- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 29 ภาคเมืองเว่ย: นางคณิกาอันดับหนึ่ง (1)
บทที่ 29 ภาคเมืองเว่ย: นางคณิกาอันดับหนึ่ง (1)
บทที่ 29 ภาคเมืองเว่ย: นางคณิกาอันดับหนึ่ง (1)
บทที่ 29 ภาคเมืองเว่ย: นางคณิกาอันดับหนึ่ง (1)
ฉางเล่อรู้สึกสงสาร นางเงยหน้าขึ้น เห็นศิษย์พี่โจวนั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะ หลับตาลง มือวางบนตัวกระบี่ ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็ก้มหน้าก้มตากินดื่ม ไม่ได้ใส่ใจอะไร
ฉางเล่อลังเลเล็กน้อย แล้วถามว่า “ทำแบบนี้จะดีจริงหรือ?”
บริเวณรอบ ๆ เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นศิษย์พี่โจวก็เงยหน้าขึ้นมองฉางเล่อ แล้วถามว่า “เจ้าคิดว่าฆาตกรเป็นผู้บำเพ็ญหรือว่าเป็นมนุษย์ธรรมดา?”
แม้ฉางเล่อจะไม่รู้ว่าศิษย์พี่โจวถามทำไม แต่นางก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “คนผู้นี้ดูเหมือนจะเข้าใจความแค้นเป็นอย่างดี จงใจเลือกสถานที่เช่นนี้ เพื่อไม่ให้ยันต์ติดตามทำงานต่อ ข้าเดาว่าน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญที่มีวรยุทธ์ไม่สูงนัก”
ศิษย์พี่โจวส่ายศีรษะ แล้วกล่าวว่า “ฆาตกรเป็นมนุษย์ธรรมดา”
ฉางเล่อตกตะลึง “ทำไมหรือ?”
มู่โหย่วจือวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเกิดเป็นเสียงเบา ๆ เงยหน้าขึ้นมองฉางเล่อ แล้วกล่าวว่า “มนุษย์ธรรมดามีเรื่องกรรมผูกพันยุ่งเหยิงมากมาย ยิ่งผู้บำเพ็ญต้องการความก้าวหน้าในเต๋ามากเท่าไหร่ ก็ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์ธรรมดาน้อยลงเท่านั้น มิฉะนั้นกรรมจะพันเกี่ยวกัน ยากที่จะลดทอนลงไปได้ และก็จะหมดหวังในเต๋า มนุษย์ธรรมดามีอายุขัยไม่เกินร้อยปี แต่ผู้บำเพ็ญมีอายุขัยมากกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า ทุกครั้งที่ก้าวหน้าระดับเล็ก ๆ อายุขัยก็จะเพิ่มขึ้น ความสำคัญของสิ่งใดมากน้อยกว่ากันก็ชัดเจนอยู่แล้ว”
“แต่ที่พวกเรามาอยู่ในเมืองเว่ยตอนนี้ ไม่ใช่มาเพื่อช่วยมนุษย์ธรรมดาหรอกหรือ?” ฉางเล่อไม่เข้าใจ
ศิษย์พี่โจวกล่าวว่า “เราให้ความคุ้มครองแก่มนุษย์ธรรมดา มนุษย์ธรรมดาก็ส่งเสริมสำนักบำเพ็ญของเรา เรื่องกรรมก็ยุติด้วยตนเอง แต่อย่าเข้าไปพัวพันกับมนุษย์ธรรมดาให้ลึกซึ้ง”
ฉางเล่อเงียบไป สำนักกระบี่ปกป้องมนุษย์ธรรมดา มนุษย์ธรรมดาก็ตอบแทนด้วยเด็กที่มีรากวิญญาณ มีพรสวรรค์ ราวกับเป็นข้อตกลงอย่างหนึ่ง ถึงแม้ศิษย์พี่โจวจะมาเพื่อผู้ตายที่ตายอย่างไม่เป็นธรรม ก็เป็นเพียงเพราะความรับผิดชอบเท่านั้น
ความคิดเช่นนี้แน่นอนว่าไม่ได้ผิดอะไร แต่ฉางเล่อก็ยังรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง
“แต่คนของหอเซียวจินผู้นั้น ก็เป็นผู้บำเพ็ญไม่ใช่หรือ?”
