เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 ความใกล้ชิด (1)

บทที่ 29 ความใกล้ชิด (1)

บทที่ 29 ความใกล้ชิด (1)


บทที่ 29 ความใกล้ชิด (1)

ระหว่างทาง จิงอ้าวเสวี่ยพยายามชวนเสิ่นลวี่ม่านพูดคุย แต่เสิ่นลวี่ม่านเป็นคนเงียบขรึม หรืออาจจะขี้เกียจที่จะสนใจนาง จึงไม่ค่อยตอบรับ แม้จะตอบ ก็เป็นเพียงคำง่ายๆ เช่น ‘อืม’ หรือ ‘อ้อ’ เท่านั้น

จิงอ้าวเสวี่ยพูดอยู่สองสามประโยค ก็ปิดปากลงอย่างกระอักกระอ่วน

นางเดินนำหน้า เสิ่นลวี่ม่านเดินตามหลังอย่างไม่เร่งรีบ เสียงฝีเท้าของนางเบามาก ได้ยินเพียงแผ่วเบาเท่านั้น

จิงอ้าวเสวี่ยรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่เรียกเสิ่นลวี่ม่านออกมา แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่สามารถให้เสิ่นลวี่ม่านหันหลังกลับไปได้

นางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ แต่เสิ่นลวี่ม่านกลับเดินขึ้นมาสองสามก้าว แล้วกล่าวอย่างลังเลว่า “ครั้งก่อนเจ้าได้รับบาดเจ็บที่ไหน?”

คำถามนี้ไม่มีหัวไม่มีหาง จิงอ้าวเสวี่ยจึงมองนางอย่างแปลกใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ในป่าบนเขา”

“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ข้าไปที่เขาบ่อย แต่ไม่เคยเจอกับสัตว์ดุร้ายเลยนี่?”

จิงอ้าวเสวี่ยลูบจมูก นางไม่ได้ถูกสัตว์ป่าทำร้าย อาการบาดเจ็บที่ถูกวินิจฉัยคือเส้นชีพจรทั่วร่างกายถูกเผาไหม้ด้วยไฟ จนสิ้นชีวิต หมอเฒ่าที่ไป๋เฉ่าถังกล่าวเช่นนั้น เสิ่นลวี่ม่านก็อยู่ที่นั่นด้วยแท้ๆ

นางน่าจะรู้เรื่องนี้ ทำไมจึงถามในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว?

หรือว่านางจงใจหาเรื่องคุย?

จิงอ้าวเสวี่ยเม้มปาก ไม่ได้บอกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บขณะดูดซับอนุภาคธาตุไม้เพื่อบำเพ็ญ แต่กล่าวปดว่า “ข้าตั้งใจจะไปล่าสัตว์ในเขา แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ภายในร่างกายก็เกิดความเจ็บปวดเสียดแทง... จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของนางก็เคร่งขรึม แม้ว่านางจะพักฟื้นและรักษาอาการบาดเจ็บของร่างกายได้ในไม่กี่วัน แต่หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ความเจ็บปวดนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้นางทรมานแล้ว

เสิ่นลวี่ม่านหยุดฝีเท้าไปครู่หนึ่ง คิดอย่างสงสัยว่า: เวลานั้นจิงอ้าวเสวี่ยเพิ่งขนอาหารจำนวนมากจากบ้านสกุลหาน แล้วเหตุใดจึงยังต้องไปล่าสัตว์ในเขาด้วยเล่า?

นางเห็นว่าทัศนคติของจิงอ้าวเสวี่ยมีท่าทีหลบเลี่ยง จึงไม่ได้เปิดโปงนาง กล่าวว่า “อาการของเจ้าฟังดูคล้ายกับเมื่อหลายปีก่อนที่หนีออกมาจากแดนลับ เวลานั้นเป็นเพราะไฟประหลาดในร่างกายของเจ้าปะทุขึ้น เผาทำลายรากวิญญาณของเจ้า ส่วนในครั้งนี้ ก็ควรจะเป็นไฟประหลาดที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายของเจ้า ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงกลับมากำเริบขึ้นอีกครั้ง”

ถ้าเป็นเช่นนั้น สถานการณ์ก็ร้ายแรงมากแล้ว

คนทั้งสองมองหน้ากัน จิงอ้าวเสวี่ยยิ้มเจื่อนๆ กล่าวว่า “เรื่องราวอาจไม่ได้แย่เหมือนที่เราคิดก็ได้ อาจเป็นเพียงอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ข้ามีตำรับสมุนไพร ถึงบาดเจ็บอีกครั้ง ก็สามารถต้มยาเม็ดเพื่อฟื้นฟูได้”

