- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 91 เงาร่างข้างต้นไม้สมอง
บทที่ 91 เงาร่างข้างต้นไม้สมอง
บทที่ 91 เงาร่างข้างต้นไม้สมอง
บทที่ 91 เงาร่างข้างต้นไม้สมอง
แต่เมื่อเวลามีจำกัด ก็ต้องชดเชยด้วยความเร็วในการสังหารที่เหนือกว่า
เหรินชิงเพียงเสียดายที่พลังวิญญาณที่ได้รับนั้นน้อยนิด ด้วยความแข็งแกร่งของวิญญาณแยกในขณะนี้ การจะแบกรับการกลายสภาพของกระดูกสันหลังจึงนับว่ายากเย็นแสนเข็ญ
ซากภูตประหลาดถูกที่ราบเลือดเนื้อกลืนกิน แผ่นดินสั่นสะเทือนเป็นระยะราวกับร่างของพระกษิติครรภกำลังพังทลายลงอย่างช้า ๆ
เหรินชิงใช้เนตรซ้อนกวาดมองโดยรอบ สรรพสิ่งล้วนประกอบขึ้นจากเลือดเนื้อ
หมู่ไม้คือโครงกระดูกขาวโพลน ใบของมันคือแผ่นหนังมนุษย์ที่พลิ้วไหวตามลมยะเยือก ช่างเป็นภาพที่ประหลาดพิสดารเกินจะหาใดเปรียบ
ยังมีภูตประหลาดนับไม่ถ้วนที่กำลังถือกำเนิดและดับสูญ
ตะขาบยักษ์ยาวกว่าสิบเมตรเลื้อยผ่านอย่างเชื่องช้า ทั่วทั้งร่างของมันอัปลักษณ์ด้วยลูกตาน้อยใหญ่ที่โปนออกมา โดยมีหนวดระยางค์เชื่อมต่อกันอย่างน่าสยดสยอง
แต่แล้วชั่วพริบตาที่มันคลานผ่านไป อายุขัยของมันพลันสิ้นสุดลง ร่างมหึมาล้มครืนลงกับพื้น ก่อนที่ซากศพจะถูกร่างพระกษิติครรภดูดกลืนจนสิ้น
ฉากเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไป สะท้อนถึงระบบนิเวศอันวิปริตของสถานที่แห่งปีกโลกันตร์ได้เป็นอย่างดี
เหล่าภูตประหลาดเข่นฆ่ากันเอง เพียงเพื่อพยายามยืดชีวิตออกไปตามสัญชาตญาณ
แต่แมงเม่าก็ย่อมเป็นแมงเม่าวันยังค่ำ
“ประหลาดแท้... นี่คือกระบวนการก่อกำเนิดเขตหวงห้ามระดับเทพหยางหรือ?!!”
มิน่าเล่าหอผู้คุมเขตหวงห้ามจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งการสิ้นชีพของพระกษิติครรภ กระทั่งต้องใช้วิชาเรียกวิญญาณเข้าช่วย
แต่ระดับเทพหยางหมายถึงทรัพยากรที่ไม่สิ้นสุด โลกใบนี้ไม่มีทั้งเส้นชีพจรมังกรหรือหญ้าทิพย์ หากต้องการเลื่อนระดับก็ทำได้เพียงพึ่งพาทรัพยากรที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้
ด้วยเหตุนี้หอผู้คุมเขตหวงห้ามจึงไม่มีระดับเทพหยาง เพราะทรัพยากรไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง
หากหอผู้คุมเขตหวงห้ามสามารถควบคุมร่างของพระกษิติครรภได้ เหล่าผู้ฝึกตนระดับยมทูตก็ย่อมมีโอกาสเลื่อนระดับ มิเช่นนั้นก็ทำได้เพียงถูกกักขังรอวันตาย
หลังความตายยังต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของอเวจีมหานรก ถูกทรมานชั่วนิรันดร์
เหรินชิงสงบสติอารมณ์ให้มั่นคง
เขาลงมือสังหารภูตประหลาดไปสองสามตนตามอำเภอใจ ประกายในเนตรซ้อนของเขายิ่งแจ่มชัดขึ้นทุกขณะ
มุมมองที่เห็นก็เปลี่ยนแปลงไป เขาสามารถมองเห็นวิญญาณสลัวรางที่ปรากฏขึ้นยามภูตประหลาดสิ้นชีพได้
วิญญาณเหล่านี้มีเพียงส่วนน้อยที่ถูกภูตประหลาดตนอื่นดูดซับ ส่วนใหญ่ล้วนสลายเข้าไปในร่างของพระกษิติครรภ
ครืน!!!
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนอีกครา รอยแยกหลายสายปรากฏขึ้นพร้อมกับโลหิตที่สาดกระเซ็น
เหรินชิงหันไปมองตามสัญชาตญาณ ความเคลื่อนไหวมาจากทิศทางของต้นไม้สมอง ที่นั่นอาจเป็นต้นตอการพังทลายของร่างกายนี้
ต้นไม้สมองคงเป็นตัวแทนแก่นกลางของพระกษิติครรภ หรือก็คือวังหนีหวานที่กล่าวถึงในลัทธิเต๋า
ภูตประหลาดยักษ์ตาเดียวตนหนึ่งพบเหรินชิงแล้ว ร่างขนาดกำปั้นของอีกฝ่ายที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงนั้นดูไร้พิษสงโดยสิ้นเชิง
ใบหน้าของมันปรากฏรอยยิ้มอันน่าสะพรึง ขณะโน้มตัวลงพลันมีแขนอีกข้างงอกออกจากข้อศอก ตะครุบเข้าใส่เหรินชิงอย่างรุนแรง
ในความคิดของยักษ์ตาเดียว เหรินชิงสมควรจะไร้เรี่ยวแรงต่อต้านโดยสิ้นเชิง
ทว่ามันกลับคว้าได้เพียงอากาศธาตุ
เหรินชิงอาศัยกระดูกสันหลังดีดตัวทะยานขึ้นกลางอากาศ พริบตานั้นก็ปรากฏกายเบื้องหลังยักษ์ตาเดียว ก่อนที่ปลายกระดูกสันหลังอันคมกริบจะเสียบทะลุท้ายทอยของมัน
ยักษ์ตาเดียวล้มลงกับพื้นอย่างไม่เต็มใจ เลือดเนื้อหลอมละลาย วิญญาณแหลกสลาย
เหรินชิงสัมผัสได้ชัดเจนว่าวิญญาณแยกของตนแข็งแกร่งขึ้น สามารถรองรับการกลายสภาพของวิชาอาคมขั้นต่อไปได้แล้ว
แต่เขาก็ไม่รีบร้อน กลับใช้โอกาสนี้ขัดเกลากระดูกสันหลัง สังหารภูตประหลาดที่เข้ามาใกล้อย่างต่อเนื่อง
เพราะมีสัญญาคุ้มครองจากสุ่น ขอเพียงอายุขัยของร่างภูตประหลาดนี้ใกล้หมดสิ้น วิญญาณก็จะสามารถกลับคืนสู่ร่างจริงได้
แต่กรณีของเหรินชิงกลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย อสูรฝันร้ายคู่ส่งผลโดยตรงต่อวิญญาณ ซึ่งความลึกล้ำของวิชาอาคมนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่คราที่เขาพลัดหลงเข้าไปในเขตหวงห้ามปัดเป่าเภทภัย
เขารู้สึกได้กระทั่งว่าตนสามารถกลับไปได้ทุกเมื่อตามใจนึก ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุขัยหมดสิ้น
ต่อให้วิญญาณแยกได้รับความเสียหาย ก็เป็นเพียงวิญญาณแยก วิญญาณหลักยังคงอยู่ในร่างจริง อย่างมากที่สุดก็แค่ต้องใช้อายุขัยเพื่อเลื่อนระดับ
เหรินชิงถูกภูตประหลาดสองสามตัวรุมล้อมจนบาดเจ็บเล็กน้อย เขาเลือกเสริมสร้างร่างกายด้วยวิชาเทวะบาทาเป็นลำดับถัดไป
ร่างกายทรงกลมของเขาแปรเปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือ ขนสีเงินหนาทึบงอกปกคลุมร่าง พลันปรากฏเค้าโครงของหมาป่า
