- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฝักกระบี่ของนางเอก
- บทที่ 26 ภาคเมืองเว่ย: คดี (3)
บทที่ 26 ภาคเมืองเว่ย: คดี (3)
บทที่ 26 ภาคเมืองเว่ย: คดี (3)
บทที่ 26 ภาคเมืองเว่ย: คดี (3)
ผู้ดูแลดูข้อมูลบนป้ายหยก แล้วมองฉางเล่อและคนอื่นๆ อย่างละเอียด จากนั้นก็เผยรอยยิ้ม “โอ้ เป็นศิษย์น้องทั้งหลายนี่เอง เชิญขึ้นไปชั้นสองได้เลย ศิษย์พี่โจวรอพวกเจ้ามานานแล้ว”
“ขอบคุณ”
มู่โหย่วจือประสานมือ ส่วนคนอื่นๆ ก็ประสานมือตาม
ผู้ดูแลยิ้ม ตบโต๊ะข้างตัว ทันใดนั้นก็มีบันไดไม้ปรากฏขึ้นข้างหน้าต่างหนึ่ง ทอดขึ้นไปยังชั้นสอง
มู่โหย่วจือหันข้างแล้วกล่าวเบาๆ ว่า “พวกเราไปกันเถอะ”
ทุกคนพยักหน้า เดินตามหลังมู่โหย่วจือไป
เท้าเหยียบบนบันไดไม้ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเล็กน้อย ฉางเล่อรู้สึกไม่ชิน นางเงยหน้าขึ้น ได้กลิ่นไม้ของบ้านเก่าๆ
สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกแปลกใหม่สำหรับนาง โลกนี้เคยเห็นในหนังสือมาก่อน แต่เมื่อได้สัมผัสด้วยตนเอง ก็พบว่ามันแตกต่างกันมาก
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ หนังสือจะไม่บรรยายไว้ ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ในหนังสือกับสิ่งที่นางกำลังประสบอยู่เป็นคนละโลกกัน
ความรู้สึกแปลกใหม่นี้ยังคงอยู่จนกระทั่งพวกเขาขึ้นไปถึงชั้นสองและได้พบกับศิษย์พี่โจว
ศิษย์พี่โจวไม่เหมือนศิษย์สำนักกระบี่ทั่วไป เขามีสีหน้าเคร่งขรึมมาก ลายเส้นระหว่างคิ้วลึกชัดเจน และอาวุธที่คาดเอวไม่ใช่กระบี่ แต่เป็นป้ายพิพากษา
ดูแวบเดียวก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ตำหนักลงทัณฑ์
“ศิษย์น้องทั้งสี่ รอพวกเจ้ามานานแล้ว” ศิษย์พี่โจวกล่าว “ข้าได้รับมอบหมายให้ดูแลการส่งมอบงานของพวกเจ้า”
มู่โหย่วจือประสานมือ “รบกวนศิษย์พี่โจวแล้ว พวกเราเป็นมือใหม่ ขอศิษย์พี่ชี้แนะด้วย”
ศิษย์พี่โจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่ม้วนคัมภีร์ที่อยู่ด้านข้าง เขาลุกขึ้นยืน “พอดีที่นี่มีคดีฆาตกรรมปริศนา เราจะใช้คดีนี้เป็นตัวอย่างในการส่งมอบงานก็แล้วกัน”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมา ฉางเล่อก็อดไม่ได้ที่จะมองมู่โหย่วจือ ไหนบอกว่าเป็นงานที่ดีสำหรับคนที่ไม่ถนัดการต่อสู้และสามารถหลบเลี่ยงความยุ่งยากได้ไง?
ทำไมเพิ่งมาถึงก็เป็นคดีใหญ่เลย?
โหวจิ่งอายุยังน้อย กอดเสี่ยวไป๋ไว้แน่น สายตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทอดมองมู่โหย่วจือ
มู่โหย่วจือรู้สึกเย็นวาบที่ด้านหลัง พอหันกลับไปอีกครั้งก็เห็นฉางเล่อกับเฉินเวยต่างก็มองมาที่ตน สีหน้าชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
มู่โหย่วจือถึงกับพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ทำได้เพียงกล่าวเสียงแผ่วว่า “น่าจะเป็นเพราะพวกเราโชคร้ายเกินไป…”
“พวกเจ้าโชคร้ายจริง ๆ” ศิษย์พี่โจวหูตาไว หันกลับมามองศิษย์น้องชายหญิงทั้งสี่ เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ
ผู้คนในเมืองเว่ยส่วนใหญ่เป็นมนุษย์ธรรมดา เหล่าศิษย์สำนักกระบี่ที่มาที่นี่ แน่นอนว่าส่วนใหญ่มุ่งหวังที่จะมาหาประสบการณ์นอกสำนัก ศิษย์พี่โจวเห็นมามากแล้วจึงเข้าใจได้และไม่ได้มีความคิดอื่นใด
เขาพูดไปก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สี่คนที่อยู่ด้านหลังก็รีบก้าวเท้าตามไปติด ๆ
เมื่อออกจากถนน ศิษย์พี่โจวก็หันศีรษะมองไปรอบ ๆ ซื้อซาลาเปามาหนึ่งถุง แล้วยื่นให้พวกเขาทีละคนพร้อมกล่าวว่า “เรื่องฆ่าคนแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในเมืองเว่ย แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มพูนความรู้เสีย…กินซะ”
ฉางเล่อหยิบซาลาเปาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งยัดเข้าปาก ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เปล่งประกาย แม้ว่าเนื้อสัมผัสของแป้งสีขาวจะไม่ละเอียดเท่าในยุคปัจจุบัน แต่เนื้อข้างในกลับเค็ม หอมชุ่มฉ่ำและอิ่มเต็มคำ
นางต้องทนความยากลำบากที่สำนักกระบี่เขากูซานมาตลอดทาง ได้แต่พึ่งยาเม็ดปี้กู่ที่ทำให้ไม่ต้องกินข้าวซึ่งเก็บอยู่ในถุงเก็บของ จะมีโอกาสได้กินซาลาเปาลูกใหญ่อร่อยเช่นนี้ที่ไหนกัน!
“อร่อย!”
เมื่อฉางเล่อพูด โหวจิ่งก็กินตามไปหนึ่งลูกเช่นกัน ดวงตาของนางเป็นประกายยิ่งกว่าเสี่ยวไป๋เสียอีก สองคนที่เหลือทำได้เพียงส่ายหน้าและเริ่มกินบ้าง
“อร่อยใช่ไหม” ศิษย์พี่โจวยิ้มแย้ม “กินเลย กินเลย กินให้อิ่มแล้วค่อยไปอ้วก”
“อ้วก…”
เสียงอาเจียนดังขึ้น โหวจิ่งกลับมาจากอาเจียนนอกโรงเก็บศพ ใบหน้าของนางขาวซีด นางเดินเข้ามาใกล้ฉางเล่ออย่างเชื่องช้า ฉางเล่อก็ยื่นน้ำหนึ่งแก้วให้
โหวจิ่งรีบรับไป ตั้งใจจะเปิดปากดื่ม แต่กลิ่นเหม็นเน่าของศพที่ลอยอยู่ในอากาศผสมกับกลิ่นดอกไม้ที่จัดวางไว้ทำให้ใบหน้าของนางขาวซีด สุดท้ายก็เก็บกระติกน้ำไว้ในอ้อมแขน
ไม่ใช่ว่าฉางเล่อไม่อยากจะอาเจียน แต่เพราะนางอาเจียนไปก่อนหน้าแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีอะไรจะอาเจียนออกมาอีก
นางไม่ได้คาดหวังว่าการทะลุมิติมาได้ไม่ถึงสามวัน นางจะเปลี่ยนจากสาวงามน่าสงสาร ไปเป็นสาวงามที่ทะเลาะวิวาทจนเข้าตำหนักลงทัณฑ์ และตอนนี้กลายเป็นสาวงามที่มามุงดูศพเพื่อคลี่คลายคดี
ก้าวเดินนี้มันเร็วจนเกินไป นางรับมือไม่ไหวแล้ว!
“พวกเจ้าเห็นศพกันแล้วใช่ไหม”
ศิษย์พี่โจวนำผ้าสีขาวกลับมาคลุมศพอีกครั้ง ก้มลงจุดธูปหนึ่งดอกหน้าโลงศพ กลิ่นหอมสงบประหลาดได้กลบกลิ่นศพไปอย่างน่าอัศจรรย์
ศิษย์พี่โจวตบมือและกล่าวว่า “พวกเจ้าคนไหนจะแสดงความคิดเห็นบ้าง”
มู่โหย่วจือกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “รอบ ๆ ศพมีรอยศพและเน่าเปื่อย น่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ได้เข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญ ไม่ได้นำปราณเข้าสู่ร่างกาย ข้าใช้พลังวิญญาณตรวจดูแล้ว กระดูกของเขาอยู่ในช่วงอายุสี่สิบปี ซึ่งเป็นวัยฉกรรจ์”
โหวจิ่งเบิกตากว้างและแอบถอยห่างจากศิษย์พี่หญิงเล็กน้อย พลังวิญญาณที่แตะต้องศพ! ในช่วงสามวันนี้ นางจะไม่ยอมให้ศิษย์พี่หญิงใช้พลังวิญญาณมาสัมผัสตัวนางเป็นอันขาด
ศิษย์พี่โจวพยักหน้า “คนผู้นี้ชื่อเว่ยหวย อายุสี่สิบห้าปี และเป็นมนุษย์ธรรมดาจริง ๆ”
ฉางเล่อก้มหน้า “เขาไม่ได้เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา แต่ควรจะเป็นคนดีที่มีชื่อเสียงด้วย”
ศิษย์พี่โจวมองไปที่ฉางเล่อ
ฉางเล่อกล่าวว่า “เสื้อผ้าของเขาเป็นผ้าหยาบ ไม่น่าจะมีเงินเหลือเฟือในบ้าน แต่โลงศพของเขาหนักและหนา อีกทั้งรอบ ๆ ยังมีพวงหรีดเหล่านี้ ด้านล่างก็มีการเขียนคำขอบคุณไว้ ผู้ที่เขียนจดหมายไม่ใช่คนในครอบครัว”
ศิษย์พี่โจวปรบมือ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าที่เคร่งขรึม “เจ้าพูดได้ดีมาก ช่างสังเกตโดยละเอียด”
ฉางเล่อยิ้มและไม่พูดอะไร ส่วนโหวจิ่งที่อยู่ข้าง ๆ มองซ้ายมองขวา เกาศีรษะด้านหลัง “ข้าไม่เห็นอะไรเลย”
ศิษย์พี่โจวมองไปที่เฉินเวยอีกครั้ง
เฉินเวยทำหน้าบึ้ง “ข้าก็เหมือนกัน”
ศิษย์พี่โจวขมวดคิ้ว “มีแค่นี้หรือ”
ทั้งสี่คนจ้องมองศิษย์พี่โจวอย่างตั้งใจ ไม่รู้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร
ศิษย์พี่โจวถอนหายใจ “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าไม่เพียงแต่ไม่เคยเห็นคนตายเท่านั้น ปกติก็ไม่ค่อยได้ฝึกใช้กระบี่ด้วยกระมัง”
พูดจบ เขาก็ดึงผ้าสีขาวออก ชี้ไปที่บาดแผลบนโครงกระดูกและกล่าวว่า “บาดแผลใหญ่และไม่เรียบ หมายความว่าคนผู้นี้ใช้มีด และคมมีดหนักหน่วง มีพลังของการสับฟัน เป็นคนที่มีพละกำลังมาก แต่การลงมีดไม่เด็ดขาด แสดงว่าเขาไม่เก่งในการใช้มีด”
ฉางเล่อเริ่มคุ้นเคยกับกลิ่นเหม็นนี้แล้ว นางมองดูศิษย์พี่โจวที่พูดอย่างมีเหตุผล อดคิดไม่ได้ว่า หรือว่าศิษย์พี่โจวจะเป็นเหมือนพวกมือปราบกระมัง จากนั้นเขาก็ควรจะเริ่มวิเคราะห์ว่าฆาตกรสูงแค่ไหน และใช้วิชากระบี่แบบใดในการสังหารเหยื่อ
นี่ไม่ใช่เนื้อเรื่องที่บรรยายไว้ในนิยาย หรืออาจเป็นเพราะนางได้ห่างไกลจากสำนักกระบี่เขากูซานแล้ว ความตื่นเต้นในใจของฉางเล่อก็ค่อย ๆ ลดลง
นางมองศิษย์พี่โจวอย่างอยากรู้อยากเห็น
ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากทะลุมิติมา นางจะได้เห็นบันทึกไขคดีฉบับโบราณด้วย
โหวจิ่งก็ตื่นเต้นเช่นกัน ถามว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราสามารถตามหาฆาตกรจากบาดแผลนี้ได้หรือไม่”
ศิษย์พี่โจวมองนางด้วยสายตาเย็นชาและกล่าวว่า “พวกเราเป็นผู้บำเพ็ญ”
ทั้งสี่คนเอียงศีรษะ มองศิษย์พี่โจวอย่างโง่งม