- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนวิปลาส
- บทที่ 32 อสูรโดยกำเนิด
บทที่ 32 อสูรโดยกำเนิด
บทที่ 32 อสูรโดยกำเนิด
บทที่ 32 อสูรโดยกำเนิด
เหรินชิงอดไม่ได้ที่จะนิ่งอึ้งไป แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัด แต่พลจับกุมชราผู้นั้นมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งยวดว่าคือผู้มีร้อยเนตรที่ซ่อนเร้นกายอยู่ในเงาไม่ดมาโดยตลอด
คนผู้นี้กลับกลายเป็นพ่อลูกกับซ่งจงอู๋ อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าเขาสามารถยืดอายุขัยของตนเองได้สำเร็จแล้ว เหตุไฉนจึงได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันถึงเพียงนี้
เหรินชิงเต็มไปด้วยความสงสัยอยู่เต็มอก เขาเดินตามซ่งจงอู๋ไปยังลานฝึกยุทธ์อย่างเงียบงัน
ทั้งสองคนต่างก็เงียบงันไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา เหรินชิงไม่ได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวของซ่งหรงแต่อย่างใด แต่ทว่าในใจของเขากลับค่อยๆ มีข้อสันนิษฐานบางอย่างผุดขึ้นมาทีละน้อย
เงื่อนไขเบื้องต้นในการฝึกฝนวิชามารอสูรนั้นคือการที่จะต้องผ่านการถือศีลห้าข้อใหญ่แห่งพุทธะโดยไม่เคยตกต่ำหรือด่างพร้อยแม้แต่น้อย
ศีลห้าข้อใหญ่ที่กล่าวมานี้ก็คือ หนึ่ง ห้ามฆ่าสัตว์ สอง ห้ามลักทรัพย์ สาม ห้ามประพฤติผิดในกาม สี่ ห้ามพูดเท็จ และห้า ห้ามดื่มสุราเมรัย
วิชามารอสูรของซ่งจงอู๋ในเมื่อได้บรรลุถึงระดับยมราชสี่กรแล้วนั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่สามารถจะทำได้ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเพียงอย่างเดียวเป็นแน่ การที่เขาเคยมีครอบครัวมาก่อนก็เป็นเรื่องที่พอจะสามารถเข้าใจได้
พวกเขาเดินเข้าใกล้ลานฝึกยุทธ์มากขึ้นเรื่อยๆ สามารถที่จะมองเห็นหอตำรายุทธ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักกำลังถูกเหล่าพลจับกุมทำการปิดล้อมเอาไว้
ซ่งจงอู๋สวมหมวกที่ทำจากไม้ไผ่สาน เขาได้แสดงป้ายเอวของผู้คุมเขตหวงห้ามออกมา แล้วจึงได้พาเหรินชิงเดินตรงเข้าไปในหอตำรายุทธ์ในทันที
ภายในหอตำรายุทธ์นั้นมีเพียงพนักงานเผาศพชราอายุสี่สิบปีขึ้นไปจำนวนห้าคนเท่านั้น เมื่อพวกเขาได้เห็นซ่งจงอู๋ก็พากันก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อมในทันที
เหล่าพนักงานเผาศพชราเหล่านี้ได้รับราชการอยู่ในจวนมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องจัดการกับเรื่องจิปาถะต่างๆ ตามท้องถนนอีกต่อไป แต่กลับทำหน้าที่ในการตรวจสอบศพที่ตายอย่างประหลาดพิสดารโดยเฉพาะ ดังนั้นพวกเขาจึงถูกเรียกว่าผู้ชันสูตรศพ
พนักงานเผาศพเฉินผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบา “ซ่งหรงนั้นได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายวันก่อนแล้วขอรับ เนื่องจากโดยปกติแล้วเขาเป็นคนชอบเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ดังนั้นพวกเราจึงเพิ่งจะมาพบศพของเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง…”
ซ่งจงอู๋พยักหน้ารับ ภายนอกนั้นดูไม่ออกเลยว่าเขากำลังดีใจหรือเสียใจกันแน่
เหรินชิงขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วจึงเอ่ยถามขึ้น “หลายวันก่อนน่ะหรือ วันไหนกันแน่?”
พนักงานเผาศพเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ “ดูจากสภาพการเน่าเปื่อยของศพแล้วนั้น น่าจะเป็นเมื่อสองวันก่อนกระมังขอรับ”
เหรินชิงพึมพำอยู่ในใจ “สองวันก่อน ไม่ใช่เวลาเดียวกับที่เรือนพิจารณาซือปู่เกิดเรื่องขึ้นหรอกหรือ ไม่ทราบว่ามันจะเกี่ยวข้องกันหรือไม่นะ”
ซ่งจงอู๋กล่าวขึ้นอย่างเรียบเฉย “ท่านอาจารย์ทั้งหลายกลับไปก่อนเถิด”
“ขอรับ ท่านผู้ใหญ่”
เหล่าพนักงานเผาศพชราหันหลังเดินจากไปในทันที
พวกเขาไม่ได้ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างซ่งจงอู๋กับซ่งหรงเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่รู้สึกว่ามันช่างประหลาดพิกลยิ่งนัก ศพนั้นอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีความผิดปกติอันใดเลย
ซ่งจงอู๋รอจนกระทั่งภายในหอตำรายุทธ์นั้นไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่แล้ว เขาจึงได้ค่อยๆ เล่าถึงที่มาที่ไปของซ่งหรงให้เหรินชิงได้รับฟัง
ซ่งหรงนั้นร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นอายุขัยของเขาจึงมีจำกัด เขามีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเกินกว่ายี่สิบปีเป็นแน่
แต่ทว่าจิตใจของเขานั้นกลับเป็นดั่งอสูรโดยกำเนิด มารดาของเขานั้นได้เสียชีวิตลงในตอนที่คลอดเขาออกมา ซ่งหรงในวัยเยาว์นั้นก็ชื่นชอบที่จะทำการทารุณกรรมแมวและสุนัขเป็นว่าเล่น เคยถึงขั้น…ลงมือกับทารกอีกด้วย
ในตอนนั้นซ่งจงอู๋ต้องการที่จะสั่งสอนซ่งหรงให้หลาบจำ แต่ทว่าเนื่องเพราะการเลื่อนระดับขั้นขึ้นเป็นตุลาการสามกรนั้นทำให้เขาต้องประสบกับเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวง เขากลัวว่าจะต้องตายลงในเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น จึงจำต้องเตรียมตัวที่จะหลบหนีไปยังดินแดนอันรกร้างว่างเปล่า
ซ่งจงอู๋ได้ฝากซ่งหรงซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียงแค่ห้าขวบให้วัดแห่งหนึ่งช่วยเลี้ยงดู จากนั้นเขาก็ได้รีบร้อนเดินทางไปเก็บตัวเพื่อฝึกฝนวิชา
การเก็บตัวฝึกฝนในครั้งนั้นได้ใช้เวลาไปนานกว่ายี่สิบปีเต็ม เมื่อเขากลับมาถึงยังวัดแห่งนั้นอีกครั้ง ข้างในกลับเต็มไปด้วยซากกระดูกอันแห้งเหือด ซ่งหรงนั้นได้หายตัวไปนานแล้ว
เดิมทีนั้นซ่งจงอู๋คิดว่าซ่งหรงคงจะอายุขัยหมดสิ้นไปแล้วเป็นแน่ ผลปรากฏว่าเขากลับได้มาพบกับอีกฝ่ายอีกครั้งที่จวนในเมืองซานเซียงแห่งนี้
และซ่งหรงในยามนี้นั้นก็มีอายุถึงสี่สิบสามปีแล้ว
เหรินชิงอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ซ่งหรงในวัยเยาว์นั้นก็ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้แล้ว เมื่อเขาได้เชี่ยวชาญในวิชาอาคมแล้ว ย่อมจะต้องเหิมเกริมมากยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน คิดเป็นอื่นไม่ได้
ซ่งจงอู๋กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเข้มงวด “ข้าสงสัยมาโดยตลอดว่าซ่งหรงนั้นได้ใช้คนเป็นๆ มาทำพิธีสังเวย เพื่อที่จะเป็นการยืดอายุขัยต่อชีวิตให้กับตนเอง แต่ทว่าข้าก็ไม่สามารถที่จะหาเบาะแสอันใดพบเลยแม้แต่น้อย”
ตามหลักการของซ่งจงอู๋แล้วนั้น ก่อนที่เขาจะสามารถแน่ใจได้ว่าซ่งหรงนั้นได้ทำการฆ่าคนเพื่อยืดอายุขัยของตนเองจริงๆ เขาย่อมที่จะไม่ผลีผลามลงมือเด็ดขาด ซึ่งนั่นเป็นการปล่อยให้คดีตัดหัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
เหรินชิงฟังจากน้ำเสียงของซ่งจงอู๋แล้ว เขาก็รู้สึกได้ถึงความเสียใจอยู่เล็กน้อย
เกรงว่า [บันทึกท่องเที่ยวกระท่อมหญ้า] ที่เขาได้ทิ้งเอาไว้ในหอตำรายุทธ์นั้น ก็คงจะต้องการที่จะอาศัยผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นมาช่วยในการตักเตือนซ่งหรง แต่ทว่าฝ่ายหลังนั้นกลับไม่ได้สำนึกผิดเลยแม้แต่น้อยนิด
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของเขาเท่านั้น ยังคงจะต้องทำการตรวจสอบจากศพเพื่อที่จะเป็นการยืนยันสถานการณ์ให้แน่ชัดเสียก่อน
เหรินชิงผลักประตูไม้ของห้องด้านในให้เปิดออก สิ่งที่ปรากฏขึ้นแก่สายตาของเขาก็คือซากศพอันแห้งเหือดศพหนึ่งกำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงาน กลิ่นเหม็นเน่าอันรุนแรงได้โชยปะทะเข้ากับจมูกของเขาในทันที
เขาใช้ผู้มีเนตรซ้อนทำการสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาพบว่าหากมองเพียงเผินๆ แล้วนั้น ศพดูเหมือนไม่ได้มีสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่ลางๆ
ซ่งจงอู๋กล่าวขึ้น “หากว่าเป็นอย่างที่ข้าได้คาดเดาเอาไว้จริงๆ ว่าเขาได้ทำการฆ่าคนเพื่อที่จะยืดอายุขัยของตนเองแล้วล่ะก็ อย่างน้อยที่สุดก็คงจะต้องเอาชีวิตของผู้คนไปถึงสี่ห้าร้อยคนจึงจะเพียงพอ”
“ท่านผู้อาวุโสซ่ง ศพนี้มีปัญหาขอรับ”
เหรินชิงชี้ไปยังจุดซากศพที่ได้กระจายอยู่ทั่วทั้งผิวหนังแล้วจึงกล่าวขึ้น “แม้ว่าสีของจุดซากศพนั้นจะมีความแตกต่างกันออกไปตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปก็จริง แต่ก็ไม่ควรที่จะมีความแตกต่างกันมากถึงเพียงนี้”
ซ่งจงอู๋เพ่งมองดูอย่างตั้งใจ ก็เป็นอย่างที่เหรินชิงได้กล่าวเอาไว้จริงๆ สีของจุดซากศพนั้นมีทั้งเข้มบ้างและจางบ้าง ดำด่างคละกันไป ดูแล้วช่างประหลาดพิกลอย่างไม่อาจจะบอกถูกได้เลยทีเดียว
“ไม่ทราบว่าท่านจะว่ากระไรหรือไม่ หากข้าจะขอทำการผ่าศพดูสักหน่อย?”
