เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 13 ต้องการใช้เลือด

ตอนที่ 13 ต้องการใช้เลือด

ตอนที่ 13 ต้องการใช้เลือด


ตอนที่ 13 ต้องการใช้เลือด

ของต่างๆที่มู่อี้ต้องการมาถึงในเวลาไม่นาน ความจริงแล้วด้วยอำนาจของตระกูลซูพวกเขาสามารถตามหาของที่สั่งไปมาให้ได้อย่างง่ายดายและคุณภาพของสิ่งของต่างๆก็เกินกว่าที่มู่อี้คิดเอาไว้มาก

เมื่อเห็นแบบนี้ในใจของมู่อี้ก็รู้สึกยินดีขึ้นมาทันที

หลังจากนั้นมู่อี้ก็บอกให้ซูจงซานสั่งให้ทุกๆคนในบ้านมารวมตัวกัน แต่ความจริงแล้วก็มีเพียงแค่ 5 คนเท่านั้นนั่นคือซูจงซาน ซูจุนที่เป็นบุตรชายของเขา ซูหยิงหยิง ซูจินหลุน และเจิ้งสือซง

หลังจากเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นในตอนนี้ท่าทีของซูจุน ซูจินหลุน หรือเจิ้งสือซงที่มีต่อมู่อี้ต่างก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในตอนนี้ความเป็นความตายของหญิงชราขึ้นอยู่กับเขาแล้ว แม้ว่านางจะยังไม่ตื่นขึ้นมาในตอนนี้แต่อาการป่วยของนางก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วแม้แต่ท่านหมอที่มีชื่อเสียงที่พวกเขาเชิญมารักษาก็ต้องประหลาดใจด้วยเช่นกัน

และทั้งหมดนี้เป็นเพราะมู่อี้ แม้แต่ซูหยิงหยิงก็ไม่อาจเก็บซ่อนความประหลาดใจของนางเอาไว้ได้

ซูจุนไม่ได้มีท่าทีดูถูกเพราะมู่อี้มีอายุน้อยอีกต่อไป ซูจินหลุนก็มีสีหน้าที่ดูเคารพ แต่สีหน้าของเจิ้งสือซงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ มันดูซับซ้อนมาก บางทีเขาอาจจะรู้สึกงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่

"แม้ว่าสถานการณ์ของท่านหญิงชราในตอนนี้จะดีขึ้นมากแล้ว แต่ถ้าต้องการให้อาการเจ็บป่วยของท่านหญิงหายขาด ข้าต้องการความช่วยเหลือของพวกท่านขอรับ" หลังจากอยู่ที่นี่มาประมาณ 1 สัปดาห์มู่อี้ก็กล้ามองหน้าเจิ้งสือซงตรงๆ

"ไม่ว่าท่านนักพรตต้องการสิ่งใดโปรดสั่งมาได้เลย ตราบใดที่มันทำให้ท่านแม่ของข้าตื่นขึ้นมาได้ ไม่ว่าท่านจะให้ข้าทำสิ่งใดข้าก็จะทำให้ดีที่สุด" ซูจุนรีบพูดขึ้นมาทันที ดูเหมือนเขาพยายามชดเชยต่อการที่เขาดูถูกชายหนุ่มก่อนหน้านี้

"ใช่แล้ว ท่านนักพรตโปรดบอกมาได้เลย" ซูจงซานพยักหน้า

"ตอนนี้หยินและหยางของท่านหญิงชราถูกแยกออกจากกันแต่ระบบโลหิตของท่านหญิงยังเชื่อมต่อกันทั้งกาย ดังนั้นข้าจึงต้องการใช้เลือดของผู้สืบสายเลือดของนางมาใช้เป็นยารักษา" มู่อี้ตอบกลับมาตรงๆ

"ท่านนักพรต ท่านใช้เลือดของข้าได้เลย" ซูจุนรีบพูดขึ้นมาทันที เขาเป็นลูกชายของนางสายเลือดของเขาจึงใกล้ชิดกับนางมากที่สุด

"ท่านนักพรต หยิงหยิงก็พร้อมที่จะช่วยท่านเสมอ" ซูหยิงหยิงพูดออกมาเบาๆ

"ท่านนักพรตหากยังไม่พอก็ใช้ของข้าได้" ซูจินหลุนพูดออกมาหลังสุด

"ทุกๆคนไม่ต้องเถียงกัน ข้า สือซง จะตอบแทนบุญคุณของท่านย่าเอง" เมื่อเห็นว่าทุกๆคนที่พูดออกมาก่อนหน้านี้เจิ้งสือซงก็พูดออกมาด้วยเช่นกัน ไม่ว่ายังไงเขาก็ถือเป็นหลานชายคนหนึ่ง ความคิดนี้มันวนเวียนอยู่ในใจของเขาแม้ว่าการรักษาครั้งนี้จะต้องการเลือดของผู้สืบสายเลือดจริงๆ แต่ก็มีผู้สืบสายเลือดจำนวนมากที่อยู่ที่นี่บางทีเขาอาจจะไม่ต้องแสดงความกตัญญูออกมาด้วยซ้ำ

