- หน้าแรก
- ระบบเซียนย้อนวัยพลิกชะตา
- บทที่ 649 หยวนเซียนกัง
บทที่ 649 หยวนเซียนกัง
บทที่ 649 หยวนเซียนกัง
"ขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินช่วงต้น คือการหลอมบำรุงจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ไร้มลทิน ขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินช่วงกลาง คือการบ่มเพาะจิตวิญญาณให้กลายเป็นร่างวิญญาณสมบูรณ์"
"ขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินช่วงปลาย คือการเปลี่ยนร่างวิญญาณเป็นร่างเทพ กายเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าสวรรค์ นี่คือผู้กลมกลืนกับฟ้าดินที่แท้จริง เพียงรอฝ่าด่านอสนีบาตก็จะเข้าสู่ขั้นแยกจิต"
ในห้อง เผยเย่าบรรยายอย่างคล่องแคล่ว
"ในวังหยกขาวมีบันทึกไว้ว่า การเปลี่ยนร่างวิญญาณให้เป็นร่างเทพนั้น ที่สุดแล้วต้องมีรากฐานวิถีธรรมที่แข็งแกร่งเพียงพอ จึงจะมีมหาวิถีสนับสนุนให้ร่างวิญญาณเปลี่ยนเป็นร่างเทพได้" นางนั่งสนทนาธรรมกับหลี่รุ่ย
"คำพูดของท่านเผยมีเหตุผลอย่างยิ่ง" หลี่รุ่ยพยักหน้า
แตกต่างจากเขา แม้ทั้งสองคนต่างเป็นศิษย์หลักของวังหยกขาว แต่เขาไม่เคยไปที่วังหยกขาวแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อเทียบกับเผยเย่าความแตกฉานในตำราวิถีเซียนของเขาย่อมน้อยกว่า
การที่เผยเย่าถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้ ช่วยให้เขามองเห็นเส้นทางของขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อีกทั้งเผยเย่าเองก็มีพรสวรรค์สูงมาก มิเช่นนั้นคงไม่ได้ฉายาว่า "เทพสตรีแห่งวิถียุทธ์" นางช่วยจุดประกายความคิดให้เขาได้มาก
เผยเย่า "ด้วยศักยภาพของสหายร่วมวิถีหลี่ อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะสร้างจิตวิญญาณแท้ฉุนหยางได้ การได้เป็นเจินจวินก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้"
หลี่รุ่ยยิ้มบางๆ "เรื่องในอนาคตนั้น ใครจะไปรู้ได้"
มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ได้ปิดบัง นั่นคือปัจจุบันเขาเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดิน แค่ขั้นต้นที่ต้องบำเพ็ญจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกพักใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงขั้นปลายที่จะมีโอกาสสร้างจิตวิญญาณแท้
"อีกเรื่องหนึ่ง กองทัพของราชอาณาจักรเซียนเฟิงฮว่ายกมารุกราน ข้าได้กวาดล้างให้หมดสิ้นแล้ว" เผยเย่าเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
"ท่านเผยลงมือจัดการ ข้าก็วางใจ" หลี่รุ่ยรู้สึกว่าการช่วยเผยเย่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง
ความสามารถในการนำทัพของเผยเย่านั้น ในตอนที่อยู่ในดินแดนเซียนเล็ก นางเป็นรองเพียงแค่หยวนติ้งถิงเท่านั้น มีแม่ทัพผู้เก่งกาจเช่นนี้คอยช่วยเหลือ จึงสามารถข่มขวัญราชอาณาจักรเซียนอื่นๆ ที่กำลังคิดจะก่อกวนได้
และยังช่วยให้เขาไม่ต้องวุ่นวายกับการเดินทางไปมา สามารถทุ่มเทกับการบำเพ็ญเพียรได้อย่างเต็มที่ การทำข้อตกลงครั้งนี้จึงคุ้มค่ามาก ดูสิ…เขาเพิ่งจะบรรลุได้ไม่นาน รากฐานวิถีธรรมของเขาก็เพิ่มขึ้นถึงสามร้อยห้าสิบจั้งแล้ว
จิตวิญญาณบริสุทธิ์ คือขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินต้น แล้วจะบริสุทธิ์ได้อย่างไร? ก็ต้องใช้รากฐานวิถีธรรมร่วมกับมหาวิถี เพื่อชำระล้างจิตวิญญาณ เพราะยิ่งรากฐานวิถีธรรมมั่นคงเพียงใด ประสิทธิภาพในการชำระล้างจิตวิญญาณก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น อัจฉริยะในสำนักเซียนหลายคนที่มุ่งมั่นจะสร้างจิตวิญญาณแท้ระดับสูง มักจะพักอยู่ในขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินสักระยะหนึ่งหลังจากเข้าสู่ขั้นนี้ได้ โดยมุ่งมั่นบ่มเพาะรากฐานวิถีธรรม ไม่รีบร้อนที่จะชำระล้างจิตวิญญาณ
นั่นเป็นเพราะยิ่งรากฐานวิถีธรรมแข็งแกร่ง โอกาสในการสร้างจิตวิญญาณแท้ระดับสูงก็ยิ่งมากขึ้น และทุกสิ่งเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยเวลาและทรัพยากรจำนวนมาก
หลี่รุ่ย "ท่านเผย สิ่งของในคลังอาวุธของจวนอ๋องนี้ ท่านสามารถหยิบไปใช้ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ หากข้าได้รับผลประโยชน์ใด ท่านย่อมต้องมีส่วนแบ่งแน่นอน"
เขาใจกว้างมากกับเผยเย่า เขารู้ดี แค่บุญคุณและคุณธรรมเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะรั้งผู้บำเพ็ญเพียรขั้นผู้กลมกลืนกับฟ้าดินให้อยู่ในที่เดียวกันถึงร้อยปี
เวลาผ่านไป จิตใจของคนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเขาจึงต้องให้เผยเย่าได้รับผลประโยชน์ในการบำเพ็ญเพียรด้วย อีกทั้ง คนที่เคยทำการค้าขายย่อมรู้ว่า สิ่งที่ตนจะได้รับนั้นย่อมมากกว่าอยู่แล้ว
การใช้ทรัพย์สินภายนอกเพื่อผูกมัดคนมีฝีมืออย่างเผยเย่า ถือว่าคุ้มค่ามาก
เผยเย่าตอบรับเพียงเสียงเบาแล้วจากไป ในมหาตำหนักจึงเหลือเพียงหลี่รุ่ยคนเดียว เขานั่งขัดสมาธิ หลับตา แล้วเริ่มบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง
…..
ที่ราชอาณาจักรเซียนเฟินซิน
ในตำหนักเสินฮว่า ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊นับร้อยมารวมตัวกัน ทุกคนสวมชุดขุนนางสีแดงสด ที่ปลายแขนมีลายเปลวไฟเทพทองคำ
ราชอาณาจักรเซียนเฟินซินถือว่าตนเป็น "ธาตุไฟ" จึงสวมชุดเช่นนี้ และในขณะนี้ เป็นการเข้าเฝ้ายามเช้าของราชอาณาจักรเซียนเฟินซิน
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรลายไฟเทพ ทรงฟังการรายงานของเหล่าขุนนางอย่างสงบ
ขุนนางวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมา "ทูลฝ่าบาท กองกินอูของราชอาณาจักรเซียนเฉียนหยวนกำลังฝึกทหารทางตอนเหนือ นับเป็นการยั่วยุอย่างชัดเจน ราชอาณาจักรเซียนเฟินซินของเราจะทนรับการดูหมิ่นเช่นนี้ได้อย่างไร?"
ราชอาณาจักรเซียนเฟินซินและราชอาณาจักรเซียนเฉียนหยวนต่างก็เป็นราชอาณาจักรเซียนชั้นหนึ่งเช่นเดียวกัน มีเจินจวินคอยคุ้มครอง ทั้งสองเป็นราชอาณาจักรเซียนชั้นหนึ่งเพียงสองแห่งในมณฑลไท่ฮวา ไม่จำเป็นต้องขึ้นตรงต่อสำนักเซียนใดๆ
แน่นอนว่า เครื่องราชบรรณาการประจำปีบางอย่างก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เมื่อเทียบกับราชอาณาจักรเซียนอื่นๆ ฮ่องเต้ของราชอาณาจักรเซียนชั้นหนึ่งเท่านั้นที่มีรสชาติของความเป็นจักรพรรดิอย่างแท้จริง ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น
ไม่นานนัก ขุนนางฝ่ายทหารอีกคนก็ก้าวออกมา "ขอฝ่าบาทประทานอนุญาตให้ข้าน้อยออกรบ!" ด้วยท่าทีมุ่งมั่นอย่างยิ่ง
เสียงอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยอำนาจของฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักรเซียนเฟินซินดังมา "อนุญาต"
ราชอาณาจักรเซียนเฉียนหยวนและราชอาณาจักรเซียนเฟินซินมีกำลังใกล้เคียงกัน ทั้งสองเป็นราชอาณาจักรเซียนชั้นหนึ่ง อีกทั้งยังมีพรมแดนติดกัน ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นไม่ขาดสาย
สำหรับเรื่องนี้ ท่าทีของราชอาณาจักรเซียนเฟินซินก็ชัดเจนมาตลอด นั่นคือ สู้!
จากนั้น ขุนนางกรมพิธีการคนหนึ่งก็ก้าวออกมา "ฝ่าบาท กำลังทหารของราชอาณาจักรเซียนยวีเพิ่มขึ้นทุกวัน พวกเราควรจะจัดการเรื่องนี้หรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ?"
ราชอาณาจักรเซียนยวีในฐานะราชอาณาจักรเซียนชั้นสองที่กำลังมีอำนาจเพิ่มขึ้นในมณฑลไท่ฮวาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้ราชอาณาจักรเซียนเฟินซินย่อมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ของราชสำนักนี้ จะไม่ยอมให้มณฑลไท่ฮวามีราชอาณาจักรเซียนชั้นหนึ่งเกิดขึ้นเป็นแห่งที่สามอย่างแน่นอน
คำพูดนั้นเพิ่งจบลง ก็มีขุนนางกรมทหารอีกคนกล่าวขึ้น "ก็แค่ราชอาณาจักรเซียนชั้นสองเท่านั้นเอง ก่อนอื่นให้ทลายกองบัญชาการฝั่งตะวันออกนั่นเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน"
แผ่นดินเดิมของราชอาณาจักรเซียนกู่หนิวถูกแบ่งโดยราชอาณาจักรเซียนยวีให้เป็นหกมณฑลใหม่ พอดีมีอาณาเขตติดกับราชอาณาจักรเซียนเฟินซิน แน่นอนว่าพื้นที่นั้นกลายเป็นจุดสนใจของทั้งสองราชอาณาจักรเซียน
จากนั้นก็ถูกขุนนางกรมการคลังคัดค้าน "สงครามมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อราชวงศ์ ไม่สู้ส่งทูตไปเจรจา พร้อมส่งกองทัพไปข่มขวัญ ให้ราชอาณาจักรเซียนยวีส่งเครื่องราชบรรณาการประจำปี"
"อย่างนี้ก็จะแสดงถึงความโอบอ้อมอารีของมหาอำนาจอย่างราชอาณาจักรเซียนเฟินซิน นอกจากนี้ วิธีนี้ยังสามารถใช้กับราชอาณาจักรเซียนอื่นๆ ทางตอนใต้ได้อีกด้วย"
ข้อเสนอนี้ได้รับการยอมรับจากฮ่องเต้ราชอาณาจักรเซียนเฟินซินอย่างรวดเร็ว เพราะการทำสงครามต้องใช้เงิน กรมการคลังปวดใจ พระองค์ก็เช่นกัน
หากไม่ต้องทำสงครามก็สามารถทำให้ราชอาณาจักรเซียนยวียอมอ่อนน้อม และยังส่งเครื่องราชบรรณาการประจำปีมาให้ นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้อีกแล้ว
แต่ตัวเลือกของทูตกลับทำให้ฮ่องเต้ปวดหัวเล็กน้อย เพราะที่จริงแล้วนี่เป็นงานที่ลำบาก และคนที่มีความสามารถไม่ต้องการทำ คนที่ต้องการทำกลับไม่มีความสามารถ
ฮ่องเต้ทรงกังวลพระทัยอยู่ชั่วขณะ แต่ไม่นาน ขุนนางจากกรมพิธีการก็ลุกขึ้นอีกครั้ง
"ทูลฝ่าบาท ในการสอบขุนนางครั้งนี้ มีผู้ที่สอบได้อันดับบั้งหลังตา มีภูมิหลังที่สะอาด มีกลยุทธ์ยอดเยี่ยม เหมาะสมอย่างยิ่งกับตำแหน่งทูตนี้ พ่ะย่ะค่ะ"
ดวงพระเนตรของฮ่องเต้เปล่งประกาย บั้งหลังตาหมายความว่าคนผู้นี้มีความสามารถ ภูมิหลังที่สะอาดหมายความว่าไม่มีเบื้องหลัง และคนเช่นนี้เหมาะสมที่สุดไม่ใช่หรือ
ฮ่องเต้ทรงยินดียิ่ง "อนุญาต" จากนั้นยังรับสั่งถามอีกประโยค "คนผู้นั้นมีนามว่าอะไร?"
"หยวนเซียนกัง พ่ะย่ะค่ะ"
…..
"ราชอาณาจักรเซียนเฟินซินนี่ช่างกดขี่ข่มเหงผู้อื่นยิ่งนัก เครื่องราชบรรณาการประจำปีสามพัน นี่มิใช่ต้องการตัดดวงชะตาแห่งราชอาณาจักรเซียนยวีของเราหรอกหรือ?"
ในพระราชวังหลวงแห่งราชอาณาจักรเซียนยวี
เสนาบดีกรมทหารพูดพร้อมกับสะบัดเคราอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อไม่กี่วันก่อน ราชอาณาจักรเซียนยวีได้รับหนังสือราชการจากราชอาณาจักรเซียนเฟินซิน
เนื้อหาในนั้นเรียบง่ายมาก เพียงแค่ต้องการให้ราชอาณาจักรเซียนยวีเป็นพันธมิตร ให้ฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักรเซียนยวียอมรับฮ่องเต้แห่งราชอาณาจักรเซียนเฟินซินเป็นพี่ชาย และส่งเครื่องราชบรรณาการสามพันทุกปี
แต่พึงรู้ไว้ว่า เครื่องราชบรรณาการประจำปีนี้ไม่ใช่เหรียญทองแดงในโลกปุถุชน แต่เป็นเงินวิเศษที่มีชื่อเสียงในด้านดวงชะตาของราชอาณาจักรเซียน
ราชอาณาจักรเซียนยวีมีดวงชะตาเพียงหกพันต่อปีเท่านั้น นี่ไม่ต่างจากการตัดดวงชะตาแห่งราชอาณาจักรเซียนยวี
เมื่อได้ยินข่าวนี้ เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างก็โกรธแค้น แต่ก็ไม่กล้าพูดถึงการทำสงครามอย่างไม่ระมัดระวัง เพราะราชอาณาจักรเซียนเฟินซินเป็นราชอาณาจักรเซียนชั้นหนึ่ง แล้วจะต่อสู้อย่างไรได้?
ฮ่องเต้ประทับบนบัลลังก์มังกร ไม่ได้รับสั่งแต่อย่างใด แต่สายพระเนตรกลับทอดมองไปยังคนผู้หนึ่ง
อัครเสนาบดีจางจื้อลู่ก้าวไปข้างหน้า พูดอย่างสงบ "ศัตรูแข็งแกร่ง เราไม่อาจต่อต้านได้ ต้องใช้วิธีรวมพลังและสร้างพันธมิตร"
—------------
ปล. ตั้งแต่บทนี้เป็นต้นไป เพื่อให้สมกับเป็นราชอาณาจักรเซียนชั้นสอง จะใช้เป็นคำว่าราชอาณาจักรเซียนยวี แทนแคว้นยวี นะคะ
ด้วยรัก…ราตรีเสมือนฝัน