- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 316 เหรินชิงอสูรลอกคราบ
บทที่ 316 เหรินชิงอสูรลอกคราบ
บทที่ 316 เหรินชิงอสูรลอกคราบ
บทที่ 316 เหรินชิงอสูรลอกคราบ
เหล่าผู้ป่วยโรคหลงผิดต่างปกครองกันเอง ก่อเกิดเป็นกองกำลังอันแปลกประหลาดพิสดาร กระทั่งสร้างแท่นไม้ขึ้นเป็นจำนวนมาก
ในโลกของผู้ป่วยโรคหลงผิด แท่นไม้หยาบกร้านกลับดูราวกับบัลลังก์บัวเก้าชั้นของพระพุทธองค์ แผ่ประกายแสงน่าตื่นตาตื่นใจ
ด้วยผลของโรคหลงผิด ไม่เพียงกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์โรคเติบโต ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกราวกับอยู่ในแดนสุขาวดี พร้อมบรรลุเต๋าเป็นเซียนได้ทุกเมื่อ
ครั้นรูปปั้นซิ่วเซียนก่อร่างสมบูรณ์ เหล่าผู้ป่วยโรคหลงผิดทั้งหมดก็พากันมารวมตัวสองฟากฝั่งถนนที่ว่างเปล่า พวกเขามองดูรูปปั้นนั้น ราวกับกำลังบูชาเทพเซียนอันศักดิ์สิทธิ์
ขบวนของผู้ป่วยโรคหลงผิดยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีชาวบ้านถูกโรคหลงผิดกัดกร่อนจนไม่อาจควบคุม เข้าร่วมวงจรแห่งการบำเพ็ญเพียรด้วยจินตนาการอย่างต่อเนื่อง
แต่ชาวบ้านเหล่านี้เดิมทีก็เป็นผู้บูชาเซียนอยู่แล้ว พลังใจจึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้ คนส่วนใหญ่ยังพอทนทานได้
รากแขนงหนึ่งงอกยาวออกมาจากท้อเซียนที่รูปปั้นซิ่วเซียนถืออยู่ ตกลงข้างกายผู้ฝึกตนที่การกลายสภาพของเมล็ดพันธุ์โรคดูรุนแรงที่สุด
ผู้ฝึกตนผู้นั้นหัวเราะลั่นพลางยื่นมือไปสัมผัสรากแขนงโดยไม่ลังเล
“สหายทุกท่าน ข้าขอตัวไปเป็นเซียนก่อนล่ะ!”
แสงเจ็ดสีสาดส่องออกมาจากทั่วทุกรูขุมขนของเขา ผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้เคียงต่างคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นคลั่งไคล้อย่างยิ่ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
กระดูกสันหลังของผู้ฝึกตนปูดโปนขึ้นมาอย่างฉับพลัน แขนขาสั่นสะท้านไม่หยุด
ทว่าสีหน้าของเขายังคงเปี่ยมด้วยความคลั่งไคล้ ราวกับสิ่งที่กำลังจะเผชิญคือการแปรเปลี่ยนสู่ความเป็นเซียน ปลุกเร้าความปรารถนาในใจของคนรอบข้าง
ไม่นานนัก กระดูกสันหลังก็ปริแตกออก ผู้ฝึกตนที่ถือกำเนิดใหม่ค่อยๆ แทรกตัวออกมา
รูปลักษณ์เดิมของเขาพิกลพิการอย่างที่สุด แต่บัดนี้กลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติ ทั้งยังมีผมขาวโพลนใบหน้าแดงระเรื่อดุจเด็กน้อย สวมอาภรณ์เต๋าอันสะอาดสะอ้าน
สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของเทพเซียนในความทรงจำของทุกคนอย่างยิ่ง
ผู้ฝึกตนลอยขึ้นสู่ยอดรูปปั้นซิ่วเซียน ท่ามกลางสายตาของสหายร่วมทางที่มองตามด้วยความชื่นชมอย่างมิอาจสะกดกลั้น
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว มันคือภาพแบบใดกัน?
เห็นเพียงรากแขนงที่งอกออกมาจากรูปปั้นซิ่วเซียนได้ดูดร่างผู้ป่วยจนแห้งเหือดกลายเป็นศพไปแล้ว
ตั้งแต่เลือดเนื้อกระดูกไปจนถึงจิตวิญญาณ ไม่เหลือซากแม้แต่น้อย สิ่งที่เรียกว่าการกลายเป็นเซียนนั้นเป็นเพียงจินตนาการของผู้ป่วยโรคหลงผิดเท่านั้น
ในสายตาของผู้ฝึกตนกายยุทธ์ที่รอดชีวิต เมืองเว่ยอันถูกปกคลุมด้วยความสิ้นหวังที่มิอาจบรรยายได้
พวกเขาอาศัยกายยุทธ์ ต้านทานการกัดกร่อนจากกลิ่นอายของโรคหลงผิดได้เพียงเล็กน้อย จึงพากันหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินของบ้านแต่ละหลัง
ผู้ฝึกตนกายยุทธ์เหล่านี้มาจากสำนักยุทธ์ต่างๆ ที่จริงแล้วย่อมรู้ความลับเกี่ยวกับรูปปั้นซิ่วเซียนอยู่บ้าง เพียงรอให้มันดูดซับสารอาหารจนออกผลสำเร็จ ก็จะเหี่ยวเฉาไปเองโดยสมบูรณ์
ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดคิดต่อต้านภัยคุกคามจากเหล่าเมล็ดพันธุ์อมตะ
แกรก… แกรก…
ซากปรักหักพังของสำนักหินดำพลันถล่มครืนลงมา ชายผู้บาดเจ็บสาหัสคลานออกมาจากเบื้องล่าง ทิ้งรอยเลือดสีดำแห้งกรังไว้ตลอดทาง
สวีซานเลี่ยงหอบหายใจอย่างหนัก สติเลือนรางดุจโคลนตม
เขาไม่รู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ก็ถูกก้อนหินทุบศีรษะอย่างแรง ก่อนที่ซากอาคารจะฝังกลบร่างของเขาไว้
ภายใต้อิทธิพลของกลิ่นอายโรคหลงผิด สวีซานเลี่ยงจึงตกอยู่ในภวังค์อันเลื่อนลอย
เขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก กวาดตามองไปรอบซากสำนักหินดำที่พังพินาศ ชั่วขณะหนึ่งกลับไม่รู้ว่าควรจะไปที่ใด
เมื่อครู่ยังคงกังวลถึงอนาคตของเมืองเว่ยอันอยู่เลย แต่ตอนนี้เมืองทั้งเมืองแทบจะราบเป็นหน้ากลองแล้ว
รูปปั้นซิ่วเซียนที่ทะยานสู่ท้องฟ้าเบื้องไกล ถูกบดบังด้วยม่านฝุ่นอันมัวซัว ยังคงเห็นเหล่าผู้ป่วยทยอยปีนป่ายขึ้นไปไม่ขาดสาย
ทว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ล้วนจบชีวิตลงด้วยการร่วงหล่นกระแทกพื้นจนร่างแหลกเหลว
สวีซานเลี่ยงเดินโซซัดโซเซไปยังสำนักวายุพริ้ว เมื่อเทียบกับสำนักหินดำที่เสียหายยับเยินแล้ว สำนักวายุพริ้วที่อยู่รอบนอกน่าจะอยู่ในสภาพดีกว่ามาก
เขามองดูทิวทัศน์อันรกร้างโดยรอบ ทั้งยังมีเศษซากชิ้นส่วนศพเน่าเปื่อยเกลื่อนกลาดในลานบ้าน ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง
“สิ่งต้องห้าม… สิ่งต้องห้าม…”
เสียงคลุ้มคลั่งของสวีสือว่างดังแว่วเข้าหู สวีซานเลี่ยงพลันได้สติกลับคืน
เขาเดินไปยังต้นเสียงโดยสัญชาตญาณ แต่แล้วกลับมีลมเย็นยะเยือกพัดปะทะใบหน้า ความคิดฟุ้งซ่านในใจพลันสลายไปสิ้น
สวีซานเลี่ยงตกตะลึงเมื่อพบว่าคนผู้นั้นคือหวังซานลู่ตัวจริง
“เป็นไปได้อย่างไร…”
เพราะเหรินชิงไม่ได้ปิดบังกลิ่นอายของตน เพลงดาบฝนเหล็กระดับกึ่งศพจึงถูกปลดปล่อยออกมาเต็มที่ ทั้งยังมีพลังจากกายยุทธ์ระดับนักสู้อีกสองสายปะปนอยู่ด้วย
สวีซานเลี่ยงคาดไม่ถึงว่าเหรินชิงจะบรรลุถึงระดับที่คนธรรมดาต้องบำเพ็ญเพียรนานนับสิบปีได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน จึงได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
พลันความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในใจ เขาตระหนักได้ว่ากลิ่นเหม็นเน่าที่เคยได้กลิ่นจากตัวเหรินชิงก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นศพของหนานเฟิง
“ดูท่าว่าหนานเฟิงน่าจะถูกซานลู่สังหารอย่างเงียบเชียบ”
สวีซานเลี่ยงอดไม่ได้ที่จะยิ้มขมขื่น หนานเฟิงถูกทุบตายในหมัดเดียว พละกำลังของหวังซานลู่นั้นน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใดกัน
“บรรลุเต๋าเป็นเซียน!”