มู่อี้จ้องมองมาที่เจิ้งสือซงทันใดนั้นก็ยิ้มขึ้นมาอย่างมีเลศนัยทันที เจิ้งสือซงรู้สึกแปลกๆในใจขึ้นมาและคำพูดของเขาที่กำลังจะพูดออกมาก่อนหน้านี้ก็หายไปทันที

"ท่านซูไม่ต้องลำบากหรอกขอรับ แม้ว่าท่านจะเป็นบุตรชายของท่านหญิงชรา แต่ท่านก็มีอายุมากแล้วดังนั้นเลือดของท่านจึงไม่เหมาะ มันไม่มีประโยชน์มากพอสำหรับร่างกายของท่านหญิงชราในตอนนี้ สำหรับท่านหยิงหยิงท่านเป็นหญิงสาวจึงไม่เหมาะสมเช่นเดียวกัน" มู่อี้พูดบอกทีละคนหลังจากนั้นเขาก็จ้องมองไปที่ซูจินหลุนและเจิ้งสือซง

"ในเมื่อท่านบุตรชายของตระกูลซูและท่านบุตรชายของตระกูลเจิ้งเกิดมาในปีเดียวกัน พวกท่านทั้งสองจึงมีพลังสายเลือดที่ทรงพลังมากที่สุดและพวกท่านทั้งสองก็สืบสายเลือดมาจากท่านหญิงชราโดยตรง หากพวกท่านยินยอมพวกท่านก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ขอรับ"

เมื่อได้ยินคำพูดของมู่อี้ ซูจินหลุนย่อมรู้สึกยินดี ในขณะที่เจิ้งสือซงก็ตัวสั่นขึ้นมาทันทีและรอยยิ้มที่แข็งทื่อก็ค้างอยู่บนใบหน้าของเขา

ในตอนนี้ซูจงซานก็มองไปที่พวกเขาทั้งสองคนและพูดออกมาว่า "เช่นนั้นก็ให้จินหลุนและสือซงเป็นผู้เสียสละเถอะ"

"นี่คือสิ่งที่หลานควรทำอยู่แล้วขอรับท่านปู่" ซูจินหลุนตอบกลับมาทันที

"ตราบใดที่ข้าสามารถช่วยท่านย่าได้ แม้จะต้องเสียสละชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่" เจิ้งสือซงพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

มู่อี้ก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลาอีกต่อไปเขาเดินตรงเข้ามาหาทั้งสองคนพร้อมกับชาม 2 ใบที่อยู่ในมือของเขาและจากนั้นเขาก็ม้วนแขนเสื้อของตนเองขึ้นมาทันที "ข้าต้องการเลือดจากร่างกายของพวกท่านทั้งสอง แต่ข้าคงไม่กล้าทำร้ายพวกท่านทั้งสองอย่างแน่นอนขอรับ"

เมื่อมู่อี้พูดออกมาแบบนี้ สีหน้าของซูจงซานและซูจุนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

สำหรับซูจินหลุนเขาไม่พูดอะไรมากและรับชามจากมือของมู่อี้พร้อมกับเดินออกไปทันที

เจิ้งสือซงจ้องมองมาที่มือของมู่อี้อยู่สักพัก เมื่อเห็นว่าชามใบนี้มีคราบเลือดติดอยู่ก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่ของปลอม ความคิดต่อต้านในใจของเขาหายไปช้าๆ เมื่อรู้ว่ามู่อี้ไม่ได้จงใจทำให้เขาอายเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที . .

"ท่านนักพรตเต๋า ในฐานะที่ข้าเป็นผู้เยาว์ข้าย่อมเสียสละได้เสมอ" เจิ้งสือซงก็รับชามอีกใบหนึ่งไป

เมื่อเห็นทั้งสองคนรับชามไปแล้วซูจงซานก็มองไปที่มู่อี้และถามว่า "ท่านนักพรตเต๋าต้องการอะไรอีกหรือไม่? ชายชราผู้นี้จะได้สั่งคนให้เตรียมการ"

"ข้าไม่ต้องการอะไรอีกแล้วขอรับ แต่หากเป็นไปได้ข้าอยากจะให้สมาชิกในตระกูลทุกๆคนอยู่ห่างจากบ้านหลังนี้ให้มากที่สุดในคืนนี้ ทางที่ดีควรเพิ่มคบเพลิงในสวนหลังบ้านด้วยขอรับ นอกจากนี้ข้าจะทำยันต์พิเศษและวางเอาไว้บนเตียงนอนของท่านหญิงชรา แม้ว่าการรักษาครั้งนี้ยังมีโอกาสล้มเหลวแต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับประสงค์ของพระเจ้าแล้วขอรับ" มู่อี้พูดออกมาช้าๆหลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง

"ท่านนักพรตโปรดมั่นใจได้เลย ข้าจะสั่งให้ทุกๆคนทำตามสิ่งที่ท่านนักพรตบอกมาทั้งหมด" ซูจงซานกล่าวกับมู่อี้ด้วยความเคารพ

"ข้าขอฝากให้ท่านช่วยดูแลท่านแม่ของข้าด้วย" ซูจุนก็พูดออกมาเช่นเดียวกัน

ซูจินหลุนและเจิ้งสือซงต่างก็นำชามที่มีเลือดอยู่ครึ่งหนึ่งกลับมา ใบหน้าของพวกเขาดูซีดเซียวลงไปอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะเจิ้งสือซงที่ร่างกายมีอาการสั่นให้เห็นอย่างชัดเจน และในสายตาของเขาก็มีความหวาดกลัว เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์ในการเสียสละเลือดครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขามีความสุขเลย

ซูจินหลุนดูเหมือนจะสามารถอดทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

หลังจากที่ทุกๆคนออกไปทั้งหมดแล้วมู่อี้ก็นำชามที่ใส่เลือดของเจิ้งสือซงเทลงในกระถางดอกไม้ที่อยู่ภายในบ้าน มุมปากของเขาก็ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเผยให้เห็นความพอใจ

เขาต้องการเลือดจริงๆแต่ไม่ใช่เลือดของเจิ้งสือซง แต่เป็นซูจินหลุนที่เป็นหลานผู้สืบสายเลือดโดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้นมู่อี้ยังรู้มานานแล้วว่าซูจินหลุนเป็นผู้ฝึกยุทธซึ่งทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าร่างกายของคนธรรมดา เขายังมีร่างกายที่บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยพลัง

ต่อจากนั้นมู่อี้ก็เทน้ำหมึกลงไปผสมกับเลือดของซูจินหลุนและตามด้วยชาดที่เตรียมเอาไว้ หลังจากที่ผสมกันจนเสร็จสิ้นสิ่งที่ออกมาคือของเหลวที่มีสีแปลกประหลาด

ตระกูลซูได้เตรียมกระดาษเหลืองอย่างดีไว้ให้เขาแล้ว มันให้ความรู้สึกที่เรียบลื่นแต่ไม่ได้นุ่มมากนัก ผิวสัมผัสคล้ายกับผิวหนังของหญิงสาว ซึ่งดูแล้วมีคุณภาพดีกว่าที่มู่อี้ซื้อมาเองหลายเท่า

พู่กันที่เขาได้รับก็ดูเหมือนว่าจะเป็นพู่กันที่มีอายุไม่มากนัก เนื้อไม้ด้ามพู่กันยังคงแน่นและมีการแกะสลักลวดลายเล็กน้อย ด้ามพู่กันนี้น่าจะทำมาจากไม้จันทน์สีแดง

แม้ว่านี่จะไม่ใช่พู่กันที่นักปราชญ์ใช้แต่มันก็มีคุณภาพดีกว่าที่เขาต้องการ

ไม้บรรทัดก็ถูกใส่มาในกระบอกใส่พู่กันเช่นเดียวกัน มันมีรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนแต่สามารถพับเก็บได้เหมือนกับมีดพับบนตัวไม้บรรทัดมีลวดลายของภูเขาและแม่น้ำถูกเขียนเอาไว้ มู่อี้จ้องมองด้วยความสนใจตรงมุมของไม้บรรทัดดูเหมือนจะมีลายเซ็นของผู้ที่วาดภาพลงบนไม้บรรทัดอันนี้ ลายเซ็นของเขาคือ กู่

เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วมู่อี้ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ มือของเขาจับพู่กันเอาไว้แน่น เขาจินตนาการถึงความรู้สึกในตอนเช้าและสะบัดพู่กันในมือออกไปเบาๆ

"ฟึบ!"

เสียงของพู่กันกระทบกับกระดาษดังขึ้นมาในห้องที่เงียบสงบแห่งนี้ เสียงนี้ฟังดูแล้วให้ความเพลิดเพลินอย่างแปลกประหลาด ใครที่ได้เห็นในตอนนี้คงไม่คิดว่ามู่อี้จะมีอายุเพียงแค่ 14 ปีอย่างแน่นอน

จบบทที่ ตอนที่ 13 ต้องการใช้เลือด

คัดลอกลิงก์แล้ว