้งหมดล้วนทุ่มเทให้กับการฝึกตน
หอผู้คุมก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เหล่าผู้ฝึกตนต่างปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นระเบียบอยู่ภายในร่างของมัน บ้างก็รวบรวมทรัพยากร บ้างก็บำรุงเลี้ยงอวัยวะที่กลายสภาพตามส่วนต่าง ๆ
เหรินชิงยังฉวยโอกาสนี้ ใช้พลังเทวะแห่งความฝันระดับเทพหยางขั้นสมบูรณ์ เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกของพุทธศพยักษ์จนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
ยากที่จะนำไปเปรียบเทียบกับร่างกึ่งพุทธะกึ่งศพในอดีตได้
สาเหตุหลักคือเหรินชิงตระหนักว่าโลกใบนี้มีการต่อสู้ระหว่างเต๋าและพุทธะ เขาจึงปรับเปลี่ยนพุทธศพยักษ์ให้เอนเอียงไปทางฝ่ายเต๋า
แม้จะใช้มนุษย์เป็นทรัพยากรเหมือนกัน ทว่ารูปแบบที่เต๋าและพุทธะแสดงออกมานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ต่อให้ฝ่ายเต๋าจะสุดโต่งเพียงใด ก็มิอาจเทียบกับความน่าสะพรึงกลัวของฝ่ายพุทธะที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งจนสิ้นซากได้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่ตายไม่เลิกรา
ปัจจุบันหอผู้คุมยังไม่อาจตั้งหลักปักฐานในโลกนี้ได้ ดังนั้นการเลือกข้างจึงเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
หลังจากพุทธศพยักษ์ผ่านการกลายสภาพ หยวนภูตได้แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายตามเส้นเลือด ทำให้มีกลิ่นอายสูงส่งดุจเซียนติดตัวมาโดยกำเนิด
เนตรแมลงบริเวณหน้าท้องของพุทธศพยักษ์ ถูกย้ายไปยังช่วงระหว่างซี่โครงเพื่อแก้ปัญหาด้านทัศนวิสัย ยามเมื่อแสงตกกระทบ มันจะส่องประกายเจ็ดสีรุ้งออกมา
ภายใต้อิทธิพลของเมล็ดพันธุ์โรคมะเร็ง ร่างกายของมันถูกปกคลุมด้วยเกล็ดละเอียดสีฟ้าอ่อน แทรกแซมด้วยกระดูกขาว ทำให้ดูราวกับสวมเกราะสีคราม
สมองหลักมีสามเนตร ใบหน้าเคร่งขรึมสง่างามดุจรูปสลัก ผมสีขาวเทาถูกรวบเป็นมวยและปักด้วยปิ่นที่เป็นศาสตราวุธวิเศษโดยเฉพาะ
ให้กลิ่นอายคล้ายคลึงกับ ‘ลิ่วติงลิ่วเจี่ย’ ทวารบาลแห่งเต๋าอยู่บ้าง
เหรินชิงยังถือโอกาสเปลี่ยนเศียรรองให้กลายเป็นเจียวอสรพิษ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยดวงตาเล็กใหญ่ ลำตัวอสรพิษที่ทำหน้าที่เป็นคอขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย
ในยามปกติ หอผู้คุมจะปล่อย ‘อสรพิษสัญจร’ ซึ่งเป็นเศียรรองให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า นำโดยพยัคฆ์ปีศาจรร้อยเนตร ‘จางอี’ แห่งเผ่าปีศาจ เพื่อใช้ความสามารถของผู้มีร้อยเนตรเฝ้าระวังภัยในรัศมีหลายร้อยลี้
