- หน้าแรก
- ทุกสิ่งที่ฉันสร้างสามารถอัปเกรดได้
- บทที่ 26 - การทำสมาธิ
บทที่ 26 - การทำสมาธิ
บทที่ 26 - การทำสมาธิ
“ยังมีอีกคำถามครับ” หลินอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยปากถามอย่างไม่กลัวอาย “ถ้ายังไม่สามารถจดจ่อได้อีกจะทำยังไงครับ”
เขาเริ่มจะสิ้นหวังกับโรคนักเรียนปลายแถวของตัวเองแล้วจริงๆ ช่วงนี้อุตส่าห์ตั้งใจแน่วแน่ขนาดนั้นก็ยังอ่านอะไรไม่เข้าหัวเลย จะให้จดจ่อห้านาทีก็อาจจะพอไหว แต่ยี่สิบห้านาทีหรือมากกว่านั้น เขาก็ยังแอบหวั่นใจอยู่
“ยังจดจ่อไม่ได้อีกเหรอคะ” จ้าวเสี่ยวลู่ดูตกตะลึงไปบ้าง เธอครุ่นคิดอีกครั้ง แล้วพูดอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “ถ้าไม่ไหวจริงๆ คุณก็ไปลองฝึกสมาธิดูสิคะ”
“ทำสมาธิเหรอ ทำไมไม่บอกให้ไปบำเพ็ญเพียรเลยล่ะครับ” หลินอวี่รู้สึกหมดคำจะพูด
แต่พอพูดจบเขาก็ชะงักไป
พลังพิเศษก็มีแล้ว ช่วงนี้ยังมีเรื่องที่น่าสงสัยว่าจะเป็น 'พลังปราณฟื้นคืน' อีกตั้งเยอะ การทำสมาธิบำเพ็ญเพียรอะไรนั่น ดูเหมือนก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองจ้าวเสี่ยวลู่ด้วยสายตาประหลาด หรือว่าตรงหน้าเขานี่คือสาวน้อยเวทมนตร์ในตำนาน กำลังจะถ่ายทอดวิชาการทำสมาธิให้เขา ทำสัญญาให้กลายเป็นหนุ่มน้อยเวทมนตร์งั้นเหรอ
“บำเพ็ญเพียรบ้าบออะไร ฉันพูดจริงจังนะ นี่มันคือการทำสมาธิแบบโยคะ ไม่ใช่แบบที่พวกนักเวทหรือพ่อมดในนิยายเขาทำกัน” จ้าวเสี่ยวลู่กลอกตามองอย่างแง่งอนเล็กน้อย
“เอ่อ… การทำสมาธิแบบโยคะมันช่วยเพิ่มสมาธิได้ด้วยเหรอครับ” พอได้ยินดังนั้นหลินอวี่ก็ตื่นจากภวังค์ ตัวเขาเองช่วงนี้มัวแต่คิดสงสัยไปเรื่อย ความคิดเลยเตลิดเปิดเปิงไปหมด
“ไม่ได้ค่ะ” จ้าวเสี่ยวลู่ส่ายหน้า
หลินอวี่อึ้งไป “อ้าว แล้วคุณจะพูดทำไมล่ะครับ”
“การทำสมาธิมันไม่ได้ช่วยเพิ่มสมาธิ แต่มันช่วยฝึกให้คุณรับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังวอกแวกหรือเปล่า”
จ้าวเสี่ยวลู่อธิบาย “สมาธิพูดง่ายๆ ก็คือการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่วอกแวก สิ่งที่คุณต้องทำคือฝึกความสามารถในการรับรู้ว่าตัวเอง ‘วอกแวก หรือใจลอยแล้ว’”
"เสียงจากภายนอก ความคิดฟุ้งซ่านในหัว การคิดเชื่อมโยง ความกังวล ความกลัวนั่นนี่ สัมผัสถึงมัน รับรู้ถึงมัน สร้างสัญชาตญาณในการระแวดระวังสิ่งเหล่านี้ พอพวกมันโผล่ขึ้นมา คุณก็จะรู้ตัวได้ในทันที”
หลินอวี่พยักหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ “รับรู้ แล้วไงต่อครับ”
“แล้วไงต่อเหรอคะ ก็ต้องใช้พลังใจของคุณเองในการเมินพวกมัน กำจัดพวกมัน ดึงสติกลับมาจดจ่อกับสิ่งที่ต้องทำสิคะ”
จ้าวเสี่ยวลู่กางมือออก “เรื่องแบบนี้สุดท้ายมันก็ต้องพึ่งตัวเองอยู่ดี วิธีการมันก็แค่ช่วยลดระดับความยากเท่านั้นแหละ”
“…ก็ได้ครับ” หลินอวี่รู้สึกหน้าผากกระตุกเล็กน้อย “แล้วต้องทำสมาธิยังไงครับ”
“ก็หาเป้าหมายที่จะจดจ่อสักอย่างแล้วก็ฝึกสิคะ อย่างเช่น ลมหายใจ ทำใจให้สงบผ่อนคลาย จดจ่ออยู่กับการรับรู้กระบวนการหายใจของตัวเอง แล้วก็รับรู้ถึงสิ่งรบกวนเหล่านั้น เสียงจากภายนอก ความคิดที่สมองมันผลิตออกมาเองอย่างห้ามไม่ได้ การคิดเชื่อมโยง ความกังวล เดี๋ยวจะไปกินข้าวที่ไหนดี เดี๋ยวเกมนี้จะเล่นยังไงต่อ แผนการอะไรพวกนี้ แค่รับรู้ว่ามันคือสิ่งรบกวน แล้วก็เมินมันไป ดึงสติกลับมาจดจ่อที่ลมหายใจ”
จ้าวเสี่ยวลู่กล่าว “นี่มันก็คือกระบวนการฝึกอย่างหนึ่ง ฝึกให้ตัวเองรู้ทันเวลาที่ใจลอย แล้วก็ใช้ความมุ่งมั่นดึงสติกลับมา”
“ขอบคุณมากครับ” หลินอวี่กล่าวขอบคุณด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไรค่ะ ยังมีคำถามอื่นอีกไหมคะ” จ้าวเสี่ยวลู่ยิ้มร่า
“ไม่มีแล้วครับ ไม่มีแล้ว” หลินอวี่รีบจบการสนทนาทันที
การคุยกับคนระดับเทพเรียนแบบนี้ มันรู้สึกเหมือนไอคิวถูกเหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา กดดันสุดๆ จริงๆ แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ในใจเขาก็แอบปอดแหกไปแล้ว
แต่ก็โชคดีที่ยังได้อะไรกลับมาบ้าง อย่างน้อยพอได้จ้าวเสี่ยวลู่มาชี้แนะแบบนี้ แนวคิดเรื่อง 'ระบบเทพเรียน' ของเขาก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาแล้ว
จบการสนทนา ทั้งสองคนหันหลังเตรียมกลับเข้าห้อง แต่พอหันกลับไปก็เห็นหัวหลายหัวกำลังชะโงกมองอยู่ที่ประตูห้อง
ประตูห้องเคทีวีแห่งนี้โดยรวมเป็นไม้ แต่ตรงกลางกลับมีช่องหน้าต่างกระจกสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวยาว ทำให้มองเห็นข้างนอกได้พอดิบพอดี
พอเห็นหลินอวี่กับจ้าวเสี่ยวลู่หันกลับมา ไอ้พวกสัตว์ป่าที่แอบดูอยู่ก็แตกฮือ รีบวิ่งกลับไปนั่งที่เดิมอย่างรวดเร็ว
“พี่สาม ไม่เลวนี่ เมื่อกี้คุยอะไรกันเหรอ”
“หลินจื่อ นายนี่มันสัตว์ป่าชัดๆ ลงมือได้เร็วแม่นยำเด็ดขาดมาก”
พอหลินอวี่ผลักประตูเข้ามานั่งที่ โจวเจี๋ยวและพวกก็รีบกรูเข้ามาด้วยความอยากรู้ปนอิจฉาริษยา
เพราะเสียงเพลงมันดังเกินไป พวกเขาเลยเห็นแค่ว่าทั้งสองคน 'คุยกันอย่างชื่นมื่น' แต่ไม่ได้ยินชัดๆ ว่าคุยเรื่องอะไรกัน
“คุยเรื่องวิธีตั้งใจเรียนและพัฒนาขึ้นทุกวันน่ะ” หลินอวี่กลอกตา
“ชิ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกสิ ยังจะมาตั้งใจเรียนอีก อย่างนายเนี่ยนะ” โจวเจี๋ยวและพวกส่งเสียง 'ชิ' ออกมาอย่างดูถูกและไม่พอใจ
เรื่องนี้หลินอวี่ก็ได้แต่ยักไหล่อย่างจนใจ สมัยนี้พูดความจริงก็ไม่มีคนเชื่อซะแล้ว
“พวกนายจะไปรู้อะไร นี่แหละคือความเหนือชั้นของพี่สาม” สวี่เฉาหยางยื่นหน้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหื่นๆ “เขาทำการบ้านมาดีเว้ย จะคุยกับเทพเรียน ก็ต้องคุยเรื่องตั้งใจเรียนสิ พวกนายก็หัดเรียนรู้ไว้ซะบ้าง”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง”
“เหนือชั้น เหนือชั้นจริงๆ”
“ลูกพี่ ได้โปรดรับข้าน้อยเป็นศิษย์ด้วย”
พอได้ยินดังนั้น ทั้งหมดก็พลันตาสว่าง ยกนิ้วโป้งให้หลินอวี่
“ก็มีแต่พวกนายเนี่ยแหละที่คิดอกุศล ถ้าเก่งจริงพวกนายก็ไปลองเองสิ” หลินอวี่หัวเราะด่าอย่างขบขัน
ขนาดเขาที่มีนิ้วทองคำในตำนานเป็นเครื่องค้ำจุน ยังโดนโจมตีซะเกือบแย่ แค่ได้คุยกับจ้าวเสี่ยวลู่แป๊บเดียวเนี่ย ถ้าเปลี่ยนเป็นนักเรียนปลายแถวระดับสุดยอดอย่างโจวเจี๋ยวและพวก รับรองว่าโดนถล่มจนไม่เหลือซากแน่
“อย่าเลยน่า คุณธรรมยุทธภพมันต้องมี เมียเพื่อนเราไม่ยุ่ง”
“ไหงฉันได้ยินมาว่า ‘เมียเพื่อนเราไม่เกรงใจ’ วะ”
“โบราณว่าไว้ ไม่มีอะไรอร่อยเท่าเกี๊ยว ไม่มีอะไรสนุกเท่า…”
“แค่กๆ ระวังหน่อยๆ พูดบ้าอะไร พวกผู้หญิงยังอยู่นะเว้ย แล้วก็ระวังเทพเจ้าปูแม่น้ำจะสอดส่องพวกนายด้วย”
…
ทั้งกลุ่มหยอกล้อเล่นกันบ้าง ผลัดกันดื่มบ้าง ยกไมค์ขึ้นมาร้องโหยหวนบ้าง สาวๆ ก็ผลัดกันขึ้นไปโชว์เสียงร้องเพลงสองสามเพลง เวลาหลายชั่วโมงผ่านไปในพริบตา
“กลับๆๆ เดี๋ยวหอปิดแล้ว”
หลังจากสนุกกันจนถึงสี่ทุ่มกว่า ทุกคนก็เตรียมตัวกลับ
หอพักของสถาบันอาชีวะฉางไห่ปิดตอนห้าทุ่ม พวกผู้ชายอย่างพวกเขายังพอมุดรั้วปีนกำแพงเข้าไปได้ แต่คงจะให้พวกสาวๆ มุดตามไปด้วยไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงแยกย้ายกันตั้งแต่เนิ่นๆ
แต่ระหว่างทางกลับ พอเดินผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง โจวเจี๋ยวและพวกที่เริ่มเมาๆ ได้ที่แล้วก็โวยวายจะไปเดินเที่ยวซูเปอร์มาร์เก็ตกันต่อ อ้างชื่อสวยหรูว่าจะไปซื้อเสบียงตุน
แน่นอนว่าในจำนวนนี้ จะมีสักกี่คนที่อยากซื้อ 'เสบียงตุน' จริงๆ และอีกกี่คนที่คิดจะอาศัยจังหวะนี้ทำคะแนนก็สุดจะรู้ได้ เหล้าเข้าปากคนขลาดก็ใจกล้า วัยรุ่นวัยแรกแย้มที่ใจเริ่มแตกหน่ออ่อน กลิ่นอายของฮอร์โมนมันช่างยั่วยวนใจเสมอ
กลุ่มผู้ชายมึนๆ กลุ่มผู้หญิงเสียงเจื้อยแจ้ว พากันก้าวเข้าประตูซูเปอร์มาร์เก็ตไปแบบนี้
แม้ว่าตอนนี้จะสี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ยังคงเต็มไปด้วยผู้คน
ที่นี่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ กินพื้นที่ถึงสองชั้น แถมรอบๆ ยังเป็นย่านการค้าของสถานศึกษา นักเรียนนักศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ รอบนี้ถ้าอยากซื้อขนมหรือของใช้ในชีวิตประจำวันก็มักจะเลือกมาที่นี่
(Salty : ทำไมนิยายแฟนตาซีมันกลายเป็นนิยายสอนเรื่องการเรียนหนังสือได้ล่ะนิ แต่มันได้ผลจริงๆ นะ :D)
(จบแล้ว)