ชั่วพริบตาเดียว เหรินชิงก็จำแลงกายเป็นหมาป่ายักษ์สีเงินสูงสามเมตร ดวงตาทั้งคู่ยังคงเป็นเนตรซ้อน ส่วนหางกลับกลายเป็นกระดูกสันหลังอันน่าพรั่นพรึง
บนแผ่นหลังยังปรากฏหนามกระดูกมากมาย บรรยากาศรอบกายกล่าวได้ว่าเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
เมื่อภูตประหลาดที่อ่อนแอกว่าเห็นเข้าต่างก็พากันถอยหนี แต่ก็ถูกกระดูกสันหลังที่ไล่ตามมาเสียบสังหารจนหมดสิ้น
เหรินชิงจับจ้องไปยังภูตประหลาดที่ตัวใหญ่กว่า ในแววตาอดไม่ได้ที่จะฉายแววอำมหิต
สถานที่ที่สุ่นเลือกให้นี้ ภูตประหลาดล้วนถูกจำกัดอยู่ที่ระดับกึ่งศพ ด้วยฝีมือของเหรินชิงผู้มีวิชาอาคมถึงหกแขนง ย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้
สองชั่วยามรึ? สำหรับเหรินชิงแล้ว ครึ่งชั่วยามก็เกินพอ
ภูตประหลาดย่อมไม่ถอยหนี ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดของพวกมัน การฆ่าฟันคือสัญชาตญาณ
พวกมันอาจหลีกเลี่ยงเภทภัยได้ แต่ไม่มีวันรู้จักความหวาดกลัว
เหรินชิงรวบรวมพลังไว้ที่ขาทั้งสี่ข้าง วิชาเทวะบาทาสำแดงผล ร่างของเขากลายเป็นเพียงเงาเลือนรางก่อนจะหายวับไป ทิ้งไว้เพียงหลุมลึกครึ่งเมตร ณ ตำแหน่งเดิม
ฟิ้ว!!!
เสียงแหวกอากาศดังสนั่น
กระดูกสันหลังสะบัดฟาดออกไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ภูตประหลาดสองสามตนพลันแข็งทื่อ ร่างของพวกมันถูกตัดขาดเป็นแนวเรียบกริบ
วิญญาณแยกได้รับการบำรุงขึ้นเล็กน้อย ความแข็งแกร่งเริ่มใกล้เคียงวิญญาณหลัก น่าเสียดายที่นี่เป็นเพียงสภาวะชั่วคราว มิเช่นนั้นแล้วช่างนับเป็นขุมทรัพย์โดยแท้
เหรินชิงบุกทะลวงลึกเข้าไป เขาลงมือสังหารหมู่แทบจะเพียงฝ่ายเดียว ภูตประหลาดไม่อาจต้านทานได้เลย
แต่เมื่อเข้าใกล้ต้นไม้สมอง ภูตประหลาดที่พบก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในจำนวนนั้นถึงกับมีระดับกึ่งศพขั้นสูงสุดปะปนอยู่ด้วย
เหรินชิงเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดัน เขาจึงเลือกใช้ตำราหนังมนุษย์ซึ่งเป็นวิชาอาคมแขนงที่สี่ในทันที
ขนสีเงินทั่วร่างร่วงหลุด ถูกแทนที่ด้วยผิวหนังหนาเตอะ บนนั้นปรากฏลวดลายรูปหัวกะโหลกอันแปลกประหลาด
รูปลักษณ์ของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกับเหล่าภูตประหลาด
ขณะที่เหรินชิงกำลังปรับตัวให้เข้ากับพลังใหม่ หนวดเส้นหนึ่งก็พลันโผล่พ้นจากใต้ดิน
หนวดนั้นฟาดใส่ช่องท้องของเหรินชิงอย่างจัง เกิดเป็นรอยแผลฉกรรจ์ลึกจนเห็นกระดูก เฉียดทำลายอวัยวะภายในเพียงนิดเดียว
เหรินชิงเหลือบมองอย่างเย็นเยียบ วิชาจากตำราหนังมนุษย์ถูกใช้ออก บาดแผลฉกรรจ์ย้ายตำแหน่งในพริบตา ก่อนที่กระดูกสันหลังจะเสียบแทงลึกลงไปใต้ดินอย่างรุนแรง
ภูตประหลาดสิ้นชีพลง วิญญาณแยกของเหรินชิงก็ได้รับการบำรุงอีกครั้ง
ทัศนวิสัยของเนตรซ้อนยิ่งคมชัดขึ้นเรื่อย ๆ
บัดนี้ภายใต้การเสริมพลังจากพลังวิญญาณ แม้จะยังไม่เลื่อนสู่ระดับทูตผี แต่เนตรซ้อนก็เริ่มมีอานุภาพของอสูรฝันร้ายคู่แล้ว
เหรินชิงฉวยโอกาสนี้สังเกตการณ์ต้นไม้สมองอีกครั้ง พบว่ารากของมันลอยเด่นในอากาศ กิ่งก้านสาขาพันกันจนก่อเกิดเป็นสมองสีเทาอมดำขนาดมหึมา
แต่ระยะทางยังไกลเกินไป จึงไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนว่าเงาร่างนั้นอยู่ที่ใด
เขาไม่คิดมากความอีกต่อไป เพราะหลังจากเสริมพลังด้วยตำราหนังมนุษย์ อายุขัยก็ยิ่งสั้นลง การสะบัดกระดูกสันหลังจึงไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ
ภูตประหลาดโดยรอบถึงคราวเคราะห์ ตายตกไปภายใต้เงื้อมมือของเหรินชิงอย่างไม่เลือกหน้า พื้นดินถูกกระดูกสันหลังฟาดฟันจนเป็นร่องลึกนับไม่ถ้วน
เหรินชิงสำแดงสัญชาตญาณนักล่าอันน่าสะพรึงกลัวอย่างเต็มที่ ภูตประหลาดระดับกึ่งศพหรือจะต้านทานเขาซึ่งเป็นผู้ฝึกตนระดับทูตผีได้
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ถึงขีดสุด เขาจึงไม่ลังเลที่จะใช้วิชาผู้ใช้ผิวกระจกเป็นแขนงที่ห้า
กระดูกทั่วร่างของเหรินชิงแปรสภาพเป็นแก้วผลึก โดยเฉพาะกระดูกสันหลังที่ส่องประกายราวกับสามารถสะท้อนแสงได้ทุกชนิด
เวลาสองชั่วยามแต่เดิม บัดนี้เหลือเพียงครึ่งชั่วยาม เขาอาจตายได้ทุกเมื่อ
เมื่อการสังหารดำเนินไป วิญญาณแยกก็มาถึงขีดจำกัดที่สามารถรองรับได้แล้ว
ขอเพียงกลับคืนสู่ร่างจริง เขาก็จะสามารถเลื่อนระดับเป็นทูตผีได้ทันที แต่เหรินชิงกลับอดไม่ได้ที่จะผลักดันให้วิญญาณแยกดูดซับพลังวิญญาณให้ถึงขีดสุด
หากสามารถฉวยโอกาสนี้สร้างวาสนาให้ตนเองได้ ไม่แน่ว่าจะประหยัดเวลาบำเพ็ญเพียรไปได้อย่างน้อยสิบปี ที่สำคัญกว่านั้นคือวิชาเกราะคลุมกายก็อาจมีหวังเลื่อนระดับได้เอง
และเหรินชิงก็ต้องการจะเห็นให้ชัดกับตา ว่าเงาร่างข้างต้นไม้สมองนั้นเป็นผู้ใดกันแน่
(จบตอน)