การเรียกว่า ‘พุทธศพยักษ์’ ย่อมไม่เหมาะสมอีกต่อไป ในที่สุดจึงเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ศพต้องห้ามผู้พิทักษ์’ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ศพต้องห้าม’
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะโดดเด่นสะดุดตาเกินไป เขายังคิดจะสร้างไอเซียนให้ลอยวนอยู่รอบกายมันด้วยซ้ำ
เหรินชิงยังให้หลี่เทียนกังคัดเลือกเผ่าปีศาจเต่ากลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ แล้วใช้วิชาแห่งความฝันฝึกฝนพวกมันให้เป็นผู้หลีกเลี่ยงภัยพิบัติและผู้รู้โชคลาภจากวิชาเต่าอายุยืน
หลังจากปีศาจเต่าฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ความทรงจำเกี่ยวกับเต่าอายุยืนก็ถูกลบทิ้ง พวกมันมีหน้าที่เพียงเฝ้าระวังภัยพิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอันตรายโดยไม่คาดคิด
ด้วยเหตุนี้ หลี่เทียนกังจึงถือโอกาสแบ่งแยกหน่วยกำลังในสังกัดของหอผู้คุมให้ละเอียดยิ่งขึ้น
ผู้คุมคือ ‘สายทหาร’ เผ่าปีศาจคือ ‘สายปีศาจ’ อารามแห่งวิถีอู๋เหวยคือ ‘สายอี้’ มนุษย์หนอนวิถีสวรรค์คือ ‘สายหนอน’ ชาวดักแด้คือ ‘สายดักแด้’ และเจียงซือคือ ‘สายศพ’
เหรินชิงบิดขี้เกียจ เคลื่อนไหวกายาบนยอดของอสรพิษสัญจร ในใจอดเป็นห่วงซ่งจงอู๋และมหาปราชญ์ต้าเมิ่งไม่ได้
แม้จะยังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะถึงกำหนดนัดหมายให้กลับไปยังเขตหวงห้ามอมตะ แต่เขากลับไม่สามารถติดต่อคนทั้งสองผ่านวิชาแห่งความฝันได้เลย
มหาปราชญ์ต้าเมิ่งน่าจะยังคงติดอยู่ในการปิดด่าน ไม่รู้ว่าสามารถหลุดพ้นออกมาได้แล้วหรือยัง
ส่วนซ่งจงอู๋นั้น วิชาแห่งความฝันของเหรินชิงไม่เคยสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้เลย ตามหลักแล้ววิชาของฝ่ายพุทธะไม่น่าจะทำให้บรรลุเป็นพุทธะได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี
สิ่งที่เหรินชิงทำได้มีไม่มากนัก มีเพียงต้องเร่งยกระดับการฝึกตนของตนเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เดิมทีเขาตั้งใจจะมุ่งหน้าไปยังถ้ำไร้ก้น เพื่อหาสถานที่ปลอดภัยสำหรับปิดด่าน
แต่เหรินชิงพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ไอพุทธะอาจกลืนกินพระมหาเมตไตรยโพธิสัตว์ในยุคปัจจุบันไปแล้ว เช่นนั้นเป้าหมายต่อไปของมันย่อมต้องเป็นฉือซื่ออย่างแน่นอน
เพราะในหมู่ขุนเขาแห่งสวรรค์ซ้อนสวรรค์ ยังมีผู้ฝึกตนพุทธะในอดีตถูกผนึกไว้อยู่
ที่น่าหวาดหวั่นที่สุดคือไอพุทธะมหาเมตไตรยจะตามหาพุทธบุตรคนใหม่เพื่อสืบทอดตำแหน่ง หากเขาย้อนกลับไปทางเดิม ก็ไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่กับดักด้วยตนเอง
เหรินชิงประเมินว่าตนเองมีพรสวรรค์เป็นเลิศ มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกไอพุทธะมหาเมตไตรยจับตามอง