“บรรลุเต๋าเป็นเซียน!”
ความบ้าคลั่งของฝูงชนยังคงดำเนินต่อไป เหล่าผู้ป่วยรวมตัวกันเป็นกลุ่มกระจายออกไป เห็นได้ชัดว่ามีกว่าสิบคนกำลังมุ่งหน้าไปยังสำนักหินดำ
สวีซานเลี่ยงรีบเดินเข้าไปหาเหรินชิง ตั้งใจจะคุ้มกันการบำเพ็ญเพียรให้เขา
หากเดาไม่ผิด เหรินชิงน่าจะอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการทะลวงระดับขั้น จะปล่อยให้เจ้าพวกบ้าคลั่งนั่นมารบกวนไม่ได้
ตึก… ตึก… ตึก… ตึก…
เสียงหัวใจเต้นหนักแน่นดังขึ้น
กลิ่นอายที่จับต้องได้แผ่ออกจากร่างของเหรินชิง พร้อมกับกลุ่มควันสีเทาดำที่ลอยขึ้นมารวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
สวีซานเลี่ยงรู้สึกถึงความผิดปกติ ในขณะที่สติปัญญาของเขาก็ค่อยๆ ถูกโรคหลงผิดครอบงำ
เหล่าผู้ป่วยที่มุ่งหน้ามาไม่เพียงไม่หวาดกลัว กลับทำตัวราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ผู้คนนับร้อยต่างพากันแห่ไปยังสำนักหินดำ
เมื่อเห็นดังนั้น สวีซานเลี่ยงจึงพ่นกระแสลมหนาทึบออกจากแขนทั้งสองข้าง ผู้ป่วยที่อยู่ไม่ไกลใช้ทั้งสี่ขาคลานตะกุยเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดูราวกับฝูงอสูรกำลังเริงระบำ
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่กลิ่นอายของโรคหลงผิดนั้นเป็นของจริง มันสามารถทำให้เมล็ดพันธุ์โรคในกายเขาคลุ้มคลั่งจนควบคุมไม่อยู่ได้อย่างง่ายดาย
รอจนกระทั่งเหล่ามนุษย์ถูกรูปปั้นซิ่วเซียนดูดซับไปจนหมด หากสารอาหารยังไม่เพียงพอให้ผลสุกงอม พวกเซียนย่อมต้องลงมือกับผู้ฝึกตนกายยุทธ์เป็นแน่
เมื่อถึงตอนนั้นจึงจะเรียกว่ามหาวิบัติโดยแท้ ผู้ฝึกตนทุกคนต่างยอมสังหารกันเองเพื่อแย่งชิงโอกาสรอดชีวิต
สวีซานเลี่ยงเตรียมใจพร้อมตายแล้ว มันย่อมดีกว่าการตกไปอยู่ในเงื้อมมือของพวกเซียนนัก เขาก็ไม่อยากลองมีชีวิตอยู่อย่างขี้ขลาดตาขาวต่อไป
“บรรลุเต๋าเป็นเซียนอย่างนั้นรึ หรือว่าการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงของโลกใบนี้จะเป็นเช่นนี้กัน?”
เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา สองขาออกแรงพุ่งเข้าใส่ฝูงชน พร้อมกับตวัดฝ่ามือสร้างคมมีดสายลมหลายเส้น ฟันร่างผู้ป่วยสองสามคนขาดเป็นสองท่อน
แต่เหล่าผู้ป่วยไม่เพียงไม่ลังเลเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย กลับยิ่งยอมสละชีพเพื่ออุดมการณ์มากขึ้น ปากยังคงพร่ำเพ้อถึง “การเป็นเซียนบรรลุเต๋า”
เมื่อจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น เมล็ดพันธุ์อมตะทั้งสามบนยอดรูปปั้นซิ่วเซียนก็ก้มศีรษะลงพลางกล่าวด้วยเสียงดังกึกก้อง
“วิถีแห่งเซียนล้วนอนิจจัง”
“ฮกเซียนดับสูญ”
“ลกเซียนดับสูญ”
“ซิ่วเซียนจงอุบัติ!”
