เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 เรื่องเล่าของชายชรา

ตอนที่ 12 เรื่องเล่าของชายชรา

ตอนที่ 12 เรื่องเล่าของชายชรา


ตอนที่ 12 เรื่องเล่าของชายชรา

"ได้ผลหรอ!"

สำหรับซูจงซานแล้วคำพูดของมู่อี้เป็นเหมือนเสียงจากสวรรค์ แม้แต่ซูหยิงหยิงและหญิงวัยกลางคนผู้งดงามที่อยู่ข้างๆนางก็มีสีหน้าที่ดูประหลาดใจ

"ท่านย่า" ซูหยิงหยิงรีบวิ่งไปที่เตียงนอนพร้อมกับหญิงวัยกลางคนผู้งดงามทันที

ซูจงซานโค้งคำนับมู่อี้อีกครั้งหนึ่ง

"ท่านผู้อาวุโสสุภาพเกินไปแล้วขอรับ" มู่อี้โค้งคำนับชายชรากลับไปแต่ในใจของเขากลับคิดว่า "ข้าได้กระทำเรื่องเสี่ยงแบบนี้ให้สำเร็จได้ หวังว่าท่านจะตอบแทนข้าอย่างเหมาะสมนะ"

"ท่านนักพรต แล้วเมื่อไหร่ท่านย่าของข้าจะตื่นขึ้นมา?" ซูหยิงหยิงพูดออกมาด้วยความเคารพในตอนนี้ตัวตนของมู่อี้ในใจของนางสูงส่งยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่ว่ายังไงมู่อี้ก็ถือว่าเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาย่อมรู้สึกดีต่อหญิงสาวผู้งดงามอย่างซูหยิงหยิงอยู่แล้ว

"การรักษาของข้าก่อนหน้านี้เพียงแค่ทำให้วิญญาณร้ายออกไปจากร่างกายของนางเท่านั้นไม่ใช่การรักษาทั้งหมด ร่างกายของท่านหญิงชรายังถือว่าอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอและต้องให้ท่านหมอท่านอื่นๆบำรุงร่างกายของนาง แต่อาการเจ็บป่วยของนางในตอนนี้ก็ถือว่าหายไปครึ่งนึงแล้ว" มู่อี้บอกไปตรงๆ

"ครึ่งหนึ่งงั้นหรือ? เช่นนั้นท่านแนะนำข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าข้าควรทำเช่นไรต่อไปดี" ซูจงซานถามกลับไปตรงๆ เพราะตระกูลซูสามารถหาท่านหมอที่มีชื่อเสียงมารักษาหญิงชราได้อย่างแน่นอน

"วิญญาณชั่วร้ายในร่างกายของท่านหญิงชราเป็นเหมือนคำสาปที่ฝังลึกไปถึงกระดูก หากท่านต้องการให้ท่านหญิงชรากลับมาเป็นปกติท่านก็ต้องสังหารวิญญาณชั่วร้ายตัวนี้ให้สิ้นซากเสียก่อนขอรับ" มู่อี้ตอบกลับมา

"วิญญาณชั่วร้ายอยู่ภายในร่างของนางนั้นหรือ?" สีหน้าของซูจงซานเปลี่ยนไปทันทีราวกับว่าเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที

มู่อี้ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแค่รอเงียบๆเท่านั้น แต่ในใจของเขารู้ดีว่าวิญญาณตัวนี้ดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่าที่เขาคิดซะแล้ว

"ท่านนักพรต โปรดตามข้ามา" ซูจงซานหันไปมองภรรยาของเขาที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้งหนึ่งและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ทันที

มู่อี้เดินตามซูจงซานไปที่อีกห้องหนึ่ง และในตอนนี้ก็มีเพียงแค่พวกเขาทั้งสองคนที่อยู่ในห้องนี้เท่านั้น

"ท่านนักพรต ข้าไม่ได้ตั้งใจปิดบังเรื่องนี้ เดิมทีข้าไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางหรือวิญญาณอะไรเลย แต่ในวันนี้หากข้าไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว ข้าจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้ท่านฟัง" ซูจงซานพูดออกมาช้าๆ

"เมื่อ 18 ปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า ซูจุนหรู นางได้ถูกยกย่องให้เป็นไข่มุกแห่งวงศ์ตระกูล แต่เมื่อนางเติบโตขึ้นมาก็เริ่มหลงระเริงเพราะการตามใจที่มากจนเกินไปจนเริ่มไม่เชื่อฟังคำสั่ง แต่ไม่ว่ายังไงนางก็ถูกเลือกให้เป็นความหวังของวงศ์ตระกูลพวกเราถึงปล่อยให้นางตายหรือหนีไปไหนไม่ได้ นางถูกขังเอาไว้ในบ้านและรอวันแต่งงานเท่านั้น แต่ใครจะคิดว่าเด็กสาวผู้นี้ได้หนีไปกับชายที่เป็นคนรักของนาง หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอะไรส่งกลับมาอีกเลยจนแม่ของนางเองก็เริ่มล้มป่วย"