ในเมื่อไปฉือซื่อไม่ได้ การอยู่กับที่ก็ไม่ใช่ทางเลือก เขาจึงควบคุมศพต้องห้ามออกตามหาสถานที่พักพิงในบริเวณใกล้เคียง
เหรินชิงใช้ลิ้นดันกระดองเต่าในปาก พบว่าสัญลักษณ์ทำนายได้เปลี่ยนเป็น ‘ลางดี’ แล้ว แสดงว่าบัดนี้ได้หลุดพ้นจากขอบเขตอิทธิพลของเขตหวงห้ามมรณะโดยสมบูรณ์
แม้เขตหวงห้ามมรณะจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ผลพวงที่ตามมาย่อมยังคงดำเนินต่อไปอีกนาน
ในสายตาของขุมกำลังต่าง ๆ พวกเขาย่อมทราบถึงประโยชน์ที่แท้จริงของกระจกศพดี และมันจะต้องดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน
เหรินชิงอาศัยเต่าอายุยืน จึงสามารถถอนตัวออกมาได้อย่างเงียบเชียบ
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ พลันสังเกตเห็นหุบเขาลึกแห่งหนึ่งในระยะไกล เนื่องจากความแตกต่างของอุณหภูมิภายในและภายนอก ทำให้มันถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ
นับเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การปิดด่านยิ่งนัก
เหรินชิงสั่งให้ศพต้องห้ามนั่งขัดสมาธิกลางหุบเขา ปล่อยให้ไอหมอกบดบังร่างมหึมาไว้ ต่อให้มีผู้ฝึกตนเหินบินผ่านกลางอากาศ ก็ยากจะสังเกตเห็นได้
ในช่วงหลายเดือนที่เดินทาง เขาไม่ได้อยู่เฉย ๆ การเตรียมการที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เขาได้จัดระเบียบเส้นทางการฝึกตนในอนาคตของตนไว้เรียบร้อยแล้ว
อายุขัยของเขาฟื้นฟูกลับมาเป็นพันปี ระดับบันไดสู่เซียนที่เพิ่งทะลวงผ่านก็มีเสถียรภาพแล้ว ทั้งยังทราบถึงอายุขัยที่จำเป็นสำหรับระดับเทวะประหลาดอีกด้วย
[ต้องการเลื่อนระดับสู่เทวะประหลาดหรือไม่ ต้องใช้อายุขัยสองหมื่นปี]
อายุขัยสองหมื่นปี การจะอาศัยเพียงการยืดอายุขัยจากเมืองฝันนั้นเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง เว้นแต่เหรินชิงจะสามารถนำพาสรรพชีวิตทั้งโลกนี้เข้าสู่เมืองฝันได้
แต่หากทำได้ถึงเพียงนั้นจริง ๆ เหรินชิงก็คงกลายเป็น ‘เซียนฝันจื่อหลี’ ไปนานแล้ว
โชคดีที่เขาได้ล่วงรู้ถึงความลับของการมีชีวิตอมตะแล้ว การอาศัยคัมภีร์เซียนมรณะเพื่อบรรลุเป็นเซียนนั้น เขามีความมั่นใจอย่างน้อยห้าส่วนขึ้นไป
เหตุผลที่คัมภีร์เซียนมรณะสามารถนำไปสู่ชีวิตอมตะได้นั้น สาเหตุหลักมาจากความเชื่อมโยงกับวิถีสวรรค์
วิชาสู่เซียนที่ได้จากการสัมผัสวิถีสวรรค์ แท้จริงแล้วมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับขีดจำกัดสูงสุดของตัววิชาเลย
วิชาจื่อหลีคือ ‘โรคภัยเกิดจากความฝัน ผู้กุมอำนาจความฝันแห่งโลกหล้า’ ส่วนคัมภีร์เซียนมรณะคือ ‘ไม่แก่ ไม่เกิด ไม่ตาย ไม่ดับสูญ’
น่าเสียดายที่การฝึกฝนคัมภีร์เซียนมรณะโดยตรง ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถทะลวงผ่านระดับเซียนดินได้ แต่ยังจะดึงดูดความสนใจของเซียนศพอีกด้วย ไม่ต่างจากกรณีของพระมหาเมตไตรยโพธิสัตว์
เหรินชิงจึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์การฝึกตน เขาจะไม่ใช้คัมภีร์เซียนมรณะเป็นวิชาหลักอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนให้มันเป็นวิชารองแทน
เพื่อขจัดร่องรอยของเซียนศพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เหรินชิงแจ้งสถานการณ์กับหลี่เทียนกังคร่าว ๆ จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของป่าลำไส้ หามุมสงบสักแห่งเพื่อเริ่มปิดด่าน
สิ่งแรกที่เขาทำมิใช่การฝึกฝนวิชาที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์เซียนมรณะ แต่เป็นการใช้โลกในกระเพาะเพื่อแยกคัมภีร์เซียนมรณะฉบับไม่สมบูรณ์ออกจากร่างกาย
เมื่อซือตานหายไปจากตันเถียน สภาวะกลายสภาพเป็นศพที่ไม่เด่นชัดก็ค่อย ๆ จางหายไปดุจสายน้ำที่ลดระดับลง
เหรินชิงรู้สึกได้ในทันทีว่าอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น การทำงานของอวัยวะภายในแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่วัตถุประหลาดต่าง ๆ ในกายก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมา
คัมภีร์เซียนมรณะไม่จำเป็นต้องใช้อายุขัยในการเลื่อนระดับ มันอาศัยอายุขัยที่วิชาอื่นใช้ไปในการเลื่อนระดับ เพื่อผลักดันความก้าวหน้าในการฝึกตนของมันเอง
คัมภีร์เซียนมรณะที่เหรินชิงสละทิ้งไปนั้น ใกล้จะบรรลุถึงระดับยมทูตขั้นสมบูรณ์แล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย
การใช้คัมภีร์เซียนมรณะเป็นวิชาหลักนั้นมีความเสี่ยงแอบแฝงมากเกินไป การใช้เป็นวิชารองย่อมปลอดภัยกว่า ทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนมากกว่า
เหรินชิงมองเข้าไปในโลกในกระเพาะ คัมภีร์เซียนมรณะได้แปรสภาพเป็นดินแดนกระดูกแห้งเหี่ยวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แผ่ไอหยินอันหนาทึบออกมาไม่หยุดหย่อน
ดินแดนกระดูกแห้งเหี่ยวนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับให้เหล่าเจียงซือของหอผู้คุมใช้เป็นที่ฝึกตน
หลังจากเหล่าเจียงซือออกจากเขตหวงห้ามมรณะ พวกมันทำได้เพียงอาศัยไอหยินที่รวบรวมไว้แต่เดิมเพื่อฝึกตน มิเช่นนั้นความก้าวหน้าของวิชาหลอมศพจะเชื่องช้าอย่างยิ่ง
สำหรับสายศพแล้ว ดินแดนกระดูกแห้งเหี่ยวเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญที่จะทำให้พวกเขายืนหยัดอยู่ในหอผู้คุมได้
เหรินชิงตรวจสอบร่างกายและวิญญาณของตนเองอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีไอหยินหลงเหลืออยู่แล้ว จึงหยิบม้วนคัมภีร์วิชาผู้คุมออกมาสองแขนง