เสิ่นลวี่ม่านไม่มองโลกในแง่ดีเช่นนาง นางขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง

จิงอ้าวเสวี่ยเห็นนางเป็นเช่นนั้น ก็รู้สึกว่าความห่างเหินก่อนหน้านี้หายไป

นางเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก แม้จะมีนิสัยแปลกๆ แต่ก็ยังเป็นคนธรรมดา ย่อมปรารถนาความรู้สึกจากผู้อื่น

ในสายตาของนาง การที่เสิ่นลวี่ม่านเป็นห่วงเป็นใยและใส่ใจนาง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจของนางอบอุ่น

นางคลายสีหน้าลง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “วางใจเถิด ข้าจะไม่เป็นอะไร”

น้ำเสียงของนางแน่วแน่ และแท้จริงแล้วนางก็มีวิธีเอาชีวิตรอด ตราบใดที่นางพยายามเพิ่มพูนพลังพิเศษธาตุไม้ของตนเอง เสริมสร้างความสามารถในการฟื้นฟู ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการบาดเจ็บ

เสิ่นลวี่ม่านเห็นนางเป็นเช่นนี้ แม้ในใจจะยังคงไม่สบายใจ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

นางไม่อยากให้จิงอ้าวเสวี่ยคิดมาก จึงเปลี่ยนเรื่องว่า “ก่อนหน้านี้เจ้ากล่าวว่า เจ้าอยากจะปลูกพืชในที่ดินที่เชิงเขาใช่หรือไม่?”

จิงอ้าวเสวี่ยพยักหน้า กล่าวว่า “ข้าซื้อเมล็ดสมุนไพรมามากมายที่ไป๋เฉ่าถัง ก็เพราะเหตุนี้”

“แต่ว่า การปลูกสมุนไพรเป็นเรื่องยากมาก ทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตของสมุนไพรแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป เจ้า...”

จิงอ้าวเสวี่ยเม้มปากกล่าวว่า “พวกเราเป็นผู้บำเพ็ญนะ ข้าแม้จะใช้ปราณวิญญานไม่ได้ แต่เจ้าใช้ได้มิใช่หรือ การตั้งค่ายกลบางอย่างรอบ ๆ ที่นาผืนงามนั้น สำหรับเจ้าแล้วคงมิใช่เรื่องยากกระมัง”

เสิ่นลวี่ม่านเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างจนใจว่า “แต่การตั้งค่ายกลนั้นต้องใช้หินปราณ ที่นี่เป็นแดนมนุษย์ธรรมดา หากคิดจะหาหินปราณได้ ความยากนั้นมิอาจต่างจากการปีนขึ้นสวรรค์เลย”

จิงอ้าวเสวี่ยหัวร่อกล่าวว่า “ผู้ใดบอกว่าต้องเป็นหินปราณเท่านั้นเล่า ขอเพียงมีปราณวิญญานก็พอแล้ว และหยกก็สามารถกักเก็บปราณวิญญานไว้ได้ชั่วคราว จึงนำมาใช้แทนหินปราณไปพลางๆ ก่อนได้”

“อีกอย่าง ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปลูกสมุนไพรหายากอันใด เป็นเพียงสมุนไพรธรรมดา ๆ เท่านั้น หากปลูกขึ้นได้ก็ดีไป หากปลูกไม่ขึ้นก็มิได้มีผลอันใดอยู่แล้ว เงินติดตัวของเจ้ากับข้ารวมกันก็ยังมีอยู่เจ็ดแปดร้อยตำลึง เพียงพอสำหรับใช้จ่ายไปได้พักใหญ่”

“ครั้นเมื่อถึงคราวที่เงินทองร่อยหรอ ข้าก็ยังสามารถออกไปค้าขายได้ จะไม่ยอมให้เจ้ากับจิงหลิวเอ๋อร์ต้องอดอยากแน่นอน”

จิงอ้าวเสวี่ยกล่าวเช่นนั้นพลางส่งสายตาวิบวับให้เสิ่นลวี่ม่านอย่างซุกซน ท่าทางเช่นนั้นดูคล้ายกับจิงหลิวเอ๋อร์อย่างยิ่ง

เสิ่นลวี่ม่านชะงักไปครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพลางกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นก็ดีอยู่”

หลังจากที่ได้สนทนากันอย่างเป็นมิตรช่วงหนึ่งแล้ว ต่อจากนั้นทั้งสองก็เริ่มพูดคุยกันอย่างสบาย ๆ