" 5 ปีต่อมา เด็กสาวคนนั้นกลับมาที่นี่พร้อมกับลูกของนางและขอร้องให้พวกเราช่วยเลี้ยงดูลูกของนาง ในตอนนั้นลูกของนางก็เป็นผู้หญิงและมีอายุประมาณ 3 ขวบแล้ว ลูกของนางเหมือนกับนางในตอนเด็กทุกประการ"

"แม้ว่าปัญหาในใจนั้นยากที่จะลบเลือนให้หายไปได้ แต่อย่างน้อยเด็กหญิงน้อยคนนั้นก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเราและถือเป็นเหลนของพวกเรา พวกเราจะทิ้งขว้างไม่ดูแลนางได้เช่นไร แต่ดูเหมือนว่าเด็กน้อยคนนั้นจะป่วยเป็นโรคที่แปลกประหลาดและแม้ว่าพวกเราจะตามหมอที่มีชื่อเสียงมารักษาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยจนกระทั่งในที่สุดเด็กน้อยคนนั้นก็เสียชีวิตไป"

"หลังจากเด็กน้อยคนนั้นได้ตายไป หญิงสาวที่เป็นแม่ของนางก็ใจสลายและสภาพจิตใจของนางก็เริ่มบิดเบี้ยวมากขึ้นไปเรื่อยๆ นางฝังลูกของนางเอาไว้ที่สวนหลังบ้านของนางและพูดคนเดียวอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่มีใครรู้ว่านางพูดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้นประมาณครึ่งปีดูเหมือนว่าหญิงสาวคนนั้นจะทนต่อความสูญเสียไม่ได้ นางจึงฆ่าตัวตายและทิ้งจดหมายลาตายเอาไว้ในห้องของนาง"

"หลังจากหญิงสาวได้ตายไป พวกเราก็ได้ปิดตายสวนหลังบ้านซึ่งเป็นที่อยู่ของนางเอาไว้และสั่งห้ามไม่ให้ทุกๆคนเข้าไปในนั้น เรื่องนี้ผ่านมากว่า 13 ปีแล้วแต่อยู่มาวันหนึ่งจู้จิงก็ได้เข้าไปในสวนหลังบ้านแห่งนี้และนั่งอยู่กลางสวนในตอนบ่าย ตกดึกคืนนั้นจู้จิงฝันร้ายและนางบอกว่านางฝันถึงเหลนที่ตายไปอยู่บ่อยครั้ง และหลังจากวันนั้นร่างกายของนางก็เริ่มย่ำแย่มากขึ้นทุกๆวัน"

"หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาพวกเราจึงได้เชิญหมอที่มีชื่อเสียงมากมายมาทำการรักษาแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลอะไรเลย เราได้เชิญคนมาขับไล่สะกดวิญญาณด้วยเหมือนกัน มีทั้งนักบวช และพระสงฆ์ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้และหลังจากกลับไปจากที่นี่พวกเขาต่างก็โดนวิญญาณรบกวนจนไม่สามารถนอนหลับได้ จนถึงวันนี้แม้ว่าจะเดินสวนกันบนถนนพวกเขาก็ยังไม่กล้าสบตากับพวกเราเลยด้วยซ้ำ"

ซูจงซานพูดทุกอย่างออกมาทั้งหมดสีหน้าของเขายากที่จะปิดบังความเจ็บปวดในใจเอาไว้ได้ เขารู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้มาตลอด 18 ปีและไม่อาจยกโทษให้กับตัวเองได้

ดังนั้นเมื่อบอกว่ามู่อี้สามารถขับไล่สะกดวิญญาณออกไปได้ เขาย่อมรู้สึกยินดีเป็นธรรมดา

ปัญหาเรื่องนี้มู่อี้ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครผิดหรือใครถูกแต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาต้องกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้ออกไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วหญิงชราก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง และครั้งหน้าเขาก็กลัวว่าตนเองจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรหญิงชราได้อีกแล้ว

"ข้าไม่รู้ว่าท่านผู้อาวุโสวางแผนอะไรไว้อยู่บ้างขอรับ?" มู่อี้ถามกลับไปตรงๆ

"ท่านนักพรต ถือว่านี่เป็นการร้องขอจากชายชราคนนี้ก็แล้วกัน" ซูจงซานมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่ดูอับอาย