ศิษย์พี่โจวหัวเราะเบา ๆ “วรยุทธ์ของผู้นั้นไม่มั่นคง รากฐานไม่แน่น น่าจะมีรากวิญญาณแบบเบ็ดเตล็ด แล้วถูกยาเม็ดบำรุงให้มีวรยุทธ์สูงขึ้นอย่างฝืนธรรมชาติไปนานแล้ว ย่อมหมดโอกาสในเต๋าไปนานแล้ว”
ฉางเล่อถามอีกว่า “ในเมื่อมีผู้บำเพ็ญที่หมดโอกาสในเต๋าทำเรื่องแบบนี้ได้ ทำไมฆาตกรถึงจะไม่ใช่คนแบบนี้เล่า?”
ศิษย์พี่โจวดื่มชาอย่างช้า ๆ เงยหน้ามองฉางเล่อ “ถ้าเจ้ามีความสามารถที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดามากนัก เจ้าจะยังต้องแอบซ่อน ปิดบังอำพรางเช่นนี้หรือ? โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล ไม่ได้มีแค่เมืองเว่ยเท่านั้น”
ในที่ฉางเล่อสุดก็เข้าใจ การที่ผู้บำเพ็ญจะสังหารมนุษย์ธรรมดาเป็นเรื่องง่ายดายเกินไป หากเป็นความผิดที่ผู้บำเพ็ญก่อขึ้นจริง ๆ เขาก็คงจะไปหาที่อยู่ของมนุษย์ธรรมดาที่ไหนก็ได้เพื่อทำความชั่วเต็มที่ จะมาทำอะไรในเมืองเว่ยที่สำนักกระบี่ตั้งอยู่ทำไม?
ทว่าการที่ผู้คนมองชีวิตมนุษย์เบาบางเช่นนี้ ฉางเล่อก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
มู่โหย่วจือมองท่าทางของฉางเล่อ ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแผ่วเบา ศิษย์พี่ฉางเล่อดูเป็นคนที่ไม่เคยผ่านความเจ็บปวดใด ๆ มาเลย ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี นางอยู่ในสายนอกมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงรักษาสภาพจิตใจเช่นนี้ไว้ได้ นับว่าหายากยิ่งนัก
ฉางเล่อคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ลุกขึ้น “ข้าขอออกไปเดินเล่นก่อน”
หลายคนมองฉางเล่อพร้อมกัน ศิษย์พี่โจวพยักหน้า “ไปเถอะ”
โหวจิ่งอ้าปากจะขวาง แต่ถูกมู่โหย่วจือดึงชายเสื้อไว้ด้านข้าง นางหันไปมองมู่โหย่วจือ สุดท้ายก็ปิดปากเงียบ
หลายคนมองฉางเล่อหันหลังเดินออกจากห้องไป โหวจิ่งขมวดคิ้วถามว่า “ศิษย์พี่ห้ามข้าทำไม? การพัวพันกับกรรมของมนุษย์ธรรมดามากเกินไปไม่ใช่เรื่องดีเลย อีกอย่างนางคณิกาอันดับหนึ่งอะไรนั่น จะสวยกว่าศิษย์พี่ฉางได้อย่างไร? หากคนของหอเซียวจินคิดร้ายขึ้นมา จะทำอันตรายศิษย์พี่ฉางได้นะ?”