การกระทำของเหล่าเมล็ดพันธุ์อมตะเห็นได้ชัดว่าเป็นการเร่งความเร็วในการเติบโตของรูปปั้นซิ่วเซียน
เหล่าผู้ป่วยก้มกราบลงกับพื้นทันที ก่อนจะฉีกทึ้งร่างของสหายที่ตายไปยัดเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม ปากเต็มไปด้วยเศษเลือดเศษเนื้อ
สวีซานเลี่ยงอดรู้สึกสิ้นหวังไม่ได้ เขากลับมีความปรารถนาที่จะเข้าร่วมกับพวกมันด้วยซ้ำ
เขาล้มลุกคลุกคลานฝ่าวงล้อมออกมาจนถึงพื้นที่ว่างได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะทิ้งตัวนอนราบกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
สวีซานเลี่ยงตระหนักได้อย่างน่าเศร้าว่า ผู้ป่วยที่ตนสังหารไปก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของพวกเซียนเท่านั้น ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ได้เลย
ท่ามกลางเสียงคำรามของสวีสือว่าง สำนักหินดำก็ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศโศกศัลย์อันแปลกประหลาด
รากของรูปปั้นซิ่วเซียนเข้าพันธนาการผู้ฝึกตนที่เมล็ดพันธุ์โรคเติบโตเต็มที่แล้ว ในไม่ช้าก็มีซากศพแห้งเหี่ยวเพิ่มขึ้นมาอีกหลายร้อยร่าง
ผู้ฝึกตนกายยุทธ์ที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ต่างมีสีหน้าสลดใจ
หน้าผากของรูปปั้นซิ่วเซียนบวมเป่งเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ ไม่เหมือนการสร้างวัตถุประหลาดเช่นก่อนหน้า แต่กลับมองเห็นเงาร่างคนเคลื่อนไหวอยู่ภายในได้อย่างเลือนราง
ภายใต้การยินยอมของเมล็ดพันธุ์อมตะ รูปปั้นยังคงดูดกลืนผู้ป่วยในเมืองเว่ยอันอย่างต่อเนื่อง ศพแล้วศพเล่านอนเกลื่อนกลาดอยู่ตามมุมถนน
สวีซานเลี่ยงกลั้นหายใจ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วรูปปั้นซิ่วเซียนจะก่อร่างเป็นสิ่งใด
ในตอนนั้นเอง พลันเกิดลมกระโชกแรงขึ้นจากความว่างเปล่า คลื่นพลังหยวนภูตอันรุนแรงสว่างวาบขึ้นก่อนจะกลับคืนสู่ร่างของเหรินชิงอีกครั้ง
เหรินชิงลืมตาขึ้น สัมผัสได้เพียงว่าหยวนภูตของตนเปี่ยมล้นอย่างยิ่ง
เงาร่างอสรพิษยาวหลายเมตรเลื้อยวนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา ก่อนจะมุดหายเข้าไปในเงา
กระแสข้อมูลไหลบ่าเข้ามา
[เหรินชิง]
[อายุขัย: 30 ปี 55 วัน]
[เมล็ดพันธุ์โรค: เมล็ดพันธุ์โรคตัวยักษ์, เมล็ดพันธุ์โรคกระดูกแข็ง, เมล็ดพันธุ์โรคกล้ามเนื้อเจริญเกิน, เมล็ดพันธุ์โรคไร้การนอนหลับ, เมล็ดพันธุ์โรคมะเร็ง]
[กายยุทธ์: เพลงดาบฝนเหล็ก (กึ่งศพ), เพลงดาบท่องราตรี (นักสู้), วิชาฝ่ามือพลังยักษ์ (นักสู้)]
วิชาหนอนสวรรค์แห่งโลกอุดรนั้นท้ายที่สุดก็เป็นเพียงวิชาที่แตกแขนงมาจากวิถีสวรรค์ ผลในการยืดอายุขัยจึงลดน้อยลงไป เดิมทีระดับสร้างรากฐานควรจะมีอายุขัยราวสี่สิบปี แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงสามสิบปี
แต่สำหรับเหรินชิงแล้ว อายุขัยสามสิบปีก็เพียงพอที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นมาก อีกทั้งกายยุทธ์ก็มีผลในการยืดอายุขัยเช่นกัน
เขาไม่ลังเลที่จะใช้อายุขัยหนึ่งร้อยวันเพื่อเลื่อนขั้นวิชาฝ่ามือพลังยักษ์สู่ระดับกึ่งศพ
กระดูกสันหลังของเหรินชิงส่งเสียงดังกรอบแกรบ หากไม่มีกายหนอนคอยสะกดไว้ เกรงว่าร่างกายคงจะสูงใหญ่ขึ้นในพริบตา
เขาเหลือบมองไปยังเมล็ดพันธุ์อมตะ ก่อนจะย่อตัวลงข้างสวีซานเลี่ยง
สีหน้าของเหล่าเมล็ดพันธุ์อมตะยังคงเรียบเฉย แม้จะสัมผัสได้ถึงพลังหยวนภูตที่เหรินชิงแผ่ออกมา แต่ก็ยังไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
เหรินชิงกำลังดื่มด่ำอยู่กับการเลื่อนระดับขั้น แต่ก็ยังรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงรอบกายได้
เขาได้ยินคำพูดของเมล็ดพันธุ์อมตะที่ว่าฮกเซียนและลกเซียนตายแล้ว ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขตหวงห้ามอมตะเคยเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้นกันแน่
หรือว่าเมื่อครั้งบรรพบุรุษทะยานขึ้นสู่สวรรค์ ได้ทำการปราบปรามฮกเซียนและลกเซียนไปจนสิ้นซากแล้ว?