แขนงหนึ่งเป็นของหอผู้คุมที่มีอยู่เดิม ส่วนอีกแขนงเป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ
[วิชากระดูกฟัน]
[สร้างขึ้นโดยแม่นางกระดูกขาว ผู้ฝึกฝนต้องทุบฟันในปากตนเองจนแตกละเอียด ผสมกับกะโหลกศีรษะของผู้อื่นที่บดเป็นผงแล้วกลืนกินเข้าไป หลังจากนั้นทุกครั้งที่กินหัวคนจะมีฟันงอกขึ้นมาหนึ่งซี่ เมื่อฟันเต็มปากแล้วถือว่าสำเร็จ]
วิชากระดูกฟันดูเผิน ๆ อาจเหมือนธรรมดา แต่หนึ่งในเส้นทางการกลายสภาพที่เรียกว่า ‘ผู้มีสายธารกระดูก’ สามารถเปลี่ยนไขกระดูกให้มีลักษณะคล้ายรากของพืชได้
ผู้มีสายธารกระดูกนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้ควบคู่ไปกับวิชากระดูกศพ
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คัมภีร์เซียนมรณะและวิชากระดูกฟันมีแก่นแท้ที่คล้ายคลึงกัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อการก่อร่างสร้าง ‘วิชาสู่เซียน’ ในภายภาคหน้า
วิชา ‘คัมภีร์โลหิตมรณะ’ ที่เหรินชิงสร้างขึ้นนั้น ได้รับการปรับปรุงจากพื้นฐานของวิชาเพาะมาร โดยผ่านการคำนวณของวิญญาณเชื้อราหลายร้อยดวงตลอดทั้งวันทั้งคืน
การใช้คัมภีร์โลหิตมรณะเพื่อควบคุมคัมภีร์เซียนมรณะ คงไม่มีปัญหาอันใด
[คัมภีร์โลหิตมรณะ]
[สร้างขึ้นโดยเหรินชิง ผู้ฝึกฝนต้องบดกระดูกที่ผุพังตามธรรมชาติให้เป็นผง ฉีดเข้าไปในเส้นเลือดทั่วร่างกายจากตำแหน่งหัวใจ จนกระทั่งเลือดข้นหนืดราวกับน้ำแป้ง หากรอดชีวิตมาได้จึงจะถือว่าสำเร็จ]
เส้นทางการกลายสภาพของผู้มีโลหิตมรณะล้วนมุ่งไปสู่ ‘พิษ’ อันสุดขั้ว ในแง่หนึ่งแล้ว มันเหมาะกับหวงจื่อว่านมากเช่นกัน
แต่หวงจื่อว่านเชี่ยวชาญวิชาสองแขนงแล้ว หากฝึกเพิ่มอีกแขนงหนึ่ง เกรงว่าชาตินี้คงหมดหวังที่จะก้าวไปถึงระดับยมทูต
เส้นทางการกลายสภาพของคัมภีร์โลหิตมรณะมีดังนี้
‘ผู้ใช้พิษศพ’ จะทำให้โลหิตทั่วกายกลายเป็นพิษศพ และเมื่อระดับขั้นสูงขึ้น พิษศพจะยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น
เลือดของ ‘ผู้สร้างศพรับใช้’ สามารถเปลี่ยนผู้อื่นให้กลายเป็นศพรับใช้ได้ ทว่าศพรับใช้เหล่านี้ไร้ซึ่งสติปัญญาและไม่สามารถฝึกตนได้
เลือดของ ‘ผู้มีโลหิตเหือดแห้ง’ จะแห้งเหือดไป พิษศพจะแผ่ซ่านไปทั่วเลือดเนื้อและกระดูก สามารถฝึกตนได้โดยการดูดกลืนพิษศพ และฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้โดยการกินซากศพ
เหรินชิงลังเลอยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็เลือก ‘ผู้ใช้พิษศพ’ เนื่องจากความเข้ากันได้กับคัมภีร์เซียนมรณะ
เมื่อผู้ใช้พิษศพก้าวสู่ระดับเทพหยาง ‘ฮั่นป๋าทะเลเพลิง’ พิษศพจะแปรเปลี่ยนเป็นพิษอัคคีบริสุทธิ์ ซึ่งสอดคล้องกับเหล่าเจียงซือมากยิ่งขึ้น
เหรินชิงเริ่มฝึกฝนคัมภีร์โลหิตมรณะในทันที และไม่สนใจเรื่องราวภายนอกอีกต่อไป
(จบตอน)