“มีพวกเราอยู่ นางไม่ได้รับอันตรายใหญ่หลวงหรอก” ศิษย์พี่โจวส่ายหน้า
“นี่เป็นความสมัครใจของนางเอง หนทางบำเพ็ญเต๋า คนอื่นทำอะไรไม่ได้เลย กุญแจสำคัญเราได้บอกไปแล้ว ส่วนจะฟังหรือไม่ นั่นก็เป็นเรื่องของนาง”
ฉางเล่อเดินออกจากห้อง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาทำการของสถานเริงรมย์ บริเวณรอบ ๆ เงียบสงบ ผู้บำเพ็ญมีสัมผัสทั้งห้าที่เฉียบคม แม้แต่เสียงหายใจแผ่วเบาที่ดังมาจากหลายห้อง ฉางเล่อก็ยังได้ยิน
ฉางเล่อเดินช้า ๆ ไปข้างหน้า นางได้ยินเสียงแล้ว เป็นเสียงหัวเราะของชายผู้นั้น ที่มีความกำหนัดและหยาบคาย คนเช่นนี้ยังสามารถบำเพ็ญเซียนได้
ฉางเล่อขมวดคิ้ว แต่เมื่อนึกถึงว่าโลกนี้เป็นนิยายชายทะลุมิติ ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง
นางเดินช้า ๆ ไปข้างหน้า เสียงยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นางได้ยินเสียงผู้หญิงพยายามพูดคุยต่อรองอย่างยากลำบาก จากนั้นก็เป็นเสียงผ้าฉีกขาด
“หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ฉางเล่อเงยหน้าขึ้น นางเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ยังคงถักผมเปียคู่ เป็นวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พุ่งตรงไปยังห้องที่นางคณิกาอันดับหนึ่งอยู่
ผู้บำเพ็ญสองคนที่ยืนอยู่ตรงประตูไม่แม้แต่จะกระพริบตา แสงหนึ่งวาบผ่าน เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ถอยหลังกระเด็นออกไปทันที เห็นได้ชัดว่าจะต้องตกลงบนพื้น แม้จะไม่ถึงกับเสียชีวิต แต่ก็น่าจะบาดเจ็บสาหัส
ฉางเล่อรีบวิ่งเข้าไป มือประคองแผ่นหลังของเด็กผู้หญิงคนนั้น ยกขึ้นเล็กน้อย เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ยืนอยู่บนพื้นได้อย่างมั่นคง นางตกใจจนหน้าซีดขาว ลูบคลำร่างกายของตนเอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ และมองมาที่ฉางเล่อ
เพียงแค่สบตา นางก็รีบก้มศีรษะลงทันที โค้งคำนับ “คารวะท่านเซียน”
แม้เด็กผู้หญิงคนนั้นจะก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว แต่ฉางเล่อก็เห็นชัดเจนแล้วว่าบนใบหน้าของนางมีรอยบาดแผลหนึ่งรอย กรีดเฉียงลงมาจากหางคิ้วซ้าย ไปสิ้นสุดที่มุมปากขวา ทำลายใบหน้าที่เดิมทีสวยงามมาก ให้กลายเป็นน่าเกลียดน่ากลัว
สถานที่เช่นนี้ บาดแผลเช่นนี้ ความหมายคืออะไร ก็ชัดเจนอยู่แล้ว
ฉางเล่อไม่พูดอะไรสักพัก ส่วนร่างของเด็กผู้หญิงที่ก้มลงนั้นสั่นเล็กน้อย กระซิบว่า “ข้า ข้าหน้าตาอัปลักษณ์ ล่วงเกินท่านเซียนไปแล้ว ข้าขออภัยด้วยจริง ๆ”
เสียงของนางสั่นเครือ แขนขาหดเกร็ง ราวกับกลัวว่าฉางเล่อจะทำร้ายตนเอง
ฉางเล่อส่ายศีรษะ พยุงเด็กผู้หญิงคนนั้นให้ลุกขึ้น “ไม่เป็นไร”
นางพูดจบ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเดินจากไป
แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นคว้าชายเสื้อของนางไว้ แล้วกล่าวว่า “ท่านเซียน ท่านช่วยคุณหนูของข้าได้ไหมเจ้าคะ?”
“คุณหนูของเจ้า?” ฉางเล่อถามด้วยความสงสัย
“ใช่ เจ้าค่ะ ใช่!” เด็กผู้หญิงรีบพยักหน้า นิ้วชี้ไปที่ประตู “คือหลิ่วเหนียง! นางคณิกาอันดับหนึ่ง เป็นคุณหนูของข้าเจ้าค่ะ”
เด็กผู้หญิงมองฉางเล่อด้วยความคาดหวัง สายตาเหลือบมองกระบี่ที่เอวของนางแวบหนึ่ง แล้วเก็บสายตากลับไป กระซิบว่า “ท่านเซียนเป็นคนดี เป็นผู้มีเมตตา คุณหนูของข้าดีต่อข้ามาก ได้โปรดช่วยนางด้วยได้ไหมเจ้าคะ?”