จิงอ้าวเสวี่ยมีทั้งความทรงจำของคนสองคน อีกทั้งยังเคยผ่านโลกมามาก จึงเป็นผู้ที่ช่างเจรจา

เสิ่นลวี่ม่านนั้นค่อนข้างพูดน้อยกว่า ทว่าถ้อยคำของนางนั้นคมคาย อีกทั้งเคยอ่านตำรามามาก เมื่อเอ่ยปากกล่าวสิ่งใดจึงมีความหมาย

ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อใดก็ตามที่จิงอ้าวเสวี่ยเอ่ยขึ้น เสิ่นลวี่ม่านก็สามารถรับช่วงต่อได้ มุมมองของนางนั้นแปลกใหม่ ทำให้จิงอ้าวเสวี่ยได้รับแนวคิดใหม่ ๆ และความรู้สึกใหม่ ๆ อยู่เสมอ

เมื่อทั้งสองหยุดเดินและมองไปยังกระท่อมมุงจาก จึงตระหนักได้ว่าพวกนางคุยกันมาตลอดทาง จนกระทั่งเดินมาได้ครึ่งชั่วยาม และมาถึงเชิงเขาแล้ว

จิงอ้าวเสวี่ยทำเสียงจิ๊ๆ ในใจ พลางนึกว่า เสิ่นลวี่ม่านผู้นี้ช่างเป็นสมบัติล้ำค่าจริง ๆ ต้องให้คนมาค้นหาอย่างจริงจังเสียก่อนจึงจะเห็นจุดที่ส่องประกายในตัวนางได้

ขณะนี้นางมองเสิ่นลวี่ม่านด้วยสายตาชื่นชม แล้วเอ่ยว่า “เจ้าเห็นว่ากระท่อมมุงจากหลังนี้เป็นเช่นไรบ้าง”

เสิ่นลวี่ม่านเดินสำรวจรอบ ๆ ก่อน แล้วจึงกล่าวว่า “กระท่อมมุงจากหลังนี้ถูกทิ้งร้างมานานแล้ว กำแพงดินของลานบ้านก็พังทลายไปเกือบทั้งหมด หากเจ้าต้องการย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็จำเป็นต้องหาคนมาซ่อมแซมครั้งใหญ่เสียก่อน”

นางกล่าวถึงข้อบกพร่องบางประการก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วพลางกล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม ที่นี่เป็นสถานที่ที่ดีสำหรับการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ด้านนอกประตูมีภูเขาสีเขียวและสายน้ำใสสะอาด ไม่ไกลกันนั้นคือที่นาผืนงามยี่สิบหมู่ที่เป็นของเจ้า หากต้องการไปตลาดในตัวเมือง เดินเพียงครึ่งเค่อก็จะถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว สะดวกสบายกว่าบ้านพักในปัจจุบันของเรามากนัก”

ดวงตาของจิงอ้าวเสวี่ยเป็นประกาย กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าเจ้ามิได้รังเกียจที่ข้าจะย้ายมาอยู่ที่นี่แล้วใช่หรือไม่”

เสิ่นลวี่ม่านพยักหน้ากล่าวว่า “สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขาพอดี สะดวกแก่การที่ข้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ อีกอย่าง รอบ ๆ นี้ยังมีบ้านเรือนอีกสองสามหลัง เท่าที่ข้าทราบก็ล้วนเป็นคนดีในหมู่บ้าน ทั้งยังมีเด็กเล็กอยู่ในบ้าน จิงหลิวเอ๋อร์ก็สามารถเล่นกับพวกเขาได้”

จิงอ้าวเสวี่ยยิ้มกริ่มกล่าวว่า “ก็เป็นเหตุผลนี้แหละ ในเมื่อเจ้าเห็นด้วยแล้ว เช่นนั้นวันหน้าข้าจะไปว่าจ้างคนมาซ่อมแซมปรับปรุงเสียหน่อย พวกเราจะได้ย้ายบ้านมาทำนาเพาะปลูกแต่เนิ่น ๆ”

เสิ่นลวี่ม่านเห็นนางอารมณ์ดี ก็กล่าวว่า “ก็ดีอยู่ แต่เจ้าอาจจะต้องไปพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านถึงเรื่องนี้ เวลานี้เป็นช่วงว่างเว้นจากการทำนา บรรดาชายฉกรรจ์ในแต่ละบ้านล้วนแต่ว่างงาน หากเจ้าเต็มใจจ่ายค่าแรง พวกเขาก็สามารถมาช่วยได้”

จบบทที่ บทที่ 29 ความใกล้ชิด (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว