- หน้าแรก
- ระบบเซียนย้อนวัยพลิกชะตา
- บทที่ 479 วังหลวง
บทที่ 479 วังหลวง
บทที่ 479 วังหลวง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีมาก ช่างดียิ่งนัก"
"จื่อลู่ อันกวง มีพวกเจ้าอยู่ แคว้นยวีของเราจะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร!" เสียงหัวเราะดังก้องออกมาจากตำหนักทรงพระอักษรของฮ่องเต้
ขันทีเจิ้งผู้คุ้นเคยกับพระอารมณ์ของฮ่องเต้ได้สั่งให้นางกำนัลและขันทีน้อยออกไปจากตำหนักทรงพระอักษรตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฮ่องเต้ย่อมต้องรักษาความน่าเกรงขาม เมื่อใดเล่าจะปล่อยให้ผู้ใดได้ยินพระสุรเสียงตามอำเภอใจได้
เหตุที่เขาสามารถรับใช้ฮ่องเต้มาได้ยาวนานเช่นนี้ ก็อาศัยความละเอียดรอบคอบและปากแน่นเป็นหลัก
แน่นอนว่า อีกเหตุผลหนึ่งคือครั้งที่ฮ่องเต้ถูกนำตัวมาจากแคว้นซูเข้าวังหลวง เขาก็เป็นขันทีน้อยที่คอยปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดแล้ว ช่างน่าอิจฉายิ่งนักสำหรับพวกขันทีใหญ่ทั้งหลาย
อัครเสนาบดีจางก้มหน้าจรดจมูก จมูกจรดใจ ประสานมือค้อมคำนับ "นี่เป็นเพียงหน้าที่ที่กระหม่อมพึงกระทำเท่านั้น"
อัครเสนาบดีผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในปฐพีทำตามแบบแผนธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด ไม่มีแม้แต่การล่วงล้ำเล็กน้อยในมารยาท จนกระทั่งถึงขั้นเข้มงวดเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ผู้ที่ยืนอยู่เคียงข้างอัครเสนาบดีจาง คือบุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งก็คือติ้งอวิ๋นโหว เหลียวฉี นามรองอันกวง และเขาก็คือบุคคลอีกคนหนึ่งที่ฮ่องเต้ตรัสถึง
ติ้งอวิ๋นโหวยกมือคำนับเช่นกัน "เพราะพระปรีชาญาณของฝ่าบาทต่างหาก"
แต่นอกเหนือจากสองคนนี้แล้ว บุคคลที่สามในตำหนักกลับโดดเด่นแตกต่าง หลี่รุ่ยยืนอยู่เบื้องหลังสองผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด เพียงแต่ยืนฟังอย่างเงียบๆ หากไม่สังเกตให้ดี แทบจะไม่รู้สึกว่าเขาอยู่ในห้องด้วยซ้ำ
หลังเลิกประชุมราชการในวันนี้ ฮ่องเต้ได้เรียกเขา อัครเสนาบดีจาง และติ้งอวิ๋นโหวทั้งสามคนมาพบ เหตุเพราะทรงพอพระทัยอย่างยิ่งที่จำนวนผู้บำเพ็ญเซียนที่ก่อความวุ่นวายในแต่ละพื้นที่มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
อัครเสนาบดีจางเป็นผู้ดูแลกรมเซิ่นซาน ย่อมได้รับคำชมอย่างสมควร
ส่วนติ้งอวิ๋นโหวนั้น เป็นเพราะหลังจากอ๋องหยวนได้รับการแต่งตั้งไปทางใต้ อิทธิพลของเขาในกองทัพยิ่งแผ่ขยายมากขึ้น คนเดียวควบคุมกำกับค่ายทหารถึงสิบสามแห่ง เป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามผู้บำเพ็ญเซียนที่ก่อความวุ่นวาย อย่างไม่อาจละเลยได้เช่นกัน
ฮ่องเต้ทรงอารมณ์ดีอย่างยิ่ง จึงให้ทั้งสามคนอยู่สนทนาต่อไปอีกครู่ใหญ่
ทันใดนั้น จู่ๆ ก็ตรัสถึงเรื่องหนึ่ง "องค์ชายสี่ช่วงนี้ทำงานได้อย่างมั่นคงรอบคอบ เพียงแต่ก่อนทำตัวตามสบายเกินไป จื่อลู่ อันกวง พวกเจ้าสามารถชี้แนะสอนเขาได้ในภายหลัง"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองประสานเสียงรับพระบัญชา ส่วนหลี่รุ่ยก็ยกมือคำนับตาม ในใจครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
หลังจากองค์ชายสี่จูเทิ่งเข้าวัง ฮ่องเต้ก็ให้จูเทิ่งผู้ซึ่งแต่ก่อนเป็นที่รู้จักในฐานะองค์ชายผู้สนทนาวิถีธรรมออกไปรับผิดชอบงานประสานควบคุมผู้บำเพ็ญเซียนทั่วแผ่นดิน พูดง่ายๆ ก็คือการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกรมเซิ่นซาน หอดูดาว กรมพิธีการ และค่ายทหารทั่วแผ่นดิน
จากผลงานที่ผ่านมา จูเทิ่งทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว แน่นอนว่า ไม่อาจขาดการช่วยเหลือจากหลี่รุ่ยในการประสานสัมพันธ์ด้วย
หลังจากทานอาหารกับจูเทิ่งครั้งนั้น จูเทิ่งก็มักจะมาหาเขาบ่อยครั้ง ส่วนเขาก็ยินดีช่วยเหลือเท่าที่สามารถทำได้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายสัมพันธ์กันได้ดี และผลงานของจูเทิ่งก็ค่อนข้างน่าพอใจ
แม้จะไม่มีจุดที่โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ในราชสำนัก ความมั่นคงราบรื่นก็ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์ชายพระองค์หนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่รุ่ยสนใจยิ่งกว่า คือการที่ฮ่องเต้ชมเชยจูเทิ่งต่อหน้าพวกเขาทั้งสาม โดยเฉพาะอัครเสนาบดีจางและติ้งอวิ๋นโหว เห็นได้ชัดว่า ฮ่องเต้กำลังต้องการส่งเสริมองค์ชายสี่
แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สำหรับจูเทิ่งแล้ว นี่คือความโชคดีอันใหญ่หลวง เพราะนี่หมายความว่าเขาได้เข้าสู่สายพระเนตรของพระบิดาอย่างแท้จริงแล้ว และก้าวนี้สำหรับองค์ชายอย่างจูเทิ่งที่มีมารดาต้อยต่ำและไม่เป็นที่โปรดปราน อาจเป็นเหมือนเหวลึกที่ยากจะข้าม
ฮ่องเต้ตรัสจบ ก็ได้ยินขันทีเจิ้งกราบทูลจากด้านนอก "ฝ่าบาท ได้เวลาเสวยพระกระยาหารแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้จึงทรงตบพระเพลาลุกขึ้น "ไปกัน จื่อลู่ อันกวง พอดีที่ขุนนางหลี่ก็อยู่ที่นี่ด้วย ไปกินหม้อไฟกันเถอะ เห็นเป็นอย่างไร?"
อัครเสนาบดีจางรีบกราบทูล "ภรรยาในบ้านรออยู่ กระหม่อมคงไม่อาจอยู่ถวายงานฝ่าบาทได้"
ฮ่องเต้ตรัสอย่างเสียดาย "จื่อลู่เอ๋ย เจ้าช่างไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความสุขเสียเลย"
ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดี อัครเสนาบดีจางกลัวภรรยา หลังจากนั้น หลี่รุ่ยก็อยู่ร่วมโต๊ะเสวยกับฮ่องเต้ นอกจากเขาแล้ว ยังมีติ้งอวิ๋นโหว
ฮ่องเต้ยังคงเสวยอย่างเอร็ดอร่อยล้นเหลือ ส่วนใหญ่เป็นการสนทนาระหว่างพระองค์กับติ้งอวิ๋นโหว สำหรับตำนานเล่าขานว่าติ้งอวิ๋นโหวผู้ทรงอำนาจสูงสุดก่อนที่อ๋องหยวนจะได้รับบรรดาศักดิ์นี้ หลี่รุ่ยจริงๆ แล้วรู้จักเขาเฉพาะจากรายงานข้อมูลเท่านั้น
ทุกคนเล่าลือว่าติ้งอวิ๋นโหวผู้นี้กล้าหาญไร้เทียมทาน แต่อย่างน้อยในวันนี้ต่อหน้าฮ่องเต้ เขาเป็นเพียงชายผู้พูดน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
หลังเสวยพระกระยาหารกลางวันเสร็จ หลี่รุ่ยจึงออกจากพระราชวังมายังที่ทำการกรมเซิ่นซานที่ระเบียงพันก้าว
"พลังวิญญาณช่างรุนแรงเหลือเกิน" ในห้องของกรมเซิ่นซาน หลี่รุ่ยครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
วันนั้น เขากลืนกินร่างวิญญาณของเสวียนอวี่ทั้งดวง ได้รับพลังวิญญาณภายใน และเมื่อคำนวณดูแล้ว พลังนี้แรงกล้ายิ่งกว่าหินพลังชั้นสุดยอดเสียอีกมากนัก
''ไม่แปลกที่ผู้บำเพ็ญมารมักจะฆ่าไม่หมดสิ้น'' หลี่รุ่ยคิดพลางส่ายหน้ายิ้มๆ แน่นอนว่าเขาจะไม่ไปเป็นผู้บำเพ็ญมาร
ผู้บำเพ็ญมารมีข้อได้เปรียบหลายประการ แต่เพียงเรื่องอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าผู้บำเพ็ญอื่นๆ อย่างมากก็เพียงพอที่จะทำให้หลี่รุ่ยตัดใจได้อย่างสิ้นเชิง
"ดียิ่ง" มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
ด้วยพลังวิญญาณมหาศาลจากร่างวิญญาณของเสวียนอวี่ เพียงแค่ค่อยๆ ฝึกฝนกลั่นกรองให้บริสุทธิ์ ในไม่ช้าก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นเทียนเสียงระดับต้น หรือ "ร่างธรรมสมบูรณ์" ได้อย่างมั่นคง
ที่จริงแล้ว ผู้บำเพ็ญธรรมดาแม้จะกลืนกินร่างวิญญาณของเสวียนอวี่ ก็ไม่อาจทำได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ที่จะบรรลุขั้นใหม่
หนึ่ง เพราะพลังวิญญาณปนเปื้อนด้วยเศษวิญญาณ ทำให้สับสนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ยากที่จะดูดซึมได้
สอง การบรรลุร่างธรรมสมบูรณ์ย่อมมีขีดจำกัด มิเช่นนั้น หากมีเพียงพลังเซียนมากพอ ใครๆ ก็ย่อมเป็นผู้บำเพ็ญขั้นสูงได้ทั้งหมด แต่ปัญหาเหล่านี้ล้วนไม่ใช่อุปสรรคสำหรับหลี่รุ่ย
เขาคือร่างธรรมเซียนบู๊ขั้นก่อนฟ้า ซึ่งเป็นสภาวะที่สูงส่งกว่าร่างวิญญาณ จึงไม่หวั่นเกรงแม้แต่สิ่งปนเปื้อน
ส่วนเรื่องขีดจำกัด หลี่รุ่ยยิ่งไม่ต้องกังวลเลย เพียงรอให้ร่างธรรมดูดซึมร่างวิญญาณของเสวียนอวี่อย่างสมบูรณ์ เขาก็จะสามารถยืนอย่างมั่นคงในขั้นเทียนเสียงได้อย่างธรรมชาติ
"จี๋เลย์อีกแล้ว" ภาพของบุรุษหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา หลังจากกลืนกินร่างวิญญาณของเสวียนอวี่ ก็ได้รับความทรงจำทั้งหมดของอีกฝ่ายด้วย ในความทรงจำของเสวียนอวี่ หลี่รุ่ยพบข่าวดีอย่างหนึ่ง
โลกนี้มีวิธีจินตนาการของวิถีธรรมชิงเสวียน แต่ก็มีข่าวร้ายอย่างหนึ่ง วิธีจินตนาการนั้นอยู่ในมือของสำนักมารขั้วเหนือ
''นี่ช่างยุ่งยากจริงๆ'' หลี่รุ่ยครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง วิธีจินตนาการในทุกสำนักเซียนล้วนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อย่าว่าแต่เขาซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม แม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักมารขั้วเหนือเองก็ใช่ว่าจะได้รับเสมอไป
''วิธีจินตนาการนี้ยังคงต้องรอเวลา'' หลี่รุ่ยส่ายหน้า ข้อดีคือวิธีจินตนาการมีประโยชน์สูงสุดในขั้นผสานวิถีธรรม กว่าจะถึงขั้นนั้นยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน
สิ่งที่เขาขาดแคลนน้อยที่สุดคือความอดทน เก็บความคิดกลับมา หลี่รุ่ยเริ่มฝึกวิชาหมื่นกัลป์เขียวขจี ช่วยให้ร่างธรรมน้อยๆ ดูดซึมพลังวิญญาณจากร่างวิญญาณของเสวียนอวี่ได้เร็วขึ้น
…..