“ไม่เป็นไร เชิญตามสบายเถิด”
เหรินชิงหยิบเอามีดสั้นที่เขาพกติดตัวอยู่เสมอออกมา จากนั้นเขาก็กรีดลงไปตรงบริเวณที่มีจุดจุดดำด่างหนาแน่นที่สุด เลือดเนื้อที่อยู่ใต้ผิวหนังนั้นพลันปรากฏขึ้นแก่สายตาของพวกเขาทั้งสองในทันที
ทั้งสองคนมองหน้ากัน สีหน้าของพวกเขาทั้งคู่นั้นต่างก็เต็มไปด้วยความเหลือเชื่ออย่างสุดจะพรรณนา
เห็นเพียงแต่เลือดเนื้อนั้นได้จับตัวกันเป็นก้อนๆ ไม่ได้มีความรู้สึกถึงความเป็นเส้นใยของกล้ามเนื้อเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่ามันได้ถูกปะติดปะต่อขึ้นมายังไงยังงั้น
เหรินชิงไม่ได้ลังเลใจที่จะกรีดผิวหนังตามจุดต่างๆ ออกอีกหลายแห่ง เลือดเนื้อที่อยู่ข้างในนั้นเน่าเปื่อยอยู่ในระดับที่แตกต่างกันออกไป กระทั่งบางส่วนนั้นก็ไม่ใช่เนื้อมนุษย์ด้วยซ้ำไป!
ทั้งสองคนกล่าวออกมาพร้อมกันเกือบจะในทันที “ตำราหนังมนุษย์?”
การที่จะสามารถสร้างซากศพที่เหมือนจริงขึ้นมาได้จากความว่างเปล่านั้น มีความเป็นไปได้สูงสุดว่าน่าจะเป็นผู้ลอกหนังจากตำราหนังมนุษย์เป็นแน่ ทิศทางการกลายสภาพนี้นั้นเกี่ยวข้องกับร่างกายของมนุษย์โดยตรง
เหรินชิงเข้าใจได้ในทันที ซ่งหรงนั้นจะต้องเป็นผู้มีร้อยเนตรคนนั้นอย่างแน่นอนไม่อาจเป็นอื่นได้!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาสามารถที่จะซ่อนตัวอยู่ในจวนได้อย่างเงียบเชียบถึงปานนี้ กระทั่งซ่งจงอู๋เองก็ยังไม่สามารถที่จะมองเห็นถึงช่องโหว่ใดๆ ได้เลย เกรงว่าเขาคงจะอาศัยการสวมใส่หนังของมนุษย์เพื่อที่จะเป็นการปกปิดลักษณะของผู้มีร้อยเนตรเอาไว้นั่นเอง
อีกทั้งเขายังได้ใช้ความสามารถของผู้ลอกหนังในการควักเอาลูกตาของตนเองออกมา แล้วจึงนำเอาไปติดไว้บนตัวของสัตว์หรือแมลงต่างๆ เพื่อที่จะใช้ในการควบคุมจากระยะไกล
กระทั่งเขตหวงห้ามในเรือนจำนั้นก็ไม่นำแน่ว่าจะเป็นฝีมือของซ่งหรงเสียเอง
แต่ทว่าซ่งหรงนั้นเหตุใดจึงต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนีด้วยเล่า หรือว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเขานั้นก็คือเขตหวงห้ามปัดเป่าเภทภัยกันแน่?
เหรินชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงได้ตัดสินใจที่จะแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับวิชาไร้เนตรให้ซ่งจงอู๋ได้รับทราบ
เขาได้เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงการยืดอายุขัยด้วยการกินดวงตาของมนุษย์สดๆ ซ่งจงอู๋ย่อมที่จะสามารถเชื่อมโยงไปถึงคดีตัดหัวอันครึกโครมที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้อย่างแน่นอน
ซ่งจงอู๋เข้าใจได้ในทันทีว่าวิชาไร้เนตรของเหรินชิงกับของซ่งหรงนั้นมาจากแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ทิศทางการกลายสภาพนั้นแตกต่างกันออกไปเท่านั้นเอง
เขาอดไม่ได้ที่จะมีแววแห่งความโกรธเกรี้ยวปรากฏขึ้นมาในดวงตา เขาหันไปจ้องมองเหรินชิงด้วยดวงตาทั้งหกดวงของตนแล้วจึงกล่าวขึ้น “เหรินชิง เจ้าเคยได้ลิ้มลองรสชาติของดวงตามนุษย์มาแล้วหรือไม่?”
เหรินชิงกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง “ท่านผู้อาวุโสซ่ง ข้านั้นไม่เคยได้กินดวงตาของมนุษย์เลยแม้แต่ครั้งเดียว และก็ไม่เคยได้มีความคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อยนิด”
ซ่งจงอู๋นั้นมีวิชาทิพยโสต เมื่อเขาทราบว่าเหรินชิงไม่ได้กำลังโกหกอยู่ น้ำเสียงของเขาก็อ่อนลงในทันที
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว อย่าได้หลงผิดไปในเส้นทางนั้นเป็นอันขาด”
เขานึกถึงความยากลำบากในการที่จะเชี่ยวชาญในวิชาไร้เนตรได้สำเร็จ อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความชื่นชมในตัวของเหรินชิงขึ้นมาอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่ที่ซ่งหรงได้จงใจเผยแพร่วิชาไร้เนตรออกไปนั้น ผู้ที่ได้พยายามที่จะฝึกฝนมันส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่ลงเอยอย่างไม่งดงามนัก
จะต้องรู้ไว้ด้วยว่าการที่จะเริ่มต้นฝึกฝนวิชาไร้เนตรได้นั้นจำเป็นที่จะต้องผ่านพ้นความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งให้ได้ถึงสี่สิบเก้าวันเต็ม เหรินชิงในเมื่อสามารถที่จะยึดมั่นในจิตใจเดิมของตนเองเอาไว้ได้นั้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าจิตใจของเขานั้นไม่นับว่าเลวเลยจริงๆ
ทั้งพรสวรรค์ โชคชะตา และจิตใจ ล้วนแล้วแต่เป็นเลิศ ในอนาคตเขาย่อมที่จะมีโอกาสที่จะสามารถทะลวงผ่านระดับยมทูตไปได้อย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่เขาได้เผลอกินวัตถุประหลาดเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เขาไม่สามารถที่จะเชี่ยวชาญในวิชาอาคมที่เกี่ยวข้องกับร่างกายได้อีกต่อไป มิฉะนั้นแล้วเขาอาจจะสามารถคาดหวังไปถึงระดับเทพหยางได้เลยทีเดียว
ซ่งจงอู๋พลันบังเกิดความคิดที่ค่อนข้างจะบ้าบิ่นขึ้นมาในใจ อย่างไรเสียตำราหนังมนุษย์ของเหรินชิงนั้นก็เพิ่งจะอยู่ในระดับนักสู้เท่านั้นเอง ไม่แน่ว่า เขาอาจจะสามารถทะลวงผ่านข้อจำกัดของวัตถุประหลาดนั้นก็เป็นได้?
เขาไม่ได้คิดมากอันใดอีกต่อไปแล้ว เขาเตรียมตัวที่จะออกเดินทางเพื่อไปตามหาซ่งหรงในทันที
“หลายวันนี้เจ้าจงตั้งอกตั้งใจฝึกฝนวิชาเทาเที่ยให้ดีเถิด หากมีทรัพยากรอันใดที่เจ้าต้องการก็สามารถที่จะมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสซ่งมากขอรับ”
ในใจของเหรินชิงนั้นดีใจขึ้นมาในทันที เขาสามารถที่จะมองเห็นได้ว่าท่าทีของซ่งจงอู๋นั้นเป็นเหมือนกับผู้ใหญ่ที่กำลังเอ็นดูเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ ต่อให้พวกเขาไม่ได้เป็นศิษย์อาจารย์กันก็ตามที เกรงว่าความแตกต่างนั้นก็คงจะไม่ได้มีมากนัก
ซ่งจงอู๋มุ่งหน้าออกไปนอกจวนในทันที
ส่วนเหรินชิงนั้นได้พักอยู่ที่หอตำรายุทธ์เป็นการชั่วคราว เขาต้องการที่จะลองค้นหาเบาะแสบางอย่างที่ผู้มีร้อยเนตรอาจจะทิ้งเอาไว้ในห้องด้านในนั้น แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พบเจอสิ่งใดเลย
ซากศพปลอมนั้นเขาได้ให้เหล่าพลจับกุมที่อยู่ข้างนอกช่วยติดต่อป๋อเฟิง แล้วจึงได้นำเอาไปเผาทำลายทิ้งไปแล้ว
(จบตอน)