"โปรดพูดมาได้เลยขอรับ" มู่อี้มองไปที่เขาเช่นเดียวกัน

"ถ้าหากวิญญาณร้ายตัวนี้ยอมจำนน ข้าขอให้ท่านนักพรตไม่ต้องฆ่ามันได้หรือไม่? ถ้าหากท่านสามารถส่งนางกลับไปเกิดใหม่ได้ย่อมประเสริฐที่สุด" ซูจงซานตอบกลับมาไม่ว่าวิญญาณร้ายตัวนี้จะเคยทำอะไรไว้บ้างแต่นางก็เป็นหลานสาวของเขา แม้ว่าหญิงสาวคนนั้นจะจงใจฆ่าตัวตายแต่ซูจงซานก็ไม่อยากให้นางต้องมีความผิดบาปมากขึ้นไปอีก

มู่อี้ทำสมาธิอีกครั้งก่อนที่จะตอบกลับมาว่า "นั่นก็จริง ตามที่ท่านผู้อาวุโสบอกมาวิญญาณร้ายตนนี้ก็ไม่ได้สร้างความชั่วร้ายอะไรมากนัก แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถกำจัดนางได้หรือไม่ สำหรับเรื่องการส่งนางกลับไปเกิดข้าไม่ขอรับปากนะขอรับ พวกเราออกไปกันเถอะ"

"นี่มัน ..." ซูจงซานไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดีเมื่อเขาได้ยินคำพูดของมู่อี้

"ตอนนี้มีทางเดียวคือต้องลองดูแล้ว ไม่ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ข้าเชื่อว่าวิญญาณร้ายจะต้องอยู่ที่สวนหลังบ้านในคืนนี้อย่างแน่นอน" มู่อี้ตอบกลับมา เขามียันต์เพียงแค่ 2 ชนิดเท่านั้นนั่นคือยันต์สะกดวิญญาณและยันต์ปราบปีศาจ เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้น่าจะไม่กระทบกับชีวิตของเขาและเขาเองก็อยากจะเห็นว่าวิญญาณหน้าตาเป็นยังไง

ในอดีตตอนที่เขาเดินทางกับท่านปู่นั้น ถ้าหากต้องเจอกับการสะกดวิญญาณจริงๆมู่อี้จะอยู่ข้างนอกและท่านปู่ของเขาจะเป็นผู้ที่เผชิญหน้าเพียงคนเดียวเท่านั้นแต่ในตอนนี้มู่อี้ต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง

"ไม่ว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลว ข้าก็ต้องขอบคุณท่านนักพรต และพวกเราจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน" ซูจงซานตอบกลับมาทันที

"แต่สถานการณ์ในตอนนี้ดูจะเลวร้ายกว่าที่ข้าคิดเอาไว้และข้าเหลือเพียงยันต์ปราบปีศาจเพียงแค่แผ่นเดียวเท่านั้น สำหรับคืนนี้ข้ายังต้องเตรียมการอีกมาก จึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากท่านผู้อาวุโสได้หรือไม่ขอรับ" มู่อี้หันกลับมาพูดทันที

"ได้สิ ท่านนักพรตต้องการสิ่งใดบ้างโปรดบอกมาได้เลย" ซูจงซานตอบกลับมาตรงๆ

"กระดาษสีเหลืองอย่างดีหลายๆแผ่น ชาดที่ดีที่สุด พู่กันที่พวกบัณฑิตหรือนักปราชญ์ใช้ ถ้าหากว่าท่านมีไม้บรรทัดข้าก็ขอด้วย (ไม้บรรทัดในสมัยโบราณนั้นทำมาจากแท่งไม้ แท่งหยก หรืออาจจะเป็นแท่งโลหะ มีความกว้างและความยาวใกล้เคียงกับไม้บรรทัดในปัจจุบัน แต่มีความหนามากกว่า ใช้ในการขีดเส้น ตีตาราง สำหรับเขียนอักษร หรืออาจใช้ประกอบพิธีกรรมอื่นๆ บนไม้บรรทัดมักมีการเกะสลักลวดลายที่งดงามเอาไว้) ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ตระกูลซูของท่านได้เข้าไปในภูเขาและได้รับหนังพังพอนสีเหลืองมาใช่หรือไม่? หางของสัตว์ตัวนั้นยังคงอยู่อีกหรือไม่ข้าต้องการใช้มันเป็นพู่กัน และกระบี่ที่เคยใช้ในสนามรบมันต้องเคยดื่มเลือดมนุษย์มาก่อน สุดท้ายคือโสมร้อยปีที่ท่านหญิงชราใช้ก่อนหน้านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าแจ้งไปโปรดจัดเตรียมให้ด้วยขอรับ"

มู่อี้รีบพูดสิ่งที่เขาต้องการออกมาทันที เขาย่อมไม่พลาดโอกาสดีๆที่จะฉกฉวยสิ่งต่างๆดังเช่นตอนนี้ แน่นอนว่านี่ไม่ถือเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงแต่อย่างใด

จบบทที่ ตอนที่ 12 เรื่องเล่าของชายชรา

คัดลอกลิงก์แล้ว