ขณะนั้น ณ พระราชวังหลวง
"พี่สี่ จะออกจากวังหรือ?" องค์ชายห้าจูเชียนมององค์ชายสี่จูเทิ่งที่กำลังเดินไปยังประตูวังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
จูเทิ่งเห็นจูเชียน จึงค่อยๆ หยุดฝีเท้า "ที่แท้เป็นน้องห้า ถูกแล้ว ข้าจะไปยังกรมเซิ่นซานสักหน่อย"
จูเชียน "พี่สี่ไปกรมเซิ่นซานบ่อยเชียวนะ"
พลางพูดไปพลางจ้องมององค์ชายสี่ผู้ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยสนใจ องค์ชายที่สามารถเข้าพระราชวังหลวงได้มีไม่มากนัก เพียงสี่หรือห้าพระองค์เท่านั้น
แต่ก่อน องค์ชายสี่จูเทิ่งไม่มีชื่อเสียงโดดเด่น พูดให้ชัดเจนก็คือ มารดาของจูเทิ่งเป็นเพียงสนมชั้นต่ำที่ราชวงศ์เลือกมาจากชนบทเพราะหน้าตา จะเทียบกับองค์ชายห้าอย่างเขาที่มีตระกูลสูงศักดิ์และปรมาจารย์แห่งแผ่นดินเป็นฐานหลังได้อย่างไร
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า แค่แต่งงานกับหญิงชาวเผ่ามาร ก็ได้เข้าวังหลวงเสียแล้ว แถมได้ยินว่ายังได้รับคำชมจากพระบิดาอีกด้วย ช่างกลับตาลปัตรเสียจริง
"ล้วนเพื่อกิจการของพระบิดาทั้งสิ้น" จูเทิ่งยิ้มบางๆ
จูเชียนหรี่ตา "ถ้าเช่นนั้นพี่สี่ก็ต้องขยันมากขึ้นแล้วล่ะ"
ดูภายนอกเหมือนยิ้มแย้ม แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ ใครจะไม่รู้ว่าการที่จูเทิ่งไปกรมเซิ่นซานนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นการไปพบหลี่รุ่ย แล้วเขาจะมองไม่ออกได้อย่างไร ว่าองค์ชายสี่ผู้นี้ต้องการอาศัยหลี่รุ่ยไปผูกสัมพันธ์กับตู๋ฉางเซิง
''คิดการได้ดีทีเดียว แต่น่าเสียดายที่เจ้าไร้ความสามารถ''
จูเชียนประสานมือค้อมคำนับ ในสายตาของเขา นอกจากพระเชษฐาองค์โตผู้มีฐานะสูงส่งและก้าวเข้าสู่ขั้นเทียนเสียงแล้ว พี่น้องคนอื่นๆ ล้วนไม่มีภัยคุกคามใดๆ ต่อเขาแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น เขายิ้มกว้างถาม "ได้ยินว่าพี่สี่มีความสัมพันธ์ดีกับท่านหลี่หรือ?"
จูเทิ่ง "น้องห้าเย้าเล่นแล้ว ท่านหลี่ทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือ ข้าเพียงแต่ขอคำแนะนำจากเขาเท่านั้น"
จูเชียนตอบรับคำหนึ่ง แล้วไม่พูดอะไรอีก หมุนกายเดินไปทางตรงข้ามกับจูเทิ่ง เขาเพิ่งได้รับความลับอย่างหนึ่งมา หลี่รุ่ยไม่ใช่หน่วยลับที่พระบิดาวางไว้ในอำเภอชิงเหออย่างที่เล่าลือกัน แต่เริ่มฝึกยุทธ์หลังอายุเจ็ดสิบ
นั่นหมายความว่า เพียงสามสิบปีสั้นๆ ก็ก้าวเข้าสู่ขั้นเซวียนถงแล้ว
''พรสวรรค์ชนิดนี้...'' จูเชียนเลียริมฝีปาก
''ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบร้อน''
—------------
ปล. ชิ ชิ คิดจะแย่งกระดูกของท่านลุงหลี่หรือ ความคิดของเจ้าช่างยิ่งใหญ่เสียจริง เดี๋ยวก็ได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงหรอก (¬‿¬ ) ... ราตรีเสมือนฝัน ได้กล่าวไว้