แต่เหตุใดจึงไม่จัดการปราบปรามซิ่วเซียนไปด้วยเสียเลยเล่า เขตหวงห้ามอมตะในยุคหลังจะได้ไม่วุ่นวายถึงเพียงนี้ จนกลายเป็นสวนท้อสำหรับเพาะปลูกวัตถุประหลาดไป
เหรินชิงส่ายหน้า พลางข่มความคิดฟุ้งซ่านลง ไม่มีเวลาไปสืบเสาะเรื่องเหล่านี้
กลิ่นอายของโรคหลงผิดนั้น แม้จะป้องกันได้ด้วยอาวุธวิเศษเมล็ดพันธุ์ฝัน แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากยังอยู่ในเมืองเว่ยอันต่อไป นานวันเข้าย่อมต้องตกสู่ความบ้าคลั่งเป็นแน่
เหรินชิงใช้นิ้วแตะที่หว่างคิ้วของสวีซานเลี่ยง ส่งหยวนภูตเข้าไปช่วยให้เขากลับมามีสติ แต่สภาพจิตใจก็ยังคงเปราะบางใกล้แตกสลาย
“สำนักยุทธ์เฉินที่สอนกายยุทธ์เกี่ยวกับการขัดเกลาร่างกาย อยู่ที่ใดในเมืองเว่ยอัน?”
สวีซานเลี่ยงพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากเย็น พลางยื่นมือชี้ไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นก็เริ่มพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ เห็นได้ชัดว่าอาการจากโรคหลงผิดนั้นไม่เบาเลย
เหรินชิงมุ่งหน้าไปยังสำนักยุทธ์เฉิน ไม่นานก็พบต้นไม้ป่วยที่ใช้บันทึกกายยุทธ์
เขาได้รับกายยุทธ์เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์โรคกล้ามเนื้อเจริญเกินมาอย่างราบรื่น มันมีนามว่า “วิชากายาเกราะทอง” เหรินชิงจึงเลือกเลื่อนขั้นสู่ระดับกึ่งศพในทันที
ตัวยักษ์ กล้ามเนื้อเจริญเกิน และกระดูกแข็ง สามเมล็ดพันธุ์โรคนี้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อร่างกายของเขา ทำให้กลิ่นอายทรงพลังยิ่งขึ้น
เหรินชิงมองไปยังกระแสข้อมูล การเลื่อนจากระดับกึ่งศพสู่ระดับทูตผีนั้นต้องใช้อายุขัยสิบปี การใช้กายยุทธ์เพียงแขนงเดียวเพื่อเลื่อนสู่ระดับยมทูตคงเป็นเรื่องยาก
[ต้องการเลื่อนขั้นวิชาฝ่ามือพลังยักษ์หรือไม่? จะใช้อายุขัยสิบปี]
หลังยืนยัน เขาก็ข่มทนความเจ็บปวดรุนแรงพลางมองไปยังกระแสข้อมูล ผลปรากฏว่าการเลื่อนขั้นสู่ระดับยมทูตกลับต้องใช้เวลานับร้อยปี
แม้ว่าวิชาฝ่ามือพลังยักษ์จะช่วยฟื้นฟูอายุขัยกลับมาห้าปีเมื่อบรรลุถึงระดับทูตผี แต่เมื่อเทียบกับที่ต้องใช้ในระดับยมทูตแล้ว ยังนับว่าห่างไกลกันลิบลับ
